อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 2 ลักษณะจิตตนคร ตอนที่แล้วได้นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของจิตตนคร อันเป็นดั่งมหานครที่อยู่ภายในจิตของเรา เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงเล่าถึงหนทางเข้าสู่จิตตนคร ว่าเปรียบคล้ายนครลับแล ที่หากว่าพลัดเข้าไปแล้วเมื่อกลับออกมาก็จำทางกลับเข้าไปอีกไม่ได้ ครั้นนำมาบอกเล่าให้ใครๆฟัง ต่างก็อยากเข้าไปดูไปชมกันบ้าง แต่หากว่ายังไม่พบหนทางที่ถูกต้อง ก็เป็นอันหมดโอกาสที่จะได้ชมความงามอันวิจิตรพิสดารของบ้านเมืองนั้น ดีไม่ดีอาจได้พบเข้ากับทุ่งหญ้าป่าเขาที่ไม่น่าดูชม มิหนำซ้ำยังรกรุงรังตาเสียอีกด้วย แต่ทว่าในหนนี้ เจ้าพระคุณฯสมเด็จในฐานะที่ท่านเป็นผู้ที่เข้าถึงมหานครแห่งนี้แล้ว ได้ทรงสาธยายถึงลักษณะของบ้านเมืองนั้นไว้ ดังที่ผู้เขียนจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปดังนี้

เจ้าพระคุณสมเด็จได้ทรงเอ่ยถึงลักษณะของมหานครแห่งจิตนี้ไว้ว่า "อันลักษณะของจิตตนครนั้น ก็เช่นเดียวกับนครโบราณทั้งหลาย กล่าวคือมีป้อมปราการ มีประตู 6ประตู มีถนน 4 แพร่ง มีนครสามีคือเจ้าเมือง เจ้าเมืองแห่งจิตตนครสถิตอยู่ตรงที่รวมของถนน 4 แพร่ง และมีนามว่า วิญญาณ หรือจิตต มีประชาชนชาติต่างๆ ไปมาหาสู่เมืองนี้ก็มาก พากันอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองนี้ก็มี มาพักอยู่ชั่วคราวก็มี มาเที่ยวทัศนาจรแล้วก็ไปก็มี เพราะประตูเมืองทั้งหก มักจะเปิดอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จะปิดก็เมื่อเจ้าเมืองหลับ เมื่อเจ้าเมืองยังไม่หลับก็เปิดประตูรับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืนเพียงไร ถึงจะค่ำมืดก็จุดไฟสว่างไสว ไม่ยอมแพ้ความมืด เหมือนอย่างกรุงเทพมหานครในยามราตรีนั่นเอง"

ประตูเมืองทั้งหกของจิตตนครที่กล่าวถึงนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงเปรียบเทียบว่า ประตูเมืองได้แบ่งออกเป็น2ชั้น คือประตูเมืองชั้นนอก และประตูเมืองชั้นใน ประตูทางเข้าออกชั้นนอก มีอยู่ 5 ประตู คือ ประตูตา เรียกว่า จักขุทวาร ประตูหู เรียกว่า โสตทวาร ประตูจมูก เรียกว่า ฆานทวาร ประตูลิ้น เรียกว่า ชิวหาทวาร และประตูกาย เรียกว่า กายทวาร ส่วนประตูชั้นใน มีอยู่ 1ประตู เรียกว่า ประตูใจ หรือมโนทวาร รวมทั้งหมด 6 ประตู

พูดง่ายๆก็คือ ในนครแห่งจิตนี้มีทