หมอบรัดเลย์กับเมืองสยาม (๔)

บันทึกวันวาร

เมื่อหมอบรัดเลย์มาปฏิบัติงานในบางกอกได้ ๖ ปี ก็นำแท่นพิมพ์มาจากสิงคโปร์ แท่นพิมพ์เครื่องนี้หมอบรัดเลย์ได้ซื้อต่อมาจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน และจัดพิมพ์เอกสารศาสนาและคำแปล ภาคสยาม จีน กับพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นตามพระราชประสงค์เมื่อปี ๒๓๘๒

เจ้าฟ้ามงกุฎทรงสนพระทัยในความเป็นไปได้ของการพิมพ์ และเครื่องกลไกต่างๆถึงขั้นให้เปิดโรงพิมพ์ในวัด และความสนพระทัยทำให้หมอบรัดเลย์ได้ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้น ต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องคุณภาพและแบบของตัวพิมพ์ ดังที่หมอบรัดเลย์เขียนบันทึกไว้ว่า "ภาษาสยามที่เราต่างคนต่างแยกกันหล่อตัวออกมา ในยามที่เกิดความจำเป็นพิเศษ เราก็ต่างให้ยืมอุปกรณ์และบุคลากรแก่กันและกัน"

พ.ศ.๒๓๘๓ ก็รับสั่งให้หมอบรัดเลย์เป็นครูถวายการสอนภาษาอังกฤษ พระองค์เสนอว่าจะเสด็จมายังวัดใกล้บ้านหมอครูบรัดเลย์และทรงศึกษากับครูที่นั่น นอกจากนั้นยังจะให้มหาดเล็กคนหนึ่งมาใช้เวลาส่วนใหญ่ในบ้านหมอบรัดเลย์ เพื่อเรียนภาษาอังกฤษและอเมริกันเพื่อหาข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อสยาม ชายหนุ่มคนนั้นคือ "หม่อมราโชทัย"(หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร)ผู้ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลชาวต่างชาติ ท่านได้รับเลือกให้ร่วมคณะทูตสยามที่ส่งไปลอนดอนปี ๒๔๐๐ และ ปี ๒๔๕๐ ต่อมาได้มีการโอนลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม คือเมื่อหมอบรัดเลย์ตีพิมพ์หนังสือ นิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย

หมอบรัดเลย์พยายามถวายพระอักษรภาษาอังกฤษแด่เจ้าฟ้ามงกุฎสัปดาห์ละ ๕ วัน อยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่บรรลุผลตามแผน แต่อย่างไรก็ตาม ท่านและหม่อมราชวงศ์กระต่ายได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษอยู่กับหมอบรัดเลย์อย่างต่อเนื่องอีกเป็นเวลาหลายปี

ต่อมาศาสนาจารย์เจมส์ แคสเวล เพื่อนร่วมงานและมิตรที่ดีของหมอบรัดเลย์ได้มาเป็นครูประจำ ร่วมกับคณะมิชชันนารีในปี ๒๓๘๓ แต่มีข้อเสียก็คือแคสเวลเข้ากับเพื่อนอเมริกันไม่ได้ แต่เขาก็เข้ากับคนสยามได้เป็นอย่างดี การที่เขาฝักใฝ่ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้เจ้าฟ้ามงกุฎและหม่อมราโชทัยช่วยให้เขารู้ภาษาสยามได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ในฤดูร้อน พ.ศ.๒๓๘๘ เจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงเชิญศาสนาจารย์แคสเวลไปเฝ้าฯที่วัดบวรนิเวศเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการสอน ได้ดำเนินต่อไปนานถึง ๑๘ เดือน หลังจากนั้นแคสเวลได้รับพระราชทานห้องอยู่ติดกับวัดเพื่อจะได้เทศนาและแจกหนังสือแก่ประชาชน เป็นการตอบแทนในการสอนภาษาอังกฤษแก่เจ้าฟ้าและเจ้านายพระองค์อื่นๆอีกหลายพระองค์

ชั้นเรียนภาษาอังกฤษนี้มีขึ้นสัปดาห์ละ ๔ ครั้ง นอกจากเจ้าฟ้ามงกุฎแล้วก็มีชายหนุ่มอีกสิบคนเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อคราวที่รัชกาลที่ ๓ ทรงพระประชวรหนักครั้งสุดท้ายก่อนสวรรคตในปี ๒๓๙๔ ได้มีรับสั่งให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเปลี่ยนวิธีห่มผ้าจีวรจากเวียนขวากลับมาเวียนซ้ายเสีย นัยว่าการครองผ้าแบบที่แปลกออกไปจะแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกและไม่เป็นผลดีต่อการสืบสันติวงศ์จากพระองค์เก่าไปยังพระองค์ใหม่ เจ้าฟ้ามงกุฎก็ปฏิบัติตามด้วยดีในเรื่องการครองจีวร

