ประสบการณ์เยือนสวรรค์ นรก

ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนที่ 1 เรื่องราวของ "สวรรค์" และ "นรก" ในความเชื่อของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้น เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ทั้งยังมีประสบการณ์ทางจิตของผู้ที่เคยไปสัมผัสสวรรค์ และนรก กลับมาเล่าให้ฟัง อย่างกรณีคนที่ตายแล้วฟื้น อาทิ พันเอก (พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ที่เคยตายและได้ไปเยือนทั้งสวรรค์และนรก คุณพัชรินทร์ บุรีจิตตินันทน์ ที่เคยตายแล้วไปนรก และฟื้นกลับมาเล่า หรือสามเณรเลี่ยมที่จำอดีตชาติได้ สามเณรองค์นี้ อดีตชาติเคยเป็นพระป่าสายหลวงปู่มั่น เคยเดินธุดงค์ และมรณภาพด้วยไข้ป่า (มาลาเรีย) เมื่อมาเกิดใหม่ ชาติปัจจุบันได้บวชเป็นสามเณร และยังจำอดีตชาติได้แม่นยำ กระทั่งเมื่อตายแล้วได้ไปนรก ที่นรกเป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้าง ท่านเล่าไว้อย่างละเอียด โดยมี คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกและเรียบเรียงไว้ในหนังสือ "ภพอื่น" ในตอน "สามเณรระลึกชาติ"

สามเณรเลี่ยมผู้นี้ เกิดที่บ้านน้ำกำ อำเภอพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้เล่าว่า ชาติก่อนเกิดที่บ้านโคกเลาะ จังหวัดอุบลราชธานี มีนามว่า "บัว" เมื่อเป็นหนุ่ม มีพระธุดงค์คณะหนึ่ง ชื่อ พระอาจารย์ทอง เป็นหัวหน้าคณะ ได้ออกจาริกสั่งสอนธรรม มาถึงบ้านโคกเลาะ เวลาเย็น ชาวบ้านก็จะไปฟังธรรมกัน หนุ่มบัวก็ไปฟังธรรมด้วยความเลื่อมใสในพระธุดงค์ และพระธรรมที่ท่านสั่งสอน จึงถวายตัวเป็นศิษย์ และติดตามไป จนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ บำเพ็ญสมณธรรม จาริกไปหาความสงบ ปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆกับท่านพระอาจารย์ทอง

วาระสุดท้ายของชีวิต ขณะจาริกไปกับพระอาจารย์ทอง ไปจำพรรษาที่บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่นั่นเป็นป่าทึบ มีไข้ป่าชุกชุม มีพระเป็นไข้ป่ามรณภาพไปก่อน 2 องค์ พระบัวก็เริ่มเป็นไข้ป่า มีอาการหนักขึ้นๆ จนรู้สึกตัวว่าจะไม่รอด วันสุดท้ายรู้ว่ากำลังจะตายแน่ พระบัวซึ่งเป็นพระปฏิบัติทางจิตเป็นประจำ ก็ตั้งใจประคองจิต มีสติไม่ให้เผลอตัวขณะตาย เมื่อถึงเวลาตายจริง จิตกลับไม่ดับ จิตออกจากร่างเป็นกายทิพย์ ไปยืนดูพระ เณร ประชาชนที่มาเยี่ยมพระบัว

