มังสวิรัติ...

จากปราชญ์ในยุคกรีกโบราณ สู่ประโยชน์ทางสุขภาพโภชนาการ
โน้ตบุ๊ค

แม้เทศกาลกินเจผ่านไปแล้ว แต่ก็ทำให้ "บันนี่" อดนึกต่อไปถึงเรื่อง "มังสวิรัติ" ไม่ได้ ฟังดูเผินๆอาจคล้ายคลึงกันในแง่ของอาหาร แต่ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของทั้งสองเรื่องนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

"มังสวิรัติ" มาจากคำว่า "มังสะ" แปลว่า เนื้อสัตว์ และ "วิรัติ" แปลว่า การงดเว้น มังสวิรัติ จึงแปลว่า "การงดเว้นเนื้อสัตว์" ซึ่งหมายถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ตรงกับในภาษาอังกฤษว่า Vegeterianism มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คือ Vegetus แปลว่า สมบูรณ์ดี พร้อมสดชื่น เบิกบาน ซึ่งคนฝรั่งเศสสมัยใหม่เรียกว่า Regime-Violent หรือทฤษฎีแห่งชีวิต

มังสวิรัติ มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ในสมัยกรีกโบราณ ยุคของปีธาโกรัส (Pythagorus) ซึ่งมีบันทึกว่าชาวกรีกโบราณไม่กินเนื้อสัตว์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าหลังการตาย วิญญาณของมนุษย์สามารถไปเกิดในสัตว์ได้ และวิญญาณของสัตว์ก็อาจไปเกิดในมนุษย์ได้เช่นกัน เมื่อมนุษย์เริ่มมีศาสนา ศาสดาทั้งหลายรวมทั้งนักปราชญ์ใหญ่ๆของโลกได้สนับสนุนอาหารมังสวิรัติ โดยสั่งสอนให้งดเว้นอาหารเนื้อสัตว์ อาทิ จากคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ กล่าวว่า "พระเจ้าตรัสว่า เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า" จะสังเกตเห็นว่าไม่มีการเอ่ยถึงเนื้อสัตว์เลย ในศาสนาอิสลาม พระผู้พยากรณ์รุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นหลานของพระโมฮัมหมัด ได้แนะนำสาวกระดับสูงหลายท่านว่า "อย่าทำให้กระเพาะของเธอกลายเป็นหลุมฝังศพของสัตว์ทั้งหลาย"

ในสมัยพุทธกาล อาหารมังสวิรัติได้เริ่มต้นในประเทศอินเดีย เนื่องมาจากคำสอนธรรมะที่เผยแพร่ศาสนาต่างๆ อาทิ ศาสนาฮินดู พุทธ โดยเฉพาะในศาสนาฮินดูนั้น มีคำสอนกล่าวว่า อาหารมีผลกระทบและสามารถเปลี่ยนบุคลิกลักษณะ นิสัย อารมณ์ และจิตใจคนได้ ชาวฮินดูเชื่อในหลักการคำสอนของ "อหิงสา" คือไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และเชื่อว่าเนื้อสัตว์ทำให้คนมีอารมณ์ก้าวร้าว รุนแรง และสภาพจิตใจวุ่นวาย ในทางตรงข้ามอาหารมังสวิรัติทำให้มีความบริสุทธิ์ ส่งเสริมจิตใจให้เกิดความเมตตา สงบ เยือกเย็น และมีสันติภาพทางจิตวิญญาณ นอกจากนั้นยังสามารถยกระดับจิตวิญญาณของคนอีกด้วย เพราะเขามีความเชื่อว่า สัตว์ทั้งหลายมีวิญญาณ ตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน ชาวอินเดียได้ปฏิบัติตนเป็นนักมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีนักมังสวิรัติมากที่สุดในโลก

นอกจากนั้น ยังมีนักปราชญ์โบราณและผู้มีชื่อเสียงหลายคนในหลายยุคหลายสมัยเชื่อว่า การกินอาหารมังสวิรัติจะนำไปสู่ชีวิตที่บริสุทธิ์ อาทิ ไพธาโกรัส เพลโต โสคราตีส เลโอนาโด ดาวินชี เซอร์ไอแซด นิวตัน เบนจามิน แฟรงกลิน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ มหาตมะ คานธี รวมทั้ง จาค เดอ มาร์แควต ผู้ก่อตั้งสมาคมครอบครัวสากลที่เชื่อว่าอาหารมังสวิรัติเป็น "กุญแจที่จะเปิดประตูทุกบาน" โดยมีเหตุผลว่า เพื่อร่างกายที่สะอาด บริสุทธิ์ เหตุผลทางเศรษฐกิจ ความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคม เพื่อความรักอันปราศจากความหลงใหลในเมถุน เพื่อจิตใจที่แข็งแรง ความสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาทางปัญญา ความกลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อเหตุผลด้านศีลธรรมและความไม่เบียดเบียน เพื่อเป็นรากฐานของสันติภาพและศาสนา

นอกจากการกินอาหารมังสวิรัติจะเป็นแนวทางปฏิบัติทางศาสนาแล้ว ยังมีประโยชน์ทางด้านโภชนาการอย่างมาก อันมีผัก ผลไม้ ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับกากใย และไม่มีไขมันจากสัตว์เข้าสู่ร่างกาย ขณะนี้คนทั่วโลกจึงหันมาบริโภคอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพเป็นหลักใหญ่ อาหารมังสวิรัติอาจแบ่งได้เป็น ๘ ประเภท คือ มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก รับประทานแต่ผัก ผลไม้ มังสวิรัตินม-ไข่ มังสวิรัติไข่ มังสวิรัตินม มังสวิรัติแบบเจ มังสวิรัติบริสุทธิ์ มังสวิรัติพืชสด และมังสวิรัติผลไม้

ผลดีจากการกินอาหารมังสวิรัติทำให้สุขภาพกายและใจดี ตั้งแต่หลับสบาย ถ่ายคล่อง ล้างพิษ ผิวงาม และหน้าตาแจ่มใส ข้อดียังมีอีกมากมาย ซึ่ง "บันนี่" เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงทราบดีแล้ว แต่จะมีแรงบันดาลใจมุ่งมั่นเพียงใดที่จะปฏิบัติได้ตลอดชีวิต หรือจะลองเริ่มต้นในวันสำคัญของชีวิต คือวันเกิดตนเอง หรือวันเกิดของบุคคลอันเป็นที่รักก่อนน่าจะจูงใจได้ดีนะคะ