ชั้นเรียนของแคสเวลดำเนินต่อไปอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลา ๑๘ เดือน ระหว่างนั้นเอมิลี่ภรรยาของหมอบรัดเลย์ป่วยหนัก และภายหลังก็เสียชีวิตลง หน้าที่การงานของหมอดบรัดเลย์ก็มอบให้แคสเวลรับเอาไปทำเป็นเพราะบรัดเลย์ต้องดูแลลูกกำพร้าแม่ถึงสามคนด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นความขัดแย้งในคณะมิชชันนารีในเรื่องลัทธิสมบูรณ์แบบคริสเตียน การงานดำเนินไปอย่างลำบากจนไม่แน่ใจว่าจะร่วมงานกันต่อไปได้นานอีกสักเท่าไร ในเมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรงเช่นนี้

ในที่สุด การสอนอย่างเป็นทางการที่วัดก็ต้องยุติลง แคสเวลป่วยเป็นโรคไฟลามทุ่งอย่างกะทันหันในปี ๒๓๙๑ และเสียชีวิตหลังเริ่มเป็นไข้ได้ไม่กี่วัน ช่วงนั้นหมอบรัดเลย์กลับไปอเมริกาเพื่อหาบ้านใหม่ให้ลูกๆอยู่ โดยพยายามหาทุนสานงานเอง แคสเวลและบรัดเลย์อยู่ต่อโดยขอทุนจากสมาคมมิชชันนารีอเมริกัน

ต่อมาแหม่มแคสเวลพร้อมกับลูกๆเดินทางกลับอเมริกาหลังจากที่สามีเสียชีวิตได้สองสามเดือน

หลายปีต่อมาเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงรำลึกถึงพระสหายจึงได้ทรงสร้างอนุสาวรีย์ให้เป็นเกียรติยศแก่แคสเวลในสุสานโปรแตสแตนต์ และต่อมาได้ทรงส่งเงินจำนวน ๑,๕๐๐ เหรียญไปให้กับแหม่มแคสเวลผ่านไปทางภราดามัททูนและเซาส์

ทรงมีพระราชหัตถเลขาซึ่งทรงพระอักษรด้วยพระองค์เองอย่างงดงาม มีไปถึงฟรานซิส แคสเวล ความว่า

"ข้าพเจ้า คิดถึงบิดาของเธอในฐานะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าท่านคงจะเก็บรักษาสาส์นนี้ไว้เป็นที่ระลึกจากข้าพเจ้า นักเรียนของบิดาเธอ ท.ม.เจ้าฟ้ามงกุฎ"

ฝีดาษ-ไข้ทรพิษ

พระคลังเมืองบางกอกตั้งคำถามแรกกับหมอบรัดเลย์เมื่อมาถึงสยามใหม่ๆว่า หมอบรัดเลย์รักษาโรคฝีดาษได้เสมอไปหรือไม่ แต่คำตอบที่ทำให้ผู้ถามผิดหวังก็คือ "รักษาไม่ได้" แต่ก็ใคร่แนะนำเอาการปลูกฝี ป้องกันการระบาดประจำปีของโรคร้ายนี้มาใช้

ฝีไข้ทรพิษนี้ระบาดปีละ ๓-๔ เดือน ไม่มีเว้น แต่คร่าชีวิตชาวสยามปีละมากมาย เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโรคอื่นๆแล้วก็ยังร้ายไม่เท่าโรคฝีดาษ ช่วงเวลาที่ระบาดคือเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระยะหมดฝน และเป็นเวลา ๓ เดือน ที่หนาวและแห้งแล้ง เกือบจะทุกครอบครัวที่อยู่ที่นี่มานานๆหลายปี จะต้องมีคนในบ้านถูกคร่าชีวิตไปด้วยโรคนี้อย่างน้อยก็ ๒-๓ คนเสมอ ราษฎรส่วนใหญ่ถูกโรคนี้ล้างผลาญมาแล้วทั้งนั้น