พระบัวยังมองเห็นตัวเองเป็นพระ มีสบงจีวรห่มคลุม บ่าข้างหนึ่งสะพายบาตร อีกข้างหนึ่งแบกกลด คล้ายจะเดินทางเพื่อธุดงค์ และหลังจากดูพระ เณร ชาวบ้านจัดการเผาศพตัวเองเสร็จ ก็ออกเดินทางสะพายบาตร แบกกลด มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เดินเรื่อยไปไม่มีจุดหมาย กระทั้งถึงศาลาใหญ่หลังหนึ่งที่ไม่เคยเห็นในเมืองมนุษย์ ในศาลามีชายหญิงอมทุกข์ หงอยเหงาอยู่จำนวนมาก กลางศาลามีโต๊ะใหญ่ มีเก้าอี้นั่งบนโต๊ะ มีหนังสือ (บัญชี) สองกอง ใหญ่กอง เล็กกอง มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3 คน ทุกคนมีประกายตาดูน่ากลัว คอยดูแลจัดการกับคนที่อยู่บนศาลา เขาเรียกชื่อคนบนศาลาวัดเป็นกลุ่มๆ กลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐๐ คน น้อยกว่าร้อยก็มี จัดส่งไปในที่ต่างๆ ตามแต่กรรมที่ทำไว้

มีเจ้าหน้าที่ 2-3 คน และหญิงอายุ ราว ๖๐ ปี อีก 1 คน (เป็นคนมีบุญ) หญิงคนนี้เขาจัดให้ลงสระน้ำทิพย์ มีรถทิพย์มาคอยรับ หญิงคนนั้นได้สวมเครื่องนุ่งห่มใหม่ แทนชุดเดิมที่เขาให้เปลื้องทิ้งไป เครื่องประดับใหม่ตกแต่งสวยงามมาก ราวกับนางฟ้า ฝั่งสระน้ำทิพย์ มีดอกไม้ทิพย์กลิ่นหอมสีต่างๆ เมื่อหญิงคนนั้นแต่งตัวเสร็จ คนขับรถก็มาเชิญไปขึ้นรถทิพย์ พาเหาะขึ้นอากาศ รถทิพย์ไม่มีเครื่องยนต์ แต่เหาะไปได้ด้วยแรงบุญสู่สวรรค์

เมื่อเขาเรียกคนและจัดส่งไปหมดแล้ว พระบัวก็ถามว่า "แล้วอาตมาเล่า ไม่เห็นเรียกชื่อเลยว่าจะให้ไปทางไหน" เขาบอกว่า ยังไม่มีชื่อในบัญชี ยังไม่ส่งมา ถ้าต้องการไปสวรรค์ให้ท่านลงสระน้ำทิพย์ รถทิพย์จะมารับ ถ้าท่านต้องการเกิดในโลกมนุษย์ นิมนต์กลับไปทางเดิมที่มา พระบัวตอบเขาว่า สวรรค์ก็ยังไม่อยากไป มนุษย์ก็ยังไม่ไป กระหายน้ำมาก ขอไปหาน้ำฉันก่อน จึงจะไปทีหลัง แล้วก็ลงจากศาลาไปตามทางเดิม เดินมุ่งหาน้ำ พบหญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปตักน้ำที่ทุ่งนา พระบัวจึงขอบิณฑบาตน้ำฉัน หญิงคนนั้นบอกให้ท่านไปรอที่บ้านหลังนั้น อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำ พอนั่งลงพักบนบ้าน ก็รู้สึกง่วงมาก นึกจะเอนหลังพักสักนิดก่อนน้ำมา

พอล้มตัวนอน ก็หลับไปงีบหนึ่ง พอตื่นก็กลายเป็นเกิดใหม่เสียแล้ว ขณะกำลังคลอด รู้สึกทันทีว่าเกิดใหม่ และในขณะที่เป็นทารกคลอดมาใหม่ๆ ก็ยังมีสัญญาว่าตัวเองเป็นพระ รู้สึกว่าตัวเองยังครองจีวร แบกกลดสะพายบาตรอยู่ และยังระลึกย้อนหลังได้โดยลำดับถึงบ้านเกิด พ่อแม่ ญาติพี่น้องในชาติก่อน จำได้ไม่ลืม ทั้งยังเป็นทารกแดงๆอยู่ พอเริ่มพูดได้ก็เรียกตัวเองว่า "อาตมา" เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระตลอดเวลา พ่อแม่ก็ดุสั่งห้ามพูดคำว่า "อาตมา" บอกเป็นเด็ก ไม่ใช่พระ พูดว่า "อาตมา" เดี๋ยวบาป ตายจริงๆนะ ทำให้เสียใจ ไม่พูดคำว่า "อาตมา" อีกเลย

เด็กชายเลี่ยม เมื่อโตขึ้นก็บวชเป็นสามเณร มีการนำสามเณรเลี่ยมไปพิสูจน์เรื่องการจำอดีตชาติได้ จึงได้พิสูจน์ถึงความจำเกี่ยวกับพระอาจารย์ทอง ซึ่งในชาติใหม่นี้ สามเณรเลี่ยมยังไม่เคยพบ จึงได้พาไปหาพระอาจารย์ทอง เมื่อพบแล้ว ได้ชี้ให้สามเณรเลี่ยมดู ว่าองค์ไหนคือพระอาจารย์ทอง สามเณรเลี่ยมก็บอกได้ถูกต้องว่าคือองค์นี้ และภายหลังได้พบกับพระอาจารย์ทอง คณะที่ทำการพิสูจน์ ก็ได้ถามรายละเอียดของพระบัว (ชาติที่แล้วของสามเณรเลี่ยม) ก็ปรากฏว่าตรงกับที่สามเณรเลี่ยมได้บอกไว้

เรื่องนี้จึงเป็นกรณีศึกษาของผู้ที่ระลึกชาติเก่าได้ และได้ไปเยือนเมืองนรก พร้อมนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

ตอนที่ 1

เรื่องราวของ "สวรรค์" และ "นรก" ในความเชื่อของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้น เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ทั้งยังมีประสบการณ์ทางจิตของผู้ที่เคยไปสัมผัสสวรรค์ และนรก กลับมาเล่าให้ฟัง อย่างกรณีคนที่ตายแล้วฟื้น อาทิ พันเอก (พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ที่เคยตายและได้ไปเยือนทั้งสวรรค์และนรก คุณพัชรินทร์ บุรีจิตตินันทน์ ที่เคยตายแล้วไปนรก และฟื้นกลับมาเล่า หรือสามเณรเลี่ยมที่จำอดีตชาติได้ สามเณรองค์นี้ อดีตชาติเคยเป็นพระป่าสายหลวงปู่มั่น เคยเดินธุดงค์ และมรณภาพด้วยไข้ป่า (มาลาเรีย) เมื่อมาเกิดใหม่ ชาติปัจจุบันได้บวชเป็นสามเณร และยังจำอดีตชาติได้แม่นยำ กระทั่งเมื่อตายแล้วได้ไปนรก ที่นรกเป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้าง ท่านเล่าไว้อย่างละเอียด โดยมี คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกและเรียบเรียงไว้ในหนังสือ "ภพอื่น" ในตอน "สามเณรระลึกชาติ"

สามเณรเลี่ยมผู้นี้ เกิดที่บ้านน้ำกำ อำเภอพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้เล่าว่า ชาติก่อนเกิดที่บ้านโคกเลาะ จังหวัดอุบลราชธานี มีนามว่า "บัว" เมื่อเป็นหนุ่ม มีพระธุดงค์คณะหนึ่ง ชื่อ พระอาจารย์ทอง เป็นหัวหน้าคณะ ได้ออกจาริกสั่งสอนธรรม มาถึงบ้านโคกเลาะ เวลาเย็น ชาวบ้านก็จะไปฟังธรรมกัน หนุ่มบัวก็ไปฟังธรรมด้วยความเลื่อมใสในพระธุดงค์ และพระธรรมที่ท่านสั่งสอน จึงถวายตัวเป็นศิษย์ และติดตามไป จนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ บำเพ็ญสมณธรรม จาริกไปหาความสงบ ปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆกับท่านพระอาจารย์ทอง

