แพทย์แผนจีนแผนอินเดียและแผนไทยเก่าแก่ไม่น้อยกว่าสองพันปีมีความเห็นตรงกันว่า ความไม่สมดุลของร่างกายมีผลนำมาซึ่งการเจ็บไข้ได้ป่วย ชินแสจีน เรียกมันว่า ภาวะหยิน-หยางบกพร่อง แพทย์แผนอินเดียและแพทย์แผนไทยเชื่อคล้ายกันว่าหากธาตุทั้ง 4 ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ แปรปรวน ย่อมมีผลให้เกิดความไม่สบาย

กุญแจสำคัญของการดูแลสุขภาพตามหลักคิดของคนสมัยก่อน แทนที่จะพึ่งโรงหมอ เขาจะขอพึ่งตัวเองก่อน ง่ายที่สุดก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายสมดุลไม่ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป เพราะภาวะที่เย็นเกินหรือร้อนเกินย่อมก่อให้เกิดความอ่อนแอและล้มป่วยเอาง่ายๆ

อาการทางกายของผู้มีภาวะเย็นเกิน จะมึนศีรษะ ตาแฉะและมีขี้ตาเยอะ มีตุ่มหรือแผลที่ช่องปากหรือที่โคนลิ้น มือ-เท้า แขน-ขา เย็น ตัวเย็น หน้าซีด เป็นเหน็บชา ปากคอมีเสมหะมาก อาจมีอาการไอร่วมด้วย เป็นหวัดน้ำมูกใส แต่ไม่เจ็บคอ ปวดตามข้อ ยิ่งอากาศเย็นยิ่งปวด ท้องอืด อุจาระเหลวสีอ่อน ปัสสาวะสีใสในปริมาณมาก โลหิตจาง หน้ามืด วิงเวียน ถ้าปล่อยไว้นานโรคที่จะตามมาคือ มะเร็ง ไตวาย ตกขาว ปวดมดลูก

ส่วนอาการทางกายของผู้มีภาวะร้อนเกิน ได้แก่ ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา ตามัว หนังตาตก ขนคิ้วร่วง ขอบตาคล้ำ มีสิว ฝ้า และกระ มีแผลในช่องปาก เหงือกอักเสบ ปวดฟัน นอนกรน ปากคอแห้ง ผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย มีไข้ เส้นเลือดฝอยแตกตามใต้ผิวหนัง เป็นรอยเขียวจ้ำ ปัสสาวะน้อย มักอ่อนเพลียและหลับขณะเดินทาง เป็นเริมและงูสวัด มักง่วงนอนหลังกินข้าวอิ่มใหม่ๆ หากไม่ได้รับการแก้ไขปล่อยให้เป็นนานๆจะก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมา ได้แก่ โรคหัวใจ ความดันโลหิต และมะเร็งน็น

คนเรามักไม่รู้ตัวว่า อาการผิดปกติในร่างกายบางอย่างเป็นผลมาจากความบกพร่องด้านความสมดุลในร่างกาย หลายคนไปพบแพทย์ แต่ตรวจแล้วไม่พบว่าเป็นโรคอะไร

โดยทั่วไปคนเรามักจะเจอกับสภาพร่างกายที่ร้อนเกินมากกว่าเย็นเกิน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะมาจาก สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ การกินอาหารฟ้าสต์ฟู้ดและอาหารรสจัดจ้าน ชีวิตการงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทำให้คนเร่งรีบ กังวลและเครียด หากรู้จักหมั่นเอาใจใส่กับอาการต่างๆในร่างกาย เราก็สามารถปรับอาหารที่รับประทานให้เกิดความลงตัว เช่น ถ้ารู้สึกร้อนมาก ปากมีแผล หายใจร้อน ก็ควรจะต้องเลี่ยงอาหารฤทธิ์ร้อน ถ้าจะกินก็ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะจะมีผลเสียต่อสุขภาพ อาหารเหล่านี้ได้แก่ เนื้อนมไข่ อาหารที่ผ่านขบวนการปรุงด้วยการใช้ความร้อนสูง อาหารรสจัดจ้าน เผ็ดจัด หวานจัด เค็มจัด มันจัด เปรี้ยวจัด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำอัดลม สมุนไพรและยาบำรุงเลือด พืชผักที่มีกลิ่นฉุน ผลไม้ที่มีรสหวานจัดมีวิตามินมาก ธาตุอาหารสูง

เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับเดือนเมษายน ซึ่งกรมอุดุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า จะเป็นเวลาร้อนตับแลบ อุณหภูมิสูงถึง 40 องศา เราจึงมีเมนูเย็นมาเสิร์ฟให้ถึงบ้าน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจเคล็ดลับเสียก่อนว่า ลำดับการกินอาหารมีความสำคัญต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก จะต้องกินอาหารที่ย่อยง่ายไปสู่อาหารที่ย่อยยาก ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เพราะอาหารที่ย่อยง่ายจะเป็นอาหารที่ร่างกายดูดซึมได้เร็ว สารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองเซลล์ ลดภาระของกระเพาะอาหาร และระบบย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปริมาณการกินไม่มากเกินไปจนก่อให้เกิดทุกข์ต่อร่างกาย