หมอบรัดเลย์เริ่มได้รับวัคซีนจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในบอสตันและสิงคโปร์ตั้งแต่มาอยู่บางกอกใหม่ๆ แต่การทดลองกับวัคซีนตัวอย่างเป็นไปอย่างไร้ผลติดต่อกันหลายปีจนถึงปี ๒๓๘๑ หมอบรัดเลย์แทบจะหมดแรงใจที่จะนำวัคซีนมาใช้ในสยามอยู่แล้ว

ปี ๒๓๘๑ เป็นปีที่ฝีดาษระบาดรุนแรงมากในบางกอก และแล้วในคืนวันหนึ่งที่โรคร้ายกำลังระบาดอยู่ หมอบรัดเลย์ก็เกิดความคิดขึ้นมาแวบหนึ่งว่า การปลูกฝีน่าจะเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้คนเหล่านี้ ในขณะที่ยังไม่มีการปลูกฝีเป็นการเพาะเชื้อชนิดอ่อนๆเข้าไปในร่างกายคนที่แข็งแรงดี เพื่อให้เกิดอาการไข้นิดหน่อย ส่วนการฉีดวัคซีนนั้นเป็นการใช้เชื้อฝีดาษวัวมาสร้างภูมิต้านทานโรคฝีดาษ

ครอบครัวมิชชันนารีคณะแบบติสต์ปลูกฝีกันมาตั้งแต่ต้นและครอบครัวอื่นๆก็ดำเนินรอยตามเป็นการทดแทนการฉีดวัคซีน ปรากฏว่าเป็นผลสำเร็จดีกับลูกๆของมิชชันนารีและเด็กพื้นเมืองที่อยู่ด้วย

"นี่ก็คงจะแสดงว่าการปลูกฝีบรรลุผลในเมืองสยาม" แต่มีเงื่อนไขว่าหมอสยามและชาวบ้านจะต้องได้รับคำแนะนำในเรื่องนี้อย่างดี และใช้ความระมัดระวังกับเด็กๆอย่างที่ทำให้กับเด็กๆมิชชันนารี

หมอบรัดเลย์คิดเลยไปถึงเรื่องคู่มือการปลูกฝีออกมา ทั้งพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายหลายพระองค์ก็สนพระทัยที่จะรู้เรื่องนี้ หมอบรัดเลย์ปรารภกับพระคลัง ท่านก็บอกว่า เรื่องนี้จะได้รับ "พระบรมราชูปถัมภ์" ดังนั้น หมอจึงจัดพิมพ์คู่มือออกมา ๒-๓ ร้อยฉบับ สำหรับหมอเมืองสยาม เมื่อคิดว่าแผนนี้จะเป็นทางช่วยชีวิตคนนับร้อย อาจจะถึงพันในสยามทุกๆปี หมอบรัดเลย์มีแรงใจและทำงานอย่างเร่งร้อน

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่าการปลูกฝีเด็กๆมิชชันนารีประสบผลสำเร็จ พระองค์มีรับสั่งให้แพทย์หลายคนมารับการอบรมจากหมอบรัดเลย์ และทรงให้แพทย์หลวงมาพิสูจน์ผล การดำเนินการตามแผนนี้ หมอบรัดเลย์ได้จัดการปลูกฝีให้กับเหล่าทาสอย่างเต็มใจ เช่นเดียวกับที่ได้ปลูกฝีให้กับลูกหลานของเจ้านายอีกกลุ่มหนึ่ง

เรื่องราวของการปลูกฝีได้แพร่สะพัดไปในหมู่ผู้คนในบางกอกว่าได้ผลในการป้องกันโรคฝีดาษ ไม่มีใครเสียชีวิต ทั้งๆที่การติดโรคฝีดาษโดยธรรมชาติแล้วต้องตาย ทางรอดน้อย

เพื่อส่งเสริมการปลูกฝี พระเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคสมทบทุน ๒๐ บาท (ขณะนั้นมีค่าเท่า ๑๒ เหรียญ) สำหรับค่าเชื้อไข้ทรพิษหนึ่งหลอด ซึ่งพอที่จะปลูกฝีให้กับคน ๒๐ ถึง ๓๐ คน และพระองค์ยังทรงประทานเงินสำหรับช่วยราษฎรที่ยากจน ไม่มีเงินเสียค่ายาให้ได้รับการปลูกฝีด้วย

