ไม่จน เพราะ เจ

เศรษฐกิจประจำบ้าน

พอถึงช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี มักจะได้ยินราคาผัก ผลไม้ที่เป็นที่นิยมในช่วงเทศกาลกินเจมีราคาสูงขึ้นอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุก็มาจากหลากหลายเหตุผลที่ต้องการให้ผู้บริโภคเข้าใจ และยอมจำนนรับสภาพถึงที่มาของราคาสินค้าที่จำเป็นต้องสูงขึ้น เช่น น้ำท่วม แล้งน้ำ เศรษฐกิจไม่ดี สินค้าขาดตลาด เป็นต้น

เทศกาลกินเจเป็นช่วงที่คนถือศีล ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ และหันมาปรุงอาหารโดยใช้ผักเป็นส่วนประกอบของอาหารแทน จึงทำให้ราคาของพืชผักในช่วงเทศกาลนี้แพงขึ้น เพราะผู้บริโภคมีมากขึ้น ความต้องการของตลาดจึงมีสูงขึ้นด้วย ประกอบกับปัจจัยต่างๆที่กล่าวไปแล้วนั้น

ลองมาดูกันว่า ผักต่างๆที่เป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ในช่วงเทศกาลกินเจ จากการสำรวจขององค์กรภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) 5 อันดับ ได้แก่ ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ถั่วงอก และเห็ดหอม อีกทั้งยังมีผักอีกมากมายหลายชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ โดยต้องเน้นผักที่ไม่มีกลิ่นฉุน ได้แก่ กระเทียม หอม (ทุกชนิด อาทิ ต้นหอม หัวหอม หอมแดง) หลักเกียว กุยช่าย และใบยาสูบ รวมถึงผักชี และเครื่องเทศรสเผ็ดร้อนด้วย เพราะผักเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อธาตุในร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าผักเหล่านี้เพิ่มความกำหนัด หรือมาจากเลือดของสัตว์ตามตำนานจีน (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

จริงๆแล้ว การบริโภคผัก หรือผลไม้ ไม่จำเป็นต้องเลือกช่วงเวลาในการทาน แถมควรจะทานผัก ผลไม้ต่างๆในมื้ออาหารแต่ละมื้อให้เป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ ผัก ผลไม้มีส่วนช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากผัก ผลไม้อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ผลการวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย ชี้ให้เห็นว่าประชากรของประเทศไทย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์ และพวกเด็กๆ มักขาดแคลนแร่ธาตุวิตามินกันมาก และควรบริโภคผักวันละประมาณ 200 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ผักยังใช้เป็นเครื่องชูรสอาหาร เนื่องจากผักมีสีสันต่างๆมากมาย รวมทั้งกลิ่นและรสของผักต่างๆ มีส่วนในการเพิ่มรสอาหารให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น การปลูกพืชผักสวนครัว จึงเป็นวิธีที่น่าสนใจในการปลูกไว้ใช้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน การปลูกพืชผักสวนครัวกินเองทำให้ได้ผักที่สด ใหม่ และปลอดภัยจากสารพิษต่างๆ สามารถแจกจ่ายเพื่อนบ้านคนรู้จัก หรือ มีเหลือเฟือไว้ขาย ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาวะค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว เพราะมีต้นทุนต่ำแต่รายได้ดี

การปลูกผักทุกประเภทไม่ว่าผักสวนครัวหรือการปลูกผักเป็นอาชีพต้องมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของผักชนิดนั้นๆ และวิธีการในการปลูกที่ดี จึงจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี การเลือกประเภทผักสวนครัว ชนิดของผักที่จะปลูกควรคำนึงถึงการใช้เนื้อที่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยการปลูกผักมากชนิดที่สุด เพื่อจะได้มีผักไว้บริโภคหลายอย่าง และควรเลือกชนิดของผักที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และปลูกให้ตรงกับฤดูกาล ผักสวนครัวบางชนิดปลูกและให้ผลผลิตตลอดปี พืชผักที่นิยมนำมาปลูกมีหลากหลายชนิด เช่น ข่า ตะไคร้ โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ ต้นหอม ผักชี ใบมะกรูด สะระแหน่ ใบแมงลัก หรือปลูกผักที่อยู่ตามริมรั้ว เช่น กระถินบ้าน ตำลึง ชะอม ต้นแค มะขามเทศ ฟักเขียว มะระ ถั่วพู บวบ ผักปลัก เป็นต้น ผักเหล่านี้ นับว่าเป็นผักเศรษฐกิจด้วย เพราะถ้าปลูกเป็นจำนวนมากเพียงพอไว้ขายแล้ว สามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีความต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา แถมผักเหล่านี้เป็นพืชที่ทนทาน ปลูกครั้งเดียวสามารถรับประทานได้ตลอดปีอีกด้วย

