ข้าวเพื่อนชาวนา...เราอิ่มชาวนายิ้ม

หญิงไทยรายงาน

ข้าวเพื่อนชาวนา สหกรณ์ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดยโสธร ภายใต้มูลนิธิสายใยแผ่นดิน กลุ่มบิ๊กทรี และร้านโบ.ลาน ร่วมจัดงาน "เราอิ่ม ชาวนายิ้ม" พร้อมเปิดตัวโครงการ "ข้าวเพื่อนชาวนา" เชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ข้าวหอมมะลิออร์แกนิคที่คัดพิเศษ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการซื้อตรงจากชาวนาในรูปแบบสมัครสมาชิกรายปี

ภายในงานแบ่งเป็น 2 ช่วง ในช่วงบ่ายเปิดโอกาส ร่วมลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มพื้นบ้าน พร้อมชมการแสดงดนตรีท้องถิ่น รวมทั้งกิจกรรมสาธิตพิธีแฮกนาที่เป็นพิธีกรรมก่อนเริ่มไถนา โดยปราชญ์ชาวบ้านเกษตรอินทรีย์จากยโสธร ส่วนในช่วงค่ำจัดเป็นงานดินเนอร์มื้อพิเศษ โดยบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากหลายแวดวงสังคม มาร่วมลิ้มลองรสชาติ เมนูปรุงจากข้าวหอมมะลิ ในโครงการข้าวเพื่อนชาวนา ที่สร้างสรรค์โดย เชฟโบ และ เชฟดีแลน

อรยา สูตะบุตร ผู้ประสานงานกลุ่มบิ๊กทรี กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า ตั้งแต่เดิมตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มุ่งส่งเสริมให้ชาวนาไทย หันมาปลูกข้าวด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง โดยให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ และรับซื้อผลผลิตจากชาวนา ที่ร่วมเป็นสมาชิก ในปีนี้เพื่อให้คนไทย หันมาบริโภคข้าวออร์แกนิคที่ผลิตโดยชาวนาไทยมากขึ้น มูลนิธิสายใยแผ่นดิน จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มบิ๊กทรี นำข้าวมาจำหน่าย ภายใต้แบรนด์...ข้าวเพื่อนชาวนา ซึ่งมีทั้งข้าวขาวและข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ คัดพิเศษ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดเป็นข้าวนาปี ปลูกในเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวและสีข้าว ในเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม ให้แก่สมาชิกผู้ที่ซื้อข้าวภายในโครงการ

ทั้งนี้ข้าวเพื่อนชาวนา จะให้ผลตอบแทนแก่ชาวนา สูงกว่าราคาตลาดถึง 2,000 บาท/ตัน และช่วยให้ผู้ซื้อ ได้ซื้อข้าวอินทรีย์คุณภาพสูง ในราคาที่เป็นธรรม ตามแนวคิดที่ว่า...เราอิ่ม ชาวนายิ้ม ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ด้วยเครือข่ายความรู้ การควบคุมมาตรฐานการปลูก-สีข้าว ที่สำคัญทุกๆ 1 กิโลกรัมหรือ 100 บาท โครงการจะนำเงิน 20 บาท เข้ากองทุนประกันความเสี่ยงให้ชาวนา และกองทุนส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน

โดยผู้ที่สนใจ สามารถสมัครสมาชิก แบบครอบครัวรายปี จะได้รับข้าวปีละ 100 กิโลกรัม เป็นเงิน 10,000 บาท หรือเป็นสมาชิกแบบองค์กร จะได้รับข้าวขั้นต่ำปีละ 1,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งจะทยอยส่งข้าวไปให้ทุกๆ 2 เดือน

ธวัชชัย โตสิตระกูล หนึ่งในผู้ก่อตั้งมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ในฐานะรองประธานมูลนิธิฯ และผู้บุกเบิกเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ร่วมกันบอกเล่าถึงการทำเกษตรอินทรีย์ว่า ไม่ใช่แค่เพียง "วิธี" แต่คือ "วิถีชีวิต" จากประสบการณ์ของมูลนิธิ ที่ได้ทำงานร่วมกับชาวนา มาเป็นระยะเวลานาน ทำให้เห็นปัญหาหลักของชาวนาใน 3 ประการ คือ ไม่มีเงินทุนที่จะใช้ในการผลิต ทำให้เป็นเหตุให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน และภัยธรรมชาติ อาทิ ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด ที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย และเสี่ยงกับราคาผลผลิตในท้องตลาด บางปีก็ตกต่ำจนไม่คุ้มกับต้นทุน ซึ่งโครงการเพื่อนชาวนา ตอบโจทย์ปัญหา ได้ทั้งหมดดังที่กล่าวมา