เมื่อสิ้นฤดูโรคระบาด พระคลังก็ส่งข่าวมาว่าพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินสามชั่ง (๑๔๕ เหรียญ) ให้กับหมอบรัดเลย์ หมอบรัดเลย์มีความปลาบปลื้มตื้นตันระคนกับประหลาดใจมากๆ นึกไม่ถึงว่าจะปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม นอกเหนือไปจากเสียงบอกกล่าวกันต่อๆมา พระคลังส่งคนมาพาหมอบรัดเลย์ไปรับเงินพระราชทาน หมอบรัดเลย์ก็ตามไป ได้รับการต้อนรับนบนอบเป็นพิเศษ มีการนำกาแฟซึ่งเป็นของหายากในสยามสมัยนั้นมาเลี้ยง พระคลังรู้ว่าหมอบรัดเลย์ดื่มกาแฟทุกวันจึงจัดเตรียมไว้ให้ พวกเจ้านายก็หันมาดื่มกาแฟเลียนแบบชาวต่างประเทศ

แล้วท่านก็เรียกให้คนนำถุงเงินซึ่งเป็นถุงเดียวกับที่ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์พระเจ้าอยู่หัวมาให้ พระคลังนับต่อหน้า หมอบรัดเลย์พร้อมกับกล่าวว่า

"พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินจำนวนนี้ให้กับท่าน ผู้ซึ่งเป็นนายแพทย์ชาวอเมริกันเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความขอบใจที่ท่านได้ปฏิบัติตนด้วยความเมตตากรุณา ช่วยอบรมสั่งสอนแพทย์หลวงให้เข้าใจศิลป์แห่งการปลูกฝี กอปรกับความสำเร็จของท่านที่นำเอาสิ่งที่มีประโยชน์ในการช่วยชีวิตราษฎรเข้ามาในเมืองสยาม"

ซึ่งหมอบรัดเลย์ได้กล่าวตอบไปว่า

"ข้าพเจ้านายแพทย์บรัดเลย์ ชาวอเมริกัน ขอกราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เขียนและพิมพ์คู่มือการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระองค์ และบัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมรับของขวัญพระราชทานจากพระองค์ท่าน พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมรับ พระมหากรุณาธิคุณใส่เกล้าใส่กระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจะเก็บเงินพระราชทานนี้ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเขียนหนังสือ เกี่ยวกับการผดุงครรภ์ การแพทย์ และงานผ่าตัดอื่นๆ เพื่อจะได้นำไปเผยแพร่ในหมู่แพทย์หลวงและแพทย์ราษฎร์อย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ราษฎรสยามทั่วๆไป เพื่อความสุขและสุขภาพที่ดี และมีความเป็นอยู่ที่ดี"

พระคลังได้กล่าวตอบความว่า

"ดีนี่ พระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภที่จะได้เห็นหนังสือการผดุงครรภ์ที่ว่ามานี้แน่ๆ บรรดาแม่ๆชาวสยามที่เคยต้องทนทุกขเวทนากับการอยู่ไฟ คงจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้"

หมอบรัดเลย์กล่าวกับพระคลังว่า

"ถ้าผู้หญิงชาวสยามปฏิบัติตามธรรมเนียมการคลอดลูกของคนอังกฤษและอเมริกาแล้ว ก็เป็นที่เชื่อได้แน่นอนว่า จะได้รับความสำเร็จเช่นกัน" และท่าน (พระคลัง) ก็ว่าท่านก็เชื่อเช่นนั้น เพราะได้มีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การปลูกฝีเป็นผลดีต่อชาวสยามเท่ากับชาวอังกฤษ

ความเชื่อที่ว่าชาวเอเชีย มีโครงสร้างภายในแตกต่างจากคนอังกฤษ-อเมริกัน ทำให้หมอสอนศาสนา นำวิทยาการใหม่ๆทางด้านสูติศาสตร์มาใช้ไม่ได้ผล ผู้หญิงพากันยึดวิธีการแบบเก่าไว้อย่างเหนียวแน่น ผู้หญิงเมืองสยามรู้ว่าบรรดาภรรยาของหมอสอนศาสนามีความสุขกว่าผู้หญิงที่ต้องทนอยู่ไฟอย่างมากมาย แต่พวกเธอกลับพาลคิดไปว่า