วาระสุดท้ายของชีวิต ขณะจาริกไปกับพระอาจารย์ทอง ไปจำพรรษาที่บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่นั่นเป็นป่าทึบ มีไข้ป่าชุกชุม มีพระเป็นไข้ป่ามรณภาพไปก่อน 2 องค์ พระบัวก็เริ่มเป็นไข้ป่า มีอาการหนักขึ้นๆ จนรู้สึกตัวว่าจะไม่รอด วันสุดท้ายรู้ว่ากำลังจะตายแน่ พระบัวซึ่งเป็นพระปฏิบัติทางจิตเป็นประจำ ก็ตั้งใจประคองจิต มีสติไม่ให้เผลอตัวขณะตาย เมื่อถึงเวลาตายจริง จิตกลับไม่ดับ จิตออกจากร่างเป็นกายทิพย์ ไปยืนดูพระ เณร ประชาชนที่มาเยี่ยมพระบัว

พระบัวยังมองเห็นตัวเองเป็นพระ มีสบงจีวรห่มคลุม บ่าข้างหนึ่งสะพายบาตร อีกข้างหนึ่งแบกกลด คล้ายจะเดินทางเพื่อธุดงค์ และหลังจากดูพระ เณร ชาวบ้านจัดการเผาศพตัวเองเสร็จ ก็ออกเดินทางสะพายบาตร แบกกลด มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เดินเรื่อยไปไม่มีจุดหมาย กระทั้งถึงศาลาใหญ่หลังหนึ่งที่ไม่เคยเห็นในเมืองมนุษย์ ในศาลามีชายหญิงอมทุกข์ หงอยเหงาอยู่จำนวนมาก กลางศาลามีโต๊ะใหญ่ มีเก้าอี้นั่งบนโต๊ะ มีหนังสือ (บัญชี) สองกอง ใหญ่กอง เล็กกอง มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3 คน ทุกคนมีประกายตาดูน่ากลัว คอยดูแลจัดการกับคนที่อยู่บนศาลา เขาเรียกชื่อคนบนศาลาวัดเป็นกลุ่มๆ กลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐๐ คน น้อยกว่าร้อยก็มี จัดส่งไปในที่ต่างๆ ตามแต่กรรมที่ทำไว้

มีเจ้าหน้าที่ 2-3 คน และหญิงอายุ ราว ๖๐ ปี อีก 1 คน (เป็นคนมีบุญ) หญิงคนนี้เขาจัดให้ลงสระน้ำทิพย์ มีรถทิพย์มาคอยรับ หญิงคนนั้นได้สวมเครื่องนุ่งห่มใหม่ แทนชุดเดิมที่เขาให้เปลื้องทิ้งไป เครื่องประดับใหม่ตกแต่งสวยงามมาก ราวกับนางฟ้า ฝั่งสระน้ำทิพย์ มีดอกไม้ทิพย์กลิ่นหอมสีต่างๆ เมื่อหญิงคนนั้นแต่งตัวเสร็จ คนขับรถก็มาเชิญไปขึ้นรถทิพย์ พาเหาะขึ้นอากาศ รถทิพย์ไม่มีเครื่องยนต์ แต่เหาะไปได้ด้วยแรงบุญสู่สวรรค์

เมื่อเขาเรียกคนและจัดส่งไปหมดแล้ว พระบัวก็ถามว่า "แล้วอาตมาเล่า ไม่เห็นเรียกชื่อเลยว่าจะให้ไปทางไหน" เขาบอกว่า ยังไม่มีชื่อในบัญชี ยังไม่ส่งมา ถ้าต้องการไปสวรรค์ให้ท่านลงสระน้ำทิพย์ รถทิพย์จะมารับ ถ้าท่านต้องการเกิดในโลกมนุษย์ นิมนต์กลับไปทางเดิมที่มา พระบัวตอบเขาว่า สวรรค์ก็ยังไม่อยากไป มนุษย์ก็ยังไม่ไป กระหายน้ำมาก ขอไปหาน้ำฉันก่อน จึงจะไปทีหลัง แล้วก็ลงจากศาลาไปตามทางเดิม เดินมุ่งหาน้ำ พบหญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปตักน้ำที่ทุ่งนา พระบัวจึงขอบิณฑบาตน้ำฉัน หญิงคนนั้นบอกให้ท่านไปรอที่บ้านหลังนั้น อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำ พอนั่งลงพักบนบ้าน ก็รู้สึกง่วงมาก นึกจะเอนหลังพักสักนิดก่อนน้ำมา