ผักที่ปลูกไว้รับประทานเองในบ้านนั้น เราย่อมไม่ได้ใช้สารเคมีในการปลูก เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ซึ่งการปลูกผักเหล่านี้จะเรียกว่า การปลูกผักแบบปลอดสารพิษ เป็นการปลูกโดยปราศจากสารเคมีหรือสารสังเคราะห์ต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยเคมี เป็นวิธีการปลูกโดยธรรมชาติล้วนๆ ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกจากธรรมชาติในการปลูก ถือได้ว่าเป็นผักปลอดสารพิษจริงๆ ซึ่งคล้ายกับวิธีการปลูกแบบออร์แกนิค ปราศจากการใช้สารเคมีต่างๆ สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคแมลง และการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรมด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม (GMO) ในทุกขั้นตอนการผลิต การปลูกโดยวิธีการแบบนี้ ถ้านำไปขายจะได้ราคาสูงกว่าปกติ เพราะ ต้องมีการเตรียมดินให้ปลอดสารพิษประมาณ 3 ปีก่อน เพาะปลูก รวมทั้งจะไม่เน้นการปลูกพืชผัก ผลไม้นอกฤดูกาล เนื่องจากไม่มีการใส่สารเร่งฮอร์โมนสังเคราะห์ต่างๆ แต่ถ้าต้องการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ควรบำรุงรักษาต้นพืชให้แข็งแรง โดยการกำจัดวัชพืช การให้น้ำอย่างเพียงพอและใส่ปุ๋ยตามจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผักเจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง หากมีโรคและแมลงระบาดมาก ควรใช้สารธรรมชาติ หรือใช้วิธีกลต่างๆในการป้องกันกำจัด เช่น หนอนต่างๆ ใช้มือจับออก ใช้พริกไทยป่นผสมน้ำฉีดพ่น ใช้น้ำคั้นจากใบหรือเมล็ดสะเดาถ้าเป็นพวกเพลี้ย เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และเพลี้ยจักจั่น หรือใช้น้ำยาล้างจาน 15 ซีซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นใต้ในเวลาเย็น ถ้าเป็นพวกมด หอย และทาก ให้ใช้ปูนขาวโรยบางๆลงบริเวณพื้นดิน ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้ การเก็บเกี่ยวผักควรเก็บในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักสดรสดี และหากยังไม่ได้ใช้ให้ล้างให้สะอาด และนำเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับผักประเภทผลควรเก็บในขณะที่ผลไม่แก่จัดจะได้ผลที่มีรสดี และจะทำให้ผลดก หากปล่อยให้ผลแก่คาต้น ทำให้จะออกผลน้อยลงในครั้งต่อไป สำหรับในผักใบหลายชนิด เช่น หอมแบ่ง ผักบุ้งจีน คะน้า กะหล่ำปลี การแบ่งเก็บผักที่สดอ่อน หรือโตได้ขนาดแล้ว โดยยังคงเหลือลำต้นและรากไว้ไม่ถอนออกทั้งต้น รากหรือต้นที่เหลืออยู่จะสามารถงอกงามให้ผล ได้อีกหลายครั้งทั้งนี้จะต้องมีการดูแลรักษา ให้น้ำและปุ๋ยอยู่เสมอ การปลูกพื้นหมุนเวียนสลับชนิดหรือปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกันและปลูกผัก ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นบ้าง ยาวบ้างคละกันในแปลงเดียวกัน หรือปลูกผักชนิดเดียวกันแต่ทยอยปลูกครั้งละ 3-5 ต้น หรือประมาณว่าพอรับประทานได้ในครอบครัวในแต่ละครั้งที่เก็บเกี่ยว ก็จะทำให้ผู้ปลูกมีผักสดเก็บรับประทานได้ทุกวันตลอดปี (ขอบคุณข้อมูลจาก Error! Hyperlink reference not valid. www.afc.go.th)