นั่นเป็นเพราะแหม่มเหล่านี้ไม่ได้เกิดในสยาม จึงได้รับการยกเว้นจากอาถรรพ์

หมอบรัดเลย์ยังคิดว่าการปลูกฝีใช้แทนการฉีดวัคซีนได้ไม่ดีเท่าไร จึงจะต้องพยายามผลิตวัคซีนให้ได้ต่อไปกว่าจะเป็นผลสำเร็จ เวลาล่วงเลยมาถึงปี ๒๓๘๓ วันที่ ๒๒ มกราคม ปีนั้น สมิธส่งวัคซีนมาให้จากบอสตันและได้เริ่มทดลองฉีด เริ่มจากการขออนุญาตฉีดวัคซีนเด็กๆของพระคลัง ซึ่งท่านก็ยอมให้ฉีดเด็กของท่าน ๑๐ คน กับชาวมาเลย์ ๑๕-๒๐ คน ฉีดให้ลูกน้อยหมอบรัดเลย์ และนักเรียนหญิงชาวสยามตัวน้อย และนางสาวเปียร์ซ เพื่อนร่วมงาน

อาทิตย์ถัดมาหมอบรัดเลย์ก็พานางสาวเปียร์ซ ครอบครัวเฮเมนเวย์ ไปเยี่ยมพระคลัง เพื่อแสดงตัวอย่างฝีดาษวัวที่สมบูรณ์บนแขนของนางสาวเปียร์ซ และพยายามหว่านล้อมพระคลังให้พระคลังช่วยป่าวประกาศเรื่องฝีดาษวัวในหมู่ชาวสยามทั่วไป ท่านดูด้วยความพึงพอใจ และมอบช่อดอกไม้ให้นางสาวเปียร์ซ หมอบรัดเลย์ขออนุญาตฉีดวัคซีนแก่ลูกหลานของท่านที่ยังไม่ได้รับวัคซีน พระคลังก็ให้คนไปตามเด็กๆมาทันที

ช่วงนั้นเองผู้ดูแลทาสชาวมาเลย์ก็รายงานว่า ทาสบางคนที่หมอบรัดเลย์ฉีดวัคซีน เป็นฝีดาษและเสียชีวิตไปคนหนึ่งแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ป่วยหนัก เรื่องนี้ทำให้พระคลังเสียขวัญและไม่กล้าอนุญาตให้หมอบรัดเลย์ ฉีดวัคซีนแก่คนในครอบครัวท่านอีก

หมอบรัดเลย์สุดสงสัยว่าต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแน่ๆ และก็ไปสำรวจดูด้วยตนเอง ก็พบว่า ทุกคนที่ฉีดยาให้ไม่มีใครป่วยล้มเจ็บลงด้วยฝีดาษเลยสักคน จึงกลับไปรายงานให้พระคลังทราบ พระคลังจึงให้ไปตามเด็กๆมารับการฉีดวัคซีน งานที่ตามมาก็คือเย็นนั้น หมอสยามพาเด็กมาให้ฉีดวัคซีนอีก ๕ คน ที่สำนักงาน เจ้าฟ้ามงกุฎก็ส่งคนมา ๕ คน และเจ้าฟ้าจุฑามณีทรงอนุญาตให้ฉีดวัคซีนพระธิดาองค์เล็กของพระองค์

การทดลองสำเร็จอย่างงดงาม ดังนั้น พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หมอบรัดเลย์ไปฉีดในวังของพระอนุชา และโปรดฯให้สอนวิธีฉีดวัคซีนแก่บรรดาแพทย์สยามด้วย การดำเนินงานสำเร็จไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

กระทั่งถึงเดือนมกราคมปีถัดมา ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะทูลเตือนพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการฉีดวัคซีนเพื่อว่าพระองค์จะได้เตรียมการป้องกันตลอดฤดูแล้ง หมอบรัดเลย์ลงมือร่างหนังสือกราบบังคมทูลอย่างยืดยาว ประการแรก ยกตัวอย่างกรณีที่ใช้วัคซีนฝีดาษจากวัว ที่ประสบความสำเร็จเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่แล้วให้พระองค์ทรงทราบผลการฉีดวัคซีน ประการที่สอง ยกตัวอย่างสรุปจดหมาย ๒ ฉบับของ ดร.เรโนลด์ และดร.เฮล ไนบอสตัน ที่ได้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า วัคซีนแท้นั้นผลิตได้จากการนำเชื้อฝีดาษไปปลูกในวัว

ประการที่ ๓ กราบทูลถวายคำแนะนำให้แพทย์หลวงเริ่มใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพจัดการปลูกฝีทั่วราชอาณาจักรโดยทันที ให้ทันกับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง