ออกพรรษาสองแผ่นดิน

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ย้อนหลังไปในกาลก่อนตั้งแต่เมื่อครั้งพระยาศรีอรรคฮาต หรือ ทองดี ศรีประเสริฐ เป็นนายอำเภอคนแรกของเชียงคาน จังหวัดเลยได้ริเริ่มให้ราษฎรตั้งคุ้มวัดในเขตอำเภอเชียงคานทั้งหมดรวม 8 คุ้ม โดยมีศูนย์รวมของชุมชนแต่ละคุ้มร่วมกันจัดงาน และแข่งขันเรือยาวบนแม่น้ำโข งเพื่อให้ชาวเมืองได้มีโอกาสทำบุญพบปะสังสรรค์สร้างความสามัคคีมีการแข่งขันเรือยาวมิตรภาพไทย-ลาว ที่นอกจากชาวเชียงคานและชาวลาว จะได้มีโอกาสสนุกสนานร่วมกันยังกลายเป็นเทศกาลที่เรียกร้องความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้เป็นประจำในทุกปีอีกด้วย

งานประเพณีออกพรรษาที่เชียงคานเป็นกิจกรรมที่กินเวลาประมาณ 5 วัน5 คืน ประกอบด้วยขบวนแห่ปราสาทผึ้งของแต่ละคุ้มวัดพร้อมสาวสวยประจำคุ้มที่ต่างสรรหาวิธีการตกแต่งแบบไม่มีใครยอมกัน การแสดงวัฒนธรรมและการแข่งเรือยาวเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างอำเภอเชียงคานและเมืองสานะคามแขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว การไหลเรือไฟริมแม่น้ำโขง ผาสาดลอยเคราะห์ซึ่งคนโบราณเชื่อกันว่าหากผู้ใดพบเห็นสิ่งไม่เป็นมงคลหรือมีลางบอกเหตุไม่สู้ดีที่ถึงขั้นชะตาขาด ผู้นั้นจะต้องประสบเคราะห์ จำต้องหาทางป้องกันด้วยการจัดงานสะเดาะเคราะห์เสริมชะตาเรียกขวัญกลับคืนมา เรียกว่า เฮ็ดเวียก ด้วยการทำกระทงขนาดใหญ่จากกาบกล้วยและกระทงเล็กจากใบตองนำมาจับจีบตกแต่งด้วยขันธ์ 5 สวดทำพิธีแล้วนำไปลอยที่แม่น้ำ ฝังดิน หรือวางไว้ที่ทางสามแพร่ง จะเลือกอย่างไรก็ตามแต่มีเคล็ดลับอยู่เพียงว่า คนที่นำกระทงไปทิ้งจะต้องไม่เหลียวหลังกลับไปดู เพราะจะทำให้เคราะห์ที่ไม่ดีนั้นกลับคืนมา นอกจากนี้ยังมีประเพณีตักบาตรเทโวที่วัดภูช้างน้อย ประเพณีออกพรรษาของเชียงคานมีให้ชมทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ถือเป็นงานใหญ่ของจังหวัดเลย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษของชาวเลยสืบเชื่อสายมาจากบรรพบุรุษอาณาจักรโยนกเชียงแสน ข้ามแม่น้ำเหือกซึ่งมีต้นกำเนิดจากภูเมี่ยงใน สปป.ลาวไปทางด้านขวาของลำน้ำหมัน มีการค้นพบแท่งหินสลักหรือใบเสมาหินที่อำเภอวัดสะพุงซึ่งเป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี และยังสันนิษฐานว่าที่ตั้งของจังหวัดเลยยังเป็นเส้นทางที่ติดต่อสัมพันธ์กันทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างสุโขทัย อาณาจักรล้านนา อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรล้านช้าง ในพ.ศ.2100 เกิดการสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น 3 แห่งในพื้นที่จังหวัดเลย คือบ้านเซไลในที่ราบลุ่มตอนกลางของจังหวัด เมืองเชียงคานทางตอนเหนือติดริมฝั่งแม่น้ำโขงและเมืองด่านซ้ายทางทิศตะวันตก ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง จากนั้นในพ.ศ.2103 มีหลักฐานว่าในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระไชยเชษฐาแห่งกรุงจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตแห่งล้านช้าง ได้ทำสัญญามีไมตรีอันดีต่อกันด้วยการสร้างเจดีย์พระธาตุศรีสองรักเป็นสักขีพยานเพื่อรักษาดินแดนในสมัยที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ จนถึงสมัยพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าต้องการแผ่ขยายอิทธิพลมายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำโขง

ด้วยความเชื่อที่ว่าพระธาตุศรีสองรักคือสัญลักษณ์แห่งสัจจะและมิตรไมตรีระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกษัตริย์อยุธยาแห่งดินแดนไทย และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต สปป.ลาว สร้างราว พ.ศ.2103-2106 พร้อมกับการสร้างเมืองด่านซ้ายที่มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี มีพิธีสมโภชพระธาตุศรีสองรัก ในวันเพ็ญ เดือน 6 ซึ่งชาวบ้านจะช่วยกันจัดเครื่องทำพิธีบูชาพิธีสรงน้ำพระธาตุพิธีทำบายศรีวาง 4 มุมของพระเจดีย์ และที่จะขาดไม่ได้ในเครื่องสักการะก็คือ ต้นผึ้งใหญ่ต้นผึ้งน้อยลักษณะคล้ายปราสาทขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่หุ้มด้วยกาบกล้วยประดับด้วยดอกผึ้ง ดูเหมือนเนื้อเทียนมีไม้คาน2อันมัดติดฐานสำหรับใช้หาม มีข้อห้ามนำดอกไม้สิ่งของหรือใส่เสื้อผ้าที่มีสีแดงเข้าไปในบริเวณพระธาตุศรีสองรัก เพราะถือว่าสีแดงเป็นสีของเลือด

จุดนัดพบระหว่างสายน้ำโขงที่ผ่านประเทศจีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ความยาวกว่า 4,800 กิโลเมตร เป็นเสน่ห์ของเมืองเล็กๆที่นิ่งสงบอย่างเชียงคาน จังหวัดเลย ไม่ต่างไปจากเมืองหลวงพระบางของราชอาณาจักรล้านนา พาหนะในการเดินทางที่นี่คือจักรยาน ผู้คนเป็นมิตรและใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่สุภาพ คุ้นเคยกับการไปวัดซึ่งมีให้เห็นมากมาย ภาพสวยงามเป็นเอกลักษณ์ชินตาก็คือประมาณตีห้าครึ่งถึงหกโมงเช้า บรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยจะออกจากบ้านมาปูเสื่อเตรียมตัวใส่บาตรข้าวเหนียว ซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดกันมากว่าร้อยปีแล้ว เป็นการใส่บาตรข้าวเหนียวล้วนๆ ส่วนกับข้าวจะตามไปถวายพระที่วัด ชีวิตประจำวันของชาวเมืองคานที่เนิบช้า น่าสงบ บ้านเรือนบอกเล่าถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อ

ที่เชียงคาน นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเรือข้ามฟากไปที่เมืองสานะคาม สปป.ลาวโดยใช้เวลาแค่ครึ่งวัน ให้จัดเตรียมรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูปติดไปด้วยเพื่อทำเรื่องขอเอกสารผ่านชายแดนชั่วคราวที่ทำการอำเภอ จุดหมายแรกที่จะได้สัมผัสดินแดนของบ้านพี่เมืองน้อง ขอแนะนำ ดอนหอ ป่าศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจกับต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ ณ ที่แห่งนี้เคยเป็นที่เผาพระศพของพระเจ้าไชยะจักรพรรดิแผ่นแผ้วกษัตริย์อาณาจักรล้านช้างผู้ลี้ภัยสงครามเวียดนามมาอาศัยที่เมืองสานะคามซึ่งเคยเป็นพื้นที่ผืนเดียวกับเมืองเชียงคาน ปัจจุบันกลายเป็นผืนป่าศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวเมือง

หลังจากพักผ่อนเดินกินลมชมวิวริมโขงแล้ว ไปต่อที่ตลาดสานะคามซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากฝั่งไทยและจีน มีตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า จนถึงอาหารและขนม มีวัดให้ชมในฝั่งสปป.ลาวอีก 3 วัด เริ่มจากวัดใหญ่ผาหด ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปสลัดจากหินหน้าผาองค์ใหญ่สูงเกือบเท่าหลังคา เป็นวัดที่สร้างถวายพระมหากษัตริย์มีฉัตรตรงกลางหลังคา 9 ยอด ถัดไปเป็นวัดแสน ซึ่งหน้าบันมีรูปพระราหูและช้างสามเศียร มีพระธาตุที่บรรจุทรัพย์สินมีค่าที่เกิดจากความตั้งใจที่จะเรี่ยไรเพื่อไปสมทบทุนสร้างพระธาตุนครพนม ต่อมาเมื่อชาวบ้านรู้ว่าพระธาตุนครพนมสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาบรรจุในพระธาตุนี้แทน วัดแสนยังเป็นวัดที่ชาวลาวมีความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยจะพบเห็นดวงแก้วคล้ายๆกับบั้งไฟพญานาคลอยข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งลาวไปทุกวันแรม 15 ค่ำอันตรงกับวันออกพรรษาพอดี และวัดสุดท้ายคือ วัดสีพูมวราราม มีศาลาไม้ประดับธงริ้วสีสันสดใสและพระธาตุฐานรูปกลีบบัว หอกลอง และทางขึ้นบันไดพญานาค

จากเชียงคานนั่งเรือมาที่สานะคาม สปป.ลาว ด่านจะเปิดปิดตามเวลา ตั้งแต่ 08.30-16.00 น.เท่านั้น นักท่องเที่ยวต้องบริหารเวลาการเยี่ยมชมให้ดี เพราะถ้าเกินเวลาจะต้องเหมาเรือกลับไทยในราคาแพง และจากสามแยกเชียงคานไปทางวัดโพนชัย ขับรถลัดเลาะไปตามถนนทางหลวงหมายเลข2195 ผ่านเนินเขาน้อยใหญ่ มีเส้นทางต่อไปยังสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว ซึ่งสามารถขอข้ามแดนไปยังฝั่ง สปป.ลาว เที่ยวตลาดชายแดนไชยะบุรี โดยทำใบผ่านแดนชั่วคราวที่ด่านพรมแดนบ้านนากระเซ็ง เสียค่าธรรมเนียมคนละ 35 บาท หรือใช้พาสส์ปอร์ตยื่นขอเข้าเมืองได้เลย

หากพิจารณากลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเลยจะบ่งบอกได้อย่างดีว่าไทย-ลาวผูกพันกันมาช้านานแล้ว โดยพบว่า ชาวไทเลยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดเลยอพยพมาจากเชื้อสายหลวงพระบางมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเซโลหรือเซเลอว (สันนิษฐานว่าปัจจุบันคืออำเภอวังสะพุง) นอกจากนี้ยังมีชาวไทดำอพยพมาจากสิบสองจุไท ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านนาป่าหนาดตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน ชาวไทลื้ออพยพมาจากหลวงพระบางและเวียงจันทน์ อาศัยอยู่ที่ตำบลนาอ้อ อำเภอเมืองเลย ชาวไทพวน อพยพจากเมืองเตาไห หลวงพระบาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบุฮม และบ้านกลาง อำเภอเชียงคาน และชาวไทใต้ อพยพมาจากภาคอีสานเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอำเภอเอราวัณ และอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย

งานประจำปีที่เชื่อมประเพณีของสองแผ่นดินนอกจาก ประเพณีออกพรรษาที่เชียงคานลอยปราสาทผึ้งและไหลเรือไฟในลำน้ำโขง การจัดงานทำบุญออกพรรษาถวายต้นผึ้งองค์พระธาตุศรีสองรักและจัดทำต้นปราสาทผึ้งทำบุญถวายที่วัดโพนชัย ในช่วงเดือนตุลาคมแล้วยังมีงานประเพณีสงกรานต์ไทย-ลาว สืบสานตำนานหลวงพระบาง อำเภอเชียงคาน และอำเภอท่าลี่ ระหว่าง 12-15 เมษายน อีกด้วย

ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดินที่มีมาอย่างยาวนานและความละม้ายคล้ายคลึงจนเกือบจะมีชาติพันธุ์อันเดียวกัน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสายใยและการท่องเที่ยวที่สามารถใช้ช่องทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกสบายทั้งทางบกและทางน้ำ และเป็นคู่เดียวในอาเซียนที่มีสะพานมิตรภาพให้พลเมืองจากทั้งสองประเทศได้มีโอกาสเดินข้ามไปมาหาสู่กันได้อย่างชิวชิวมากที่สุด