สำหรับผู้ที่พื้นที่ในการเพาะปลูกที่สามารถให้ผลผลิตจำนวนมากนั้น อย่างที่บอกว่านอกเหนือจากการรับประทานเองในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถเก็บได้เพียงพอสำหรับการจำหน่ายปลีกและส่งได้อีก สมัยนี้ช่องทางการจำหน่ายมีกว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ดังนั้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการหาช่องทางการจำหน่ายโดยแบ่งเป็นช่องทางการขายปลีกและขายส่ง เช่น

ช่องทางการขายปลีก คือ การที่ผู้เพาะปลูกนำผักไปขายเอง โดยเริ่มจากการนำไปขายตามตลาดนัดแถวบ้าน และพยายามบอกให้ลูกค้าทราบว่าเป็นผักปลอดสารเคมีต่างๆ เพราะผู้ขายเป็นคนปลูกเอง หรือการบอกสรรพคุณ ประโยชน์ของการรับประทานผักชนิดต่างๆ เพื่อสุขภาพ โดยอาจจะทำเป็นรูปภาพหรือป้ายเขียนบอกให้ลูกค้าได้เห็นและได้ทราบอย่างชัดเจน ขายในที่ทำงาน อาศัยช่วงเวลาเช้าก่อนเข้างานหรือตอนพักเที่ยงไปขายในสถานที่ที่ทำงานจัดไว้ หรือการอาศัยการบอกเล่าปากต่อปากของเพื่อนร่วมงานก็สามารถทำได้ หรืออาจจะสร้างมูลค่าขึ้นจากการขายผักธรรมดาๆ เป็นการขายสลัดผักหรือนำวัตถุดิบจากผักมาทำเมนูอาหารให้หลากหลายมากขึ้น ข้อสำคัญคือ อย่าให้เสียงานเท่านั้นเอง หรือถ้าหน่วยงานมีกฎข้อบังคบอย่างชัดเจนว่าห้ามขายของในสถานที่ทำงาน ก็อย่าเสี่ยงดีกว่า ได้จะไม่คุ้มเสียเอา ถ้าใครมีความถนัดในการใช้สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบัน หรือมีลูกหลานที่ชอบเล่นเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม ก็ลองสร้างเพจ สร้างกลุ่ม โพสรูปสวยๆ ลงให้ลูกค้าได้เข้ามาชมผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการขายให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปเร่ขาย หรือมีหน้าร้านให้เสียเงินค่าเช่า สุดท้ายถ้ามีผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก หลากหลาย และต้องการขายให้หมดในครั้งเดียว ก็ลองไปขายที่ตลาดใหญ่ๆที่เป็นแหล่งขายสินค้าทางเกษตร เช่น ตลาดไท รังสิต หรือตลาดสี่มุมเมือง เป็นครั้งๆไป ตัวอย่างเช่น ที่ตลาดไท จะใช้วิธีการขายแบบรถหมุนเวียน โดยวิธีการแบบนี้คือการจ่ายค่านำรถเข้าคันละ 230 บาท แล้วทางตลาดไทก็จะจัดเตรียมพื้นที่ลงสินค้าไว้ให้ จากนั้นจะมีพนักงานขนของลงจากรถให้ โดยพื้นที่นั้นก็จะแล้วแต่จำนวนสินค้าแต่ส่วนใหญ่ขนาดจะประมาณ 3 x 4 เมตร แบ่งเวลาขายเป็น 2 เวลา คือช่วงกลางวัน 8 โมง ถึง เที่ยงคืน และช่วงที่สองคือ ประมาณตี 1 ถึง 7 โมงเช้า (โดยหากสินค้ายังขายไม่หมดแต่อยากอยู่ต่ออีก 1 ช่วง ก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 150 บาท) วิธีขายแบบรถหมุนเวียนนี้ จะไม่มีล๊อค หรือแผงประจำเพราะจะหมุนเวียนเปลี่ยนที่กันไปเรื่อยๆตามแต่ จังหวะและเวลาที่รถจะไปถึงตลาด ซึ่งควรจะไปเช้าๆ หน่อย และช่วงเวลาที่ขายดีจะอยู่ในช่วง ตี 4 ถึง 11 โมง ส่วนผักที่นิยมในตลาดไทนั้น จะเป็นประเภทผักป่า เช่น ผักหวาน ผักกูด ดอกขจร เป็นต้น (อย่ากังวลไป ถ้าไม่ได้ปลูกผักเหล่านี้) ถ้าปลูกเอง ขายเอง ผักในสวนครัวนั้นย่อมสด สะอาด และราคาถูกกว่าเพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอยู่แล้ว ประสบการณ์จะบอกเองว่า น่าจะปลูกอะไรให้ขายดี และจะได้เครือข่ายในการขายเพิ่มเติมด้วย

