ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในโลกไซเบอร์

หญิงไทยไอที

ตั้งแต่ Facebook กับ Twitter เริ่มครองโลกนี่ ผมว่าหลายท่านหันเหชีวิตตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกไซเบอร์กันบ่อยขึ้นครับ สังเกตได้จากในแต่ละวันเราสามารถทราบข่าวด่วนและไม่ด่วนต่างๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าฝนจะตกที่บ้านแฟน น้ำท่วมบ้านเจ้าหนี้ "สื่อ" ทั้ง 2 อย่างนี่จะมีการแปะข้อความบอกเตือนไว้ทันที

ขนาดเพื่อนผมรถติดอยู่แยกไฟแดงแถวสุขุมวิท ยังอุตส่าห์โพสต์ข้อความแปะไว้บนหน้า Facebook เลย ว่า "รถติดมาก อย่ามาแถวนี้" จนผมแอบคิดไม่ได้ว่า ไอ้ที่ติดๆ อยู่เนี่ยะ เป็นเพราะรถคันหน้ามัวส่งข้อความผ่าน Facebook กับ Twitter กันอยู่หรือเปล่า เพราะไฟแดงแถวสุขุมวิทน่ะไวจะตาย เดี๋ยวแดง เดี๋ยวเหลือง เดี๋ยวเขียวสลับกันไปมายังกับไฟต้นคริสต์มาส

อุ๋ย! เผลอบ่นเรื่องการจราจรที่ไม่ต่างกับจลาจลเข้าจนได้

เรามาคุยกันเรื่องของเราดีกว่าครับ

คืออย่างนี้ การที่คนเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกไซเบอร์กันมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือโอกาสในการทำธุระที่เป็นกรรม (ภาษาคนอื่นเรียกธุรกรรมครับ) บนอินเทอร์เน็ตย่อมมีมากตามไปด้วย ไม่ว่าจะโอนเงิน จ่ายเงิน ซื้อของ (เห็นมั๊ยมีแต่จ่ายเงินออกจากบัญชีเราทั้งนั้น)

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว คราวนี้เราก็เลยมาดูแนวทางในการใช้ชีวิตบนโลกไซเบอร์อย่างปลอดภัยกันดีกว่าครับ ซึ่งแต่ละวิธีนอกจากจะระวังรักษาระบบการเงินของเราบนอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ผลพวงยังพ่วงมาถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยนะครับ

บอกแบบนี้บางท่านอาจงง เอ๊ะ! อีตาคนเขียนนี่มันเพี๊ยนหรือไง จากโลกไซเบอร์มาถึงชีวิตและทรัพย์สินได้ไง

เอาไว้ตัดสินตอนอ่านจบดีกว่าครับ ตอนนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. บริหารบัตรเครดิต ผมไม่ได้หมายความให้ใช้บัตรเครดิตซื้อของโดยพิจารณาว่าบัตรไหนให้ผลตอบแทนสูงสุดนะครับ แต่การบริหารในที่นี้คือ เราควรมีบัตรเครดิตอย่างน้อย 1 ใบที่เอาไว้ใช้กับธุรกรรมต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต แต่บัตรใบนี้ต้องมีความพิเศษครับ คือเราต้องไปขอลดวงเงินกับธนาคาร ให้เหลือในจำนวนเงินน้อยๆ เช่น 10,000 บาท อะไรแบบนั้น วิธีการก็เพียงโทรเข้าศูนย์บริการบัตรเครดิต แล้วแจ้งว่าเราต้องการลดวงเงินที่อยู่ในบัตรของเราให้เหลือ 1 หมื่นบาทเท่านั้น เจ้าหน้าที่อาจถามเราว่าเพราะอะไร ก็บอกไปเลยครับว่า จะเอาไว้ใช้ซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต รับรองเจ้าหน้าที่เข้าใจครับ จากนั้นเราก็ต้องถามต่อทางธนาคารมีบริการส่ง SMS แจ้งเมื่อมีการใช้ธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า ถ้ามีก็ขอใช้บริการซะเลย ด้วยวิธีการนี้ ถ้ามีใครมาแอบใช้บัตรเครดิตของเรา เราก็จะรู้ได้ทันที หรือร้ายที่สุด ถ้าเกิดความผิดพลาดจนหมายเลขบัตรเราไปอยู่ในมือมิจฉาชีพเข้า เจ้าโจรอินเทอร์เน็ตก็คงแอบร้องไห้กระซิกๆ กับวงเงินกระจุ๋มกระจิ๋มของเราแน่นอน

2. ใส่รหัสให้ Wi-Fi ที่บ้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ใช้ ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายที่บ้านครับ คือปกติตัวเร้าเตอร์ที่ใช้กับสัญญาณไฮสปีดนี่มักปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้คอมพิวเตอร์บริเวณรอบๆ สามารถใช้งานเพื่อเข้าอินเทอร์เน็ตได้ ปัญหาคือถ้าสัญญาณของเราไม่ได้ใส่รหัสผ่าน เครื่องใครที่อยู่ในเขตที่สัญญาณ Wi-Fi ส่งไปถึงก็สามารถแอบใช้เน็ตของเราได้ มีผลทำให้ความเร็วในการเข้าเน็ตของเราช้าลงได้ แต่เรื่องพวกนี้จะดูเล็กน้อยไปเลย ถ้าผมจะบอกว่า ใครก็ตามที่ใช้ Wi-Fi ร่วมกับเรา เขาสามารถเข้ามาดึงข้อมูลส่วนตัวของเราออกไปจากเครื่องของเราได้ เริ่มหนาวๆร้อนๆหรือยังครับ ดังนั้นป้องกันเอาไว้ดีกว่าครับโดยการใส่รหัสผ่านไว้ ส่วนวิธีการตั้งรหัสต้องถามจากผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เราสัญญาใช้บริการของเขาครับ