พอล้มตัวนอน ก็หลับไปงีบหนึ่ง พอตื่นก็กลายเป็นเกิดใหม่เสียแล้ว ขณะกำลังคลอด รู้สึกทันทีว่าเกิดใหม่ และในขณะที่เป็นทารกคลอดมาใหม่ๆ ก็ยังมีสัญญาว่าตัวเองเป็นพระ รู้สึกว่าตัวเองยังครองจีวร แบกกลดสะพายบาตรอยู่ และยังระลึกย้อนหลังได้โดยลำดับถึงบ้านเกิด พ่อแม่ ญาติพี่น้องในชาติก่อน จำได้ไม่ลืม ทั้งยังเป็นทารกแดงๆอยู่ พอเริ่มพูดได้ก็เรียกตัวเองว่า "อาตมา" เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระตลอดเวลา พ่อแม่ก็ดุสั่งห้ามพูดคำว่า "อาตมา" บอกเป็นเด็ก ไม่ใช่พระ พูดว่า "อาตมา" เดี๋ยวบาป ตายจริงๆนะ ทำให้เสียใจ ไม่พูดคำว่า "อาตมา" อีกเลย

เด็กชายเลี่ยม เมื่อโตขึ้นก็บวชเป็นสามเณร มีการนำสามเณรเลี่ยมไปพิสูจน์เรื่องการจำอดีตชาติได้ จึงได้พิสูจน์ถึงความจำเกี่ยวกับพระอาจารย์ทอง ซึ่งในชาติใหม่นี้ สามเณรเลี่ยมยังไม่เคยพบ จึงได้พาไปหาพระอาจารย์ทอง เมื่อพบแล้ว ได้ชี้ให้สามเณรเลี่ยมดู ว่าองค์ไหนคือพระอาจารย์ทอง สามเณรเลี่ยมก็บอกได้ถูกต้องว่าคือองค์นี้ และภายหลังได้พบกับพระอาจารย์ทอง คณะที่ทำการพิสูจน์ ก็ได้ถามรายละเอียดของพระบัว (ชาติที่แล้วของสามเณรเลี่ยม) ก็ปรากฏว่าตรงกับที่สามเณรเลี่ยมได้บอกไว้

เรื่องนี้จึงเป็นกรณีศึกษาของผู้ที่ระลึกชาติเก่าได้ และได้ไปเยือนเมืองนรก พร้อมนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 1

เรื่องราวของ "สวรรค์" และ "นรก" ในความเชื่อของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้น เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ทั้งยังมีประสบการณ์ทางจิตของผู้ที่เคยไปสัมผัสสวรรค์ และนรก กลับมาเล่าให้ฟัง อย่างกรณีคนที่ตายแล้วฟื้น อาทิ พันเอก (พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ที่เคยตายและได้ไปเยือนทั้งสวรรค์และนรก คุณพัชรินทร์ บุรีจิตตินันทน์ ที่เคยตายแล้วไปนรก และฟื้นกลับมาเล่า หรือสามเณรเลี่ยมที่จำอดีตชาติได้ สามเณรองค์นี้ อดีตชาติเคยเป็นพระป่าสายหลวงปู่มั่น เคยเดินธุดงค์ และมรณภาพด้วยไข้ป่า (มาลาเรีย) เมื่อมาเกิดใหม่ ชาติปัจจุบันได้บวชเป็นสามเณร และยังจำอดีตชาติได้แม่นยำ กระทั่งเมื่อตายแล้วได้ไปนรก ที่นรกเป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้าง ท่านเล่าไว้อย่างละเอียด โดยมี คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกและเรียบเรียงไว้ในหนังสือ "ภพอื่น" ในตอน "สามเณรระลึกชาติ"