อาหารที่ได้ชื่อว่ามี ฤทธิ์เย็น ได้แก่

น้ำ เป็นเครื่องดื่มที่ดีเมื่อตอนท้องว่าง มีเคล็ดลับว่า ควรดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอน 1-2 แก้ว และถ้าเป็นคนที่ออกกำลังกายที่ใช้แรง เช่น การเดิน หรือวิ่ง อาจเพิ่มเป็น 3 แก้ว จะช่วยให้ได้เหงื่อและขับพิษดี ควรดื่มช้าๆ

น้ำคลอโรฟิลล์ ที่ได้จากน้ำคันผักสด เป็นเครื่องดื่มที่ย่อยง่ายและย่อยเร็วรองจากน้ำ

ผลไม้ มีเคล็ดลับให้กินผลไม้รสเปรี้ยวหรือเปรี้ยวอมหวาน ก่อนแล้วค่อยตามด้วยรสหวาน เพื่อให้การซึมของน้ำตาลผ่านลำไส้เล็กชะลอตัวลง ผลไม้เป็นเมนูที่ย่อยง่ายเป็นอันดับสาม

ผักสด เป็นเมนูที่มีเส้นใยมากกว่าผลไม้มาก ใช้เวลาย่อยนานกว่า ทั้งผักสดและผักปรุงสุก เมื่อเคี้ยวอย่างละเอียดแล้วกลืนลงกระเพาะอาหาร จะถูกย่อยลงสู่ลำไส้เล็ก

ข้าวและกับข้าว ค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดแล้วจึงกลืน มีสติในการกิน เมื่อกินหมดหรือกินแต่พอดี

ถั่วต้ม เป็นเมนูที่มีฤทธิ์เย็น รวมไปถึงถั่วเขียวต้ม ถั่วขาวต้มและน้ำเต้าหู้ แต่ควรรับประทานหลังอาหาร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีโปรตีนสูง จึงใช้พลังงานในการย่อยมากกว่ากลุ่มอื่น แต่เป็นกลุ่มที่ก่อความร้อนสูงกว่ากลุ่มอื่น แม้จะเป็นอาหารฤทธิ์เย็น แต่ก็มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายมาก จึงย่อยยาก

แกงจืด เป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ภาวการณ์ย่อยอยู่ในระดับเดียวกับข้าว แต่เพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก เป็นน้ำที่มีรสและน้ำผ่านไฟ จึงเหมาะจะปิดท้าย เพื่อสร้างสมดุลให้กับอาหารจานอื่นๆ

การกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ยังมีเคล็ดลับอยู่ตรงมื้ออาหารและวิธีปรุงอีกด้วย กล่าวคือ ถ้าจะให้ดีควรกินเพียง 2 มื้อก็พอ คือมื้อเช้าและเที่ยง ส่วนมื้อเย็นเน้นอาหารว่างหรือผลไม้ก็พอเพื่อให้ระบบย่อยพักในยามเย็นซึ่งไฟย่อยอ่อนแรงลงแล้ว ร่างกายควรจะได้หลับสนิทจริงๆเพื่อสร้างพลังชีวิตในวันใหม่ โดยเฉพาะมื้อเย็นไม่ควรบริโภคอาหารที่ให้ทั้งไขมันและโปรตีน แม้แต่ธัญพืช ถั่ว หรือเห็ด

ที่มีฤทธิ์เย็นก็ตาม เพราะอาหารเหล่านี้ย่อยยากและนาน ต้องใช้พลังงานสูง การกินอาหารเหล่านี้ในช่วงเย็นจะไปกระตุ้นและรบกวนให้ร่างกายทำงานมากเกินไป ระบบย่อยเมื่อยล้าและนอนหลับไม่สนิท

สิ่งสำคัญยังอยู่ที่ตัวผู้ปรุงอาหาร จะต้องมีจิตใจสบาย ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เครื่องปรุงต้องสดใหม่ไร้สารพิษ จึงจะได้พลังชีวิตที่สมบูรณ์ พูดง่ายๆก็คือ ต้องเย็นทั้งอาหารและจิตวิญญาณ

การปรับเปลี่ยนสมดุลในร่างกายด้วยเมนูฤทธิ์เย็นควรเริ่มต้นอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรก 3-5 วันติดต่อกันเพราะร่างกายจะมีปฎิกริยาตอบสนองภายใน 1-3 วัน จากนั้นจึงค่อยหย่อนผ่อนตามสภาพจิตใจและความสบายของร่างกาย อาจเป็นเมนูฤทธิ์เย็นวันเว้นวันหรือมื้อเว้นมื้อ ตามแต่อัธยาศํย

เหมือนที่คำโบราณว่าไว้ หวานเป็นลมขมเป็นยา คนที่ฉลาดเลือกรับประทาน ก็สามารถมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ได้ สุดท้ายร้อนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปรอต่อคิวพบแพทย์ตามโรงหมอเหมือนคนอื่นอีกด้วย