3. อัพเดท Virus Pattern เป็นประจำ เรื่องต่อมาเป็นเรื่องไวรัสครับ เพราะการใช้ชีวิตบนโลกไซเบอร์นั้น เราหลีกไม่พ้นที่ต้องเจอกับไวรัสอย่างแน่นอนครับ จนดูเหมือนว่าไวรัสนี่เป็นสีสันให้กับชีวิตยังไงยังงั้น จนมีใครบางคนกล่าวว่า แค่ต่อเน็ตแบบไม่ป้องกันก็ติดไวรัสแล้ว ก็จะไม่ให้ติดได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อโลกเรานั่นมีไวรัสคอมพิวเตอร์เกิดใหม่นาทีละ 3 ตัว (อันนี้จำเขาเล่ามานะครับ ไม่ได้คิดเอง) แล้วไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ นี่ก็ร้ายกาจขึ้นทุกวันๆ ถ้าใครเคยได้ยินมาว่า ไวรัสบางชนิด ติดแล้วระบบหายหมด อันนี้เป็นเรื่องจริงครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ติดปุ๊บข้อมูลหายปั๊บ แต่จะค่อยๆ หายไปทีละนิดละหน่อย กว่าจะรู้ตัวก็คือเครื่องเปิดใช้ไม่ได้อีกเลย ดังนั้นเราควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้ และไม่ใช่ติดตั้งเฉยๆ เราต้องอัพเดท Virus Pattern อย่างสม่ำเสมอ โดยต่ออินเทอร์เน็ต แล้วกำหนดอัพเดทอัตโนมัติสำหรับโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เราใช้อยู่ครับ (ในรูปตัวอย่างนี่คือโปรแกรม Avast ที่ผมแนะนำคุณผู้อ่านอยู่เป็นประจำ)

4. อัพเดทโปรแกรม Browser อยู่เสมอ นอกจากโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ต้องมีเอาไว้ป้องกันภัยจากไวรัสอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังมีโปรแกรมอีกชนิดที่จำเป็นต่อการท่องเน็ตเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือโปรแกรม Browser เช่น Internet Explorer, Google Chrome หรือ Firefox โดยโปรแกรมพวกนี้มักมีให้อัพเดทเพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆ อยู่เรื่อย แถมเวลาอัพเดทก็จะฟรีและอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าเวลาใช้งานอินเทอร์เน็ต แล้วมีหน้าต่างถามว่าจะอัพเดทมั๊ย ก็ให้คลิกตกลงไปเลย บางท่านอาจงงว่า แล้วทำไมตอนสร้างโปรแกรมไม่รู้จักสร้างให้ไม่มีช่องโหว่ เรื่องนี้ผมก็ต้องขอตอบว่า ก็ตอนสร้างนั้น คนสร้างเขาก็พยายามสร้างดีที่สุดแล้วครับ แต่บรรดาแฮกเกอร์ทั้งหลาย ก็พยายามกันเหลือเกินที่จะเจาะระบบหาช่องโหว่เข้าโจมตีจนได้ ดังนั้นอย่าไปต่อว่าคนทำโปรแกรมมาให้เราใช้เลยครับ แค่เขาทำให้เราอัพเดทเรื่อยๆ แถมฟรีนี่ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว

5. ซื้อของจากเว็บที่เชื่อใจได้เท่านั้น เรื่องนี้ต้องอาศัยข้อมูลรอบข้างครับ คือถ้าเราคิดจะทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต หรือคิดจะเข้าเว็บอะไรที่เชิญชวนกันจังอย่างนี้ เราต้องอาศัยข้อมูลจากโลกไซเบอร์เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจครับ ซึ่งแน่นอนว่าเว็บที่ช่วยหาข้อมูลให้เราได้อย่างดีเสมอมาก็หนีไม่พ้น อากู๋ google นั่นเอง แต่ไม่ใช่พิมพ์ถามเรื่องเว็บนั้น เว็บนี้ไปเฉยๆ นะครับ มันต้องมีเทคนิคกันหน่อย มิฉะนั้นเราอาจติดกับดักของพวกมิจฉาชีพที่มาเปิดเว็บไซต์อันตรายแห่งนั้นก็ได้ ต้องขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจหน่อยนะครับ สมมุติว่าเราจะซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตจากเว็บ "โจรไทย.com" (ขออย่าให้เว็บนี้มีอยู่จริงเลย สาธุ) สิ่งที่เราต้องทำการตรวจสอบก่อนทำการซื้อของคือให้เข้า Google แล้วพิมพ์คำว่า "โจรไทย.com เป็นอย่างไร Pantip.com" แล้วกดปุ่ม Enter ครับ จากนั้นก็ไล่อ่านความเห็นของคนใน Pantip ดูว่าเขาคิดเห็นเป็นอย่างไร ถ้าดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ (จริงๆ แล้ว แค่ชื่อเว็บก็ไม่น่าไว้ใจแล้ว) ก็อย่าไปทำธุรกรรมกับเว็บนี้เท่านั้นเอง

เรื่องราวยังไม่จบนะครับ ยังเหลือเนื้อหาอีกตั้งครึ่ง แต่หน้ากระดาษดูท่าจะไม่พอ ดังนั้นผมขอตัดฉับไว้ที่ตรงนี้ก่อนะครับ เดี๋ยวฉบับหน้าเราจะมาคุยกันต่อในตอนจบกัน