"ปลาดู"...คู่เคียงไทยพวน อำเภอปากพลี

บันทึกวัฒนธรรม

บ้านปากพลี มีพวน ชวนมาพบ แน่นขนบ ธรรมเนียม เยี่ยมยึดเหนี่ยว พลีแรงกาย ใจก้ม อยู่กลมเกลียว ไม่มีเรียว มีแต่รัก สมัครรำ เอดพิเลอ ไปกะเลอ เสมอเล่า ศรัทธาเข้า สถูป อุปถัมภ์ รักสงบ ใจเสงี่ยม เจียมประจำ น้อมใจนำ ทำไม่ถอย รู้ถ้อยทวน อยู่เป็นพวก พอเพียง สำเนียงเพราะ ยึดเกษตร สืบเสาะ ทำไร่สวน ถิ่นปลาร้า ปลาดู ของคู่ควร ใครปะพวน มีแต่พบ ประสบพร...ปราชญ์ชาวบ้านเอื้อนเอ่ย ในครั้งแรกที่พบหน้าพวกเรา

เวลาสายในวันหนึ่ง ผมและเพื่อนๆนักข่าวรับการเชิญจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก ร่วมสัมผัสกับวิถีไทยพวน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งยังได้เป็นแนวทางการประชาสัมพันธ์ "เที่ยววิถีไทยพวน วัดฝั่งคลอง"

ชาวไทยพวนที่อยู่ในเมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวางในประเทศลาว ได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ตามที่มีหลักฐานในพงศาวดาร หรือจากการเล่าสืบต่อกันมา ว่าด้วยบ้านเมืองเกิดศึกสงคราม จึงหลบหลีกหนีภัยสงครามเข้ามาด้วยความสมัครใจ โดยมาเพื่อพึ่งพิงในบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย

อีกทั้งมีการสันนิษฐานกันว่า ชาวไทยพวน อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ส่งทัพตีเวียงจันทน์และตามหัวเมือง โดยนำผู้คนจากเวียงจันทน์ หรือชาวไทยพวน จากเมืองเชียงขวาง-เมืองชำนิ มาตั้งถิ่นภูมิลำเนา ตามที่หัวเมืองชั้นใน คือ ลพบุรี สระบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก

ชาวไทยพวนที่อำเภอปากพลี สร้างบ้านปลูกเรือนอยู่ตามสองฝั่งคลอง ต่อมามีชาวไทยพวน จำนวน 12 ครัวเรือน แยกตัวออกมาจากบ้านท่าแดง แล้วมาตั้งบ้านเรือนใหม่ที่มีชื่อว่า บ้านฝั่งคลอง ต่อเมื่อมีการก่อสร้างวัดให้เป็นศูนย์รวมจิตใจ จึงตั้งชื่อให้คล้องกับชื่อหมู่บ้านว่า วัดฝั่งคลอง โดยเป็นอารามในสังกัดมหานิกาย เดิมทีมีชื่อเรียกขานกันว่า วัดฮิมคลอง อันเป็นสำเนียงของชาวไทยพวน หมายถึงวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง

ในด้านเกษตรกรรม การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน เป็นสัมมาอาชีพคนไทย แม้แต่ชาวไทยพวนเอง ก็ยึดการเกษตร ทำมาหากินอย่างร่มเย็นเป็นสุข ดังที่กล่าวว่า บ้านพวนเฮานี้ มีความฮ่มเย็น บ่ ยะ บ่ เข็ญ พอมีพอกิน เซ้าตื่นหุงเข้า เฮาไปเฮ็ดนา เซาะปูเซาะปา กับมามื้อแลง ขี่ควายเข้าเคาะ พอเหมาะมืดค่ำ กินเข้าอาบน้ำ หลับนอนเอาแฮง

วิถีชีวิตของชาวไทยพวน เปลี่ยนแล้วในปัจจุบัน ณ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดฝั่งคลอง ที่อยู่ภายในวัดฝั่งคลอง จัดแสดงเพื่อการอนุรักษ์ 9 มุมมอง คือ 

  1. แสดงเครื่องมือในการทำนา 
  2. แสดงการจำลองบ้านเรือน 
  3. แสดงเครื่องใช้จับสัตว์น้ำ 
  4. แสดงเครื่องมือสร้างบ้านเรือน 
  5. แสดงเครื่องดนตรีพื้นบ้าน 
  6. แสดงของใช้ในครัวเรือน 
  7. แสดงเครื่องแต่งกาย 
  8. แสดงห้องประทับทรงงาน และ 
  9. แสดงถึงวิถีชาวไทยพวน

พระครูวิริยานุโยค เจ้าคณะอำเภอปากพลี กล่าวถึงการร่วมสืบสาน ในวิถีชาวไทยพวนว่า "อาตมาไม่ใช่เป็นคนพวน แต่มาอยู่กับคนพวน 40 ปีแล้ว พยายามค้นหา เรื่องราวคนไทยพวน เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟู ให้เป็นรูปธรรม พูดกันจริงๆแล้ว...เราเป็นคนไทย มาอยู่บ้านไทยพวน น่ามีอะไรให้กับไทยพวน ทางภาษาพระหมายความว่า ได้มาฉันข้าวที่บ้านไทยพวนไปหลายเกวียน น่าจะมีอะไรตอบแทนบ้าง หากตอบแทนดีที่สุด น่าเป็นเรื่องไทยพวนนั่นเอง ภาษาพูด...ก็พยายามหัดพูด ภาษาเขียน...ได้บางตัว ภาษาอ่าน...พออ่านออก ส่วนด้านประเพณี ก็มีผู้เฒ่าผู้แก่สอนว่า ฮีดสิบสองครองสิบสี่ ต้องทำอะไรบ้าง"

ฮีดสิบสองครองสิบสี่ เป็นประเพณีหรือพิธีกรรม โดยประเพณีได้แบ่งเดือนตามจันทรคติ เพื่อเป็นการกำหนดจารีตประเพณี อันเป็นบรรทัดฐานของสังคมให้อยู่กันอย่างร่มเย็น ส่วนครองสิบสี่ หมายถึงสิ่งที่ดีงาม ควรแก่การประพฤติปฏิบัติ อย่างเช่นพิธีสูตรเสื้อสูตรผ้า เป็นประเพณีในวันสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ อีกทั้งมีพิธีกรรมเข้าผีนางด้ง พิธีบายศรีสู่ขวัญ ประเพณีเลี้ยงตา-ปู่ งานบุญข้าวสลาก งานบุญทานข้าวหลาม ประเพณีสารทพวน

อย่างเช่น...ประเพณีสารทพวน ที่จัดวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 มีขั้นตอนปฏิบัติเป็นระยะ คือ เมื่อถึงวันแรม 8 ค่ำ ชาวบ้านเริ่มนำข้าวเหนียวเปลือก มาแช่น้ำไว้ ในวันแรม 9 ค่ำ หรือวันแรม 10 ค่ำ จะนำข้าวมาตำให้เป็นข้าวเม่าข้าวตอก วันแรม 11 ค่ำ หรือวันแรม 12 ค่ำ เป็นวันรางข้าวเม่า รางถั่ว รางงา ในวันแรม 13 ค่ำ เป็นวันกวนขนมกระยาสารท วันแรม 14 ค่ำ ชาวบ้านจะนำกระยาสารท พร้อมกับอาหารคาวหวาน ทำบุญทำทานที่วัด

ทางวัดจะนิมนต์พระวัดอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำบุญสารท มาร่วมงานบุญด้วย เมื่อเสร็จพิธีทางสงฆ์แล้ว จะมีการแบ่งกระยาสารท ให้กับพระวัดอื่นๆที่รับนิมนต์ สำหรับไปฉันที่วัดของตนเอง ประเพณีสารทพวนนั้น แสดงถึงความพิถีพิถัน ในการทำงาน ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ สำหรับมาทำกระยาสารท อันแสดงให้เห็น...ความมีน้ำใจ ความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ หรือความกตัญญู ที่ผู้คนมีต่อผืนแผ่นดินทำกิน โดยนำสำรับคาวหวาน หรือห่อข้าวไปใส่ในนา พร้อมทำหาบผียี่ผีเจียง ไปส่งไว้นอกบ้าน เพื่อพืชผลในไร่ในนา มีความอุดมสมบูรณ์

ฟังจบ เพื่อนพ้อง บ่นเสียดาย ไม่ได้ร่วมพิธี

ผมก็เสียดาย...แต่ที่ไม่ได้ทานกระยาสารท

หลังจากกราบนมัสการลา พระคุณเจ้าผู้ใฝ่ทางธรรม เราต่างเคลื่อนตัวไปที่ วัดเกาะหวาย เป็นวัดประกอบพิธีศาสนา ของชุมชนชาวไทยพวน

เมื่อถึงที่หมาย ก็มารั้งรอบางอย่างอยู่ ระหว่างนั้น...ซี้นักข่าวอีสานชาวกรุง อยู่ๆก็โพล่งขึ้นว่า...กลิ่นอะไรนะ แล้วทำท่าสะดีดสะดิ้ง ทั้งยังให้ขบขันในคำพูด อุ๊ย!!! ปลาร้าแน่ๆ กลิ่นไม่ค่อยชินจมูกเลย พร้อมกับเอามือลูบปาก และปาดน้ำลายที่สอ