โดยมีการเชิญชวนผู้บริโภค มาช่วยชาวนา ด้วยการซื้อข้าวอินทรีย์ และจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ชาวนา ในราคาที่อยู่ในระบบการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งจำนวนเงินเหล่านั้น จะได้รับการจัดสรรไปยังชาวนา เป็นต้นทุนในการผลิต เพื่อชาวนาจะไม่ต้องไปกู้เงิน และเสียดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังได้นำเงินส่วนหนึ่ง สมทบกองทุน ที่เรียกว่า Fair Trade จำนวน 20 บาทต่อกิโลกรัม เงินจำนวนดังกล่าว จะมีกันไว้ 8 บาท สำหรับเป็นกองทุนประกันความเสี่ยง เมื่อชาวนามีผลผลิต ที่เสียหายจากฝนแล้ง น้ำท่วม หรือโรคแมลงระบาด ก็จะนำเงินจำนวนนี้ มาบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวนา ส่วนเงินอีก 12 บาท จะเข้ากองทุนเกษตรกรรมยั่งยืน

สำหรับช่วงค่ำ มีแขกผู้มีเกียรติ อาทิ อานันท์ ปันยารชุน คุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา วิเชียร พงศธร พลโท นพ.สุปรีชา-สุมัณฑนา โมกขะเวส ศรีวรา อิสสระ กรณ์-วรกร จาติกวณิช ประเวศวุฒิ ไรวา และ ยูมิ อิงคะวัต ร่วมชิมเมนูที่ เชฟโบ และ เชฟดีแลน แห่ง ร้านโบ.ลาน สร้างสรรค์จากผลผลิต ที่ส่งตรงมาจากจังหวัดยโสธร เริ่มต้นการเรียกน้ำย่อย ด้วยเมนูระเริงรส 5 คำ 5 รสชาติ ประกอบด้วยลาบเป็ดยโสธร ขนมครกหน้าปู กระเบื้องทะเล ส่วนอาหารจานหลัก คือ ปลาส้ม ผัดเป็ดหน่อไม้ แกงกะทิทะเล ป่นไก่นึ่ง รับประทานกับข้าวกล้อง หรือข้าวหอมมะลิ จากโครงการฯ ตามด้วยพิธีผูกเสี่ยวสัญญาเป็นเพื่อนกัน ตามประเพณีชาวอีสาน และรับใบผูกเสี่ยว หรือใบสมัครสมาชิก เพื่อนชาวนารายปี

อานันท์ ปันยารชุน ในฐานะสมาชิกหมายเลขหนึ่ง ของโครงการฯกล่าวว่า "ทุกวันนี้คนไทย ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้องหรือข้าวขาว ผมขอเชิญชวนให้ทุกท่านเป็นสมาชิก ซื้อข้าวส่งให้เพื่อน โดยเฉพาะชาวต่างประเทศด้วย และหากเหลือ ก็สามารถไปบริจาคต่อ ที่มูลนิธิคุณพ่อเรย์ ซึ่งมีเด็กด้อยโอกาสและพิการ อยู่ในความดูแลถึง 850 คน ผมซื้อ 100 กิโลกรัม รับประทานเองไม่หมดครับ ก็จะไปแบ่งปันให้คนอื่นต่อ ถือเป็นการช่วยโฆษณาต่อได้เป็นอย่างดี และการซื้อแบบนี้ ไม่แค่ช่วยเฉพาะชาวนาเท่านั้น แต่ยังช่วยประเทศไทยอีกด้วย เพราะชาวนา เป็นกระดูกสันหลัง ของประเทศไทย"

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฯ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคกับชาวนา ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนา ให้ปลอดภัยจากภัยของสารเคมีและยาฆ่าแมลง พร้อมกับปลูกข้าวออร์แกนิคที่ได้มีมาตรฐานคุณภาพในระดับโลก และกระตุ้นให้ประชาชน องค์กรต่างๆช่วยกันอุดหนุนข้าวออร์แกนิคไทย ในระยะยาวต่อไป ผู้สนใจสมัครสมาชิกโครงการ "ข้าวเพื่อนชาวนา" หรือสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อที่เบอร์ 08-1643-9240 หรือ www.facebook.com/farmersfriendrice/info หรืออี-เมลที่ thaifarmersfriend@gmail.com ได้เลยครับ