สามเณรเลี่ยมผู้นี้ เกิดที่บ้านน้ำกำ อำเภอพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้เล่าว่า ชาติก่อนเกิดที่บ้านโคกเลาะ จังหวัดอุบลราชธานี มีนามว่า "บัว" เมื่อเป็นหนุ่ม มีพระธุดงค์คณะหนึ่ง ชื่อ พระอาจารย์ทอง เป็นหัวหน้าคณะ ได้ออกจาริกสั่งสอนธรรม มาถึงบ้านโคกเลาะ เวลาเย็น ชาวบ้านก็จะไปฟังธรรมกัน หนุ่มบัวก็ไปฟังธรรมด้วยความเลื่อมใสในพระธุดงค์ และพระธรรมที่ท่านสั่งสอน จึงถวายตัวเป็นศิษย์ และติดตามไป จนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ บำเพ็ญสมณธรรม จาริกไปหาความสงบ ปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆกับท่านพระอาจารย์ทอง

วาระสุดท้ายของชีวิต ขณะจาริกไปกับพระอาจารย์ทอง ไปจำพรรษาที่บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่นั่นเป็นป่าทึบ มีไข้ป่าชุกชุม มีพระเป็นไข้ป่ามรณภาพไปก่อน 2 องค์ พระบัวก็เริ่มเป็นไข้ป่า มีอาการหนักขึ้นๆ จนรู้สึกตัวว่าจะไม่รอด วันสุดท้ายรู้ว่ากำลังจะตายแน่ พระบัวซึ่งเป็นพระปฏิบัติทางจิตเป็นประจำ ก็ตั้งใจประคองจิต มีสติไม่ให้เผลอตัวขณะตาย เมื่อถึงเวลาตายจริง จิตกลับไม่ดับ จิตออกจากร่างเป็นกายทิพย์ ไปยืนดูพระ เณร ประชาชนที่มาเยี่ยมพระบัว

พระบัวยังมองเห็นตัวเองเป็นพระ มีสบงจีวรห่มคลุม บ่าข้างหนึ่งสะพายบาตร อีกข้างหนึ่งแบกกลด คล้ายจะเดินทางเพื่อธุดงค์ และหลังจากดูพระ เณร ชาวบ้านจัดการเผาศพตัวเองเสร็จ ก็ออกเดินทางสะพายบาตร แบกกลด มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เดินเรื่อยไปไม่มีจุดหมาย กระทั้งถึงศาลาใหญ่หลังหนึ่งที่ไม่เคยเห็นในเมืองมนุษย์ ในศาลามีชายหญิงอมทุกข์ หงอยเหงาอยู่จำนวนมาก กลางศาลามีโต๊ะใหญ่ มีเก้าอี้นั่งบนโต๊ะ มีหนังสือ (บัญชี) สองกอง ใหญ่กอง เล็กกอง มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3 คน ทุกคนมีประกายตาดูน่ากลัว คอยดูแลจัดการกับคนที่อยู่บนศาลา เขาเรียกชื่อคนบนศาลาวัดเป็นกลุ่มๆ กลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐๐ คน น้อยกว่าร้อยก็มี จัดส่งไปในที่ต่างๆ ตามแต่กรรมที่ทำไว้

มีเจ้าหน้าที่ 2-3 คน และหญิงอายุ ราว ๖๐ ปี อีก 1 คน (เป็นคนมีบุญ) หญิงคนนี้เขาจัดให้ลงสระน้ำทิพย์ มีรถทิพย์มาคอยรับ หญิงคนนั้นได้สวมเครื่องนุ่งห่มใหม่ แทนชุดเดิมที่เขาให้เปลื้องทิ้งไป เครื่องประดับใหม่ตกแต่งสวยงามมาก ราวกับนางฟ้า ฝั่งสระน้ำทิพย์ มีดอกไม้ทิพย์กลิ่นหอมสีต่างๆ เมื่อหญิงคนนั้นแต่งตัวเสร็จ คนขับรถก็มาเชิญไปขึ้นรถทิพย์ พาเหาะขึ้นอากาศ รถทิพย์ไม่มีเครื่องยนต์ แต่เหาะไปได้ด้วยแรงบุญสู่สวรรค์