ใช่ครับ!!! ก็กลิ่นปลาร้า "ปลาดู" ของไทยพวน

ด้วยเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ชาวบ้านจะออกหาปลาตามคลอง ห้วย หนอง หรือแอ่ง โดยการยกยอ ทอดแห ดักข่าย ล้อมซั้ง หรือดักไซ จะได้ทั้งปลาเล็กปลาใหญ่ เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารการกิน สำหรับปลาขนาดใหญ่ อย่างเช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลานิล มักนำไปต้มยำทำแกง ส่วนปลาที่ตัวเล็กๆ อย่างพวกปลาซิว ปลาขาว ปลากระดี่ จะนำมาหมักเป็นปลาร้าปลาจ่อม แต่ปลาดู...ของชาวไทยพวนนั้น ใช้ปลาขนาดใหญ่กันครับ อย่างพวกปลาช่อน ปลาดุก ปลานิล แล้วไปหมักเหมือนกับปลาร้า แต่ใช้เวลาการหมักน้อยกว่า

โดยที่ส่วนผสมของตัวปลาดู ได้แก่ ปลาดุก 1 กิโลกรัม เกลือบด 1/2 กิโลกรัม ข้าวคั่ว 4 ขีด กระเทียมบด ? กิโลกรัม และพริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมของสมุนไพร ได้แก่ กระชาย 1 กิโลกรัม ใบมะกรูด 4 ถ้วยตวง เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสด 10 เมล็ด หอมเจียว 1/2ถ้วยตวง และน้ำอีก 1 ถ้วยตวง

สำหรับขั้นตอนวิธีการทำปลาดูนั้น ที่เริ่มนำปลาสดทำความสะอาด มาคลุกเคล้ากับเกลือละเอียด แล้วหมักทิ้งไว้หนึ่งคืน จากนั้นนำปลาที่หมักเกลือ ออกมาล้างให้สะอาด ผึ่งใส่ตะแกรงไว้ให้แห้ง ต่อมาก็นำไปผสมกับกระเทียม พริกไทย ข้าวคั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน และนำออกมาทอดรับประทาน ส่วนขั้นตอนวิธีการทำสมุนไพรนั้น เริ่มนำกระชายและใบมะกรูดมาทอดพักไว้ นำพริกขี้หนูสดที่โขลก หอมเจียว เกลือ น้ำตาล น้ำมะนาว และน้ำ ใส่กระทะลงไปผัดกับกระชายทอด-ใบมะกรูดทอด แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน

เมื่อมีการนำมาให้ชมกัน ในสภาพที่ทอดเคียงมากับผักสด ก็ทำให้หลายคนอยากลิ้มลอง เริ่มจากเกลออีสานเมืองกรุง ได้นำร่องกินอย่างชำนาญ

ปัจจุบันปลาร้าปลาดู นำมาแปรรูปทอดกับสมุนไพร บรรจุเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป พร้อมได้การันตีจาก อย.ในปี 2551 และขอเลข มผช.ในปี 2553

อาหารภูมิปัญญาไทยพวน นอกจากปลาร้า-ปลาดู ยังมีแกงจาน เจี่ยว ไข่เค็มใบเตย ข้าวกระยาคู ซึ่งพอเราได้ลิ้มรส ต้องยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองข้าง

เช็ดปากเช็ดคอเรียบร้อย ทีมงาน ททท. มาปิดท้ายที่ วัดปทุมวงษาวาส หรือที่เรียกกันว่า วัดบ้านใหม่ ทางวัดฟื้นฟูและอนุรักษ์ ไว้ซึ่งการทอผ้าไทยพวน เนื่องจากคนโบราณ ยึดอาชีพด้านเกษตรกรรม ปลูกฝ้ายเลี้ยงไหม และทอผ้าไว้ใช้กันเอง

กลุ่มสตรีสหกรณ์หัตถกรรมผ้าทอไทยพวนบ้านใหม่ จึงได้ร่วมกันสืบสานภูมิปัญญา ภายใต้กี่ทอผ้าจำนวน 12 กี่ สามารถผลิตผ้าได้หลายแบบ โดยเฉพาะผ้าลายแทรกไทยพวนโบราณ หรือผ้าทอลายใหม่ ซึ่งสมาชิกในกลุ่มสตรีสหกรณ์ฯ ภาคภูมิใจเป็นที่สุดในขณะนี้ ก็คือ...ผ้าทอลายมัดหมี่ดอกสุพรรณิการ์ อันเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด

กับ...วันคืนแปรเปลี่ยน กาลเวลาเปลี่ยนแปลง จากไทพวน...สู่ไทยพวน แต่คงสืบทอดวิถีที่พอเพียง ทว่าร่ำรวยด้วยความสุข ดังที่เห็นในปัจจุบัน