ช่องทางการขายส่ง ต่อเนื่องจากการขายในตลาดใหญ่ๆ เช่นที่ตลาดไทนั้น ถ้าได้ขยายผลผลิตเป็นจำนวนมาก สามารถมีผลผลิตได้ต่อเนื่องทุกฤดูกาล มีคนคอยช่วยเหลือบริหารจัดการให้ ต้องการขายประจำและมีเงินลงทุนเพิ่มและเห็นลู่ทางของกำไรในการขยายแล้ว อาจจะเพิ่มช่องทางการขายส่งได้ด้วยการเซ้งแผง ซึ่งตลาดใหญ่ๆ เช่น ตลาดไท นั้น ค่าเซ้งแผงจะค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 2-8 แสนบาท แล้วแต่ทำเลที่ตั้ง และจะมีค่ารายเดือนอีก ประมาณ 2 - 3 พันบาทต่อแผง นอกจากการลงเช่าหรือเซ้งแผงเองแล้วนั้น อาจจะขายส่งโดยติดต่อกับพ่อค้าหรือแม่ค้าขายผักที่ขายอยู่เป็นประจำ แล้วเอาผลิตภัณฑ์ไปส่งให้พ่อค้า แม่ค้าเหล่านั้นเป็นคนขาย ถ้าสามารถติดต่อได้หลายเจ้าก็จะเป็นการดี เพื่อจะได้มีผู้ขายให้ได้มาก ไม่ผูกขาดเฉพาะเจ้าใดเจ้าหนึ่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยง ถ้าหยุดขายไปวันใดวันหนึ่ง ก็ยังมีเจ้าอื่นสำรอง การหาช่องทางจำหน่ายผ่านร้านอาหาร ถ้าละแวกบ้านหรือบริเวณใกล้เคียง มีร้านอาหารตั้งอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหารที่ขายอาหารแนวสุขภาพ ลองติดต่อเพื่อนำส่งผักต่างๆให้ โดยมีตัวอย่างผักสดที่ปลูกไปให้ดู จะได้เห็นหน้าตาและสภาพของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง การนำเสนอให้เห็นถึงความสด สะอาด และปลูกโดยธรรมชาติ ไม่ปนเปื้อนสารเคมี จะทำให้ลูกค้าสนใจในผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ ผ่านช่องทางอื่นๆ เช่นเดียวกับการขายปลีกที่ได้กล่าวไปแล้ว เช่น ผ่านสังคมโซเชียล การบอกปากต่อปากให้คนภายนอกได้รับรู้ว่า ผลิตภัณฑ์มีการขายแบบราคาส่งในกรณีที่สั่งเป็นจำนวนมาก และอาจทำให้มีลูกค้ามารับซื้อถึงบ้าน โดยที่ไม่ต้องออกไปขายที่ไหน

จะเห็นได้ว่า การปลูกผัก หรือผลไม้มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อใช้รับประทานเฉพาะในครัวเรือน เพราะมีต้นทุนต่ำ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และสร้างคุณค่าทางโภชนาการให้กับร่างกายสูง และถ้าหากมีความชอบ มีเวลา มีใจรัก ก็สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว และอาจเป็นอาชีพหลักสำหรับอนาคตในภายภาคหน้าได้อีกด้วย เห็นหรือไม่ว่า วิธีการที่เราเคยได้ยินมานานแสนนาน คือ การปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ก็ยังใช้ได้ดีอยู่กับเศรษฐกิจในยุคนี้ที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความพอเพียง ราคาผักจะแพงหรือถูกแค่ไหน ต่อจากนี้ไปไม่มีทางหวั่นไหวเป็นแน่แท้...