เมื่อเขาเรียกคนและจัดส่งไปหมดแล้ว พระบัวก็ถามว่า "แล้วอาตมาเล่า ไม่เห็นเรียกชื่อเลยว่าจะให้ไปทางไหน" เขาบอกว่า ยังไม่มีชื่อในบัญชี ยังไม่ส่งมา ถ้าต้องการไปสวรรค์ให้ท่านลงสระน้ำทิพย์ รถทิพย์จะมารับ ถ้าท่านต้องการเกิดในโลกมนุษย์ นิมนต์กลับไปทางเดิมที่มา พระบัวตอบเขาว่า สวรรค์ก็ยังไม่อยากไป มนุษย์ก็ยังไม่ไป กระหายน้ำมาก ขอไปหาน้ำฉันก่อน จึงจะไปทีหลัง แล้วก็ลงจากศาลาไปตามทางเดิม เดินมุ่งหาน้ำ พบหญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปตักน้ำที่ทุ่งนา พระบัวจึงขอบิณฑบาตน้ำฉัน หญิงคนนั้นบอกให้ท่านไปรอที่บ้านหลังนั้น อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำ พอนั่งลงพักบนบ้าน ก็รู้สึกง่วงมาก นึกจะเอนหลังพักสักนิดก่อนน้ำมา

พอล้มตัวนอน ก็หลับไปงีบหนึ่ง พอตื่นก็กลายเป็นเกิดใหม่เสียแล้ว ขณะกำลังคลอด รู้สึกทันทีว่าเกิดใหม่ และในขณะที่เป็นทารกคลอดมาใหม่ๆ ก็ยังมีสัญญาว่าตัวเองเป็นพระ รู้สึกว่าตัวเองยังครองจีวร แบกกลดสะพายบาตรอยู่ และยังระลึกย้อนหลังได้โดยลำดับถึงบ้านเกิด พ่อแม่ ญาติพี่น้องในชาติก่อน จำได้ไม่ลืม ทั้งยังเป็นทารกแดงๆอยู่ พอเริ่มพูดได้ก็เรียกตัวเองว่า "อาตมา" เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระตลอดเวลา พ่อแม่ก็ดุสั่งห้ามพูดคำว่า "อาตมา" บอกเป็นเด็ก ไม่ใช่พระ พูดว่า "อาตมา" เดี๋ยวบาป ตายจริงๆนะ ทำให้เสียใจ ไม่พูดคำว่า "อาตมา" อีกเลย

เด็กชายเลี่ยม เมื่อโตขึ้นก็บวชเป็นสามเณร มีการนำสามเณรเลี่ยมไปพิสูจน์เรื่องการจำอดีตชาติได้ จึงได้พิสูจน์ถึงความจำเกี่ยวกับพระอาจารย์ทอง ซึ่งในชาติใหม่นี้ สามเณรเลี่ยมยังไม่เคยพบ จึงได้พาไปหาพระอาจารย์ทอง เมื่อพบแล้ว ได้ชี้ให้สามเณรเลี่ยมดู ว่าองค์ไหนคือพระอาจารย์ทอง สามเณรเลี่ยมก็บอกได้ถูกต้องว่าคือองค์นี้ และภายหลังได้พบกับพระอาจารย์ทอง คณะที่ทำการพิสูจน์ ก็ได้ถามรายละเอียดของพระบัว (ชาติที่แล้วของสามเณรเลี่ยม) ก็ปรากฏว่าตรงกับที่สามเณรเลี่ยมได้บอกไว้

เรื่องนี้จึงเป็นกรณีศึกษาของผู้ที่ระลึกชาติเก่าได้ และได้ไปเยือนเมืองนรก พร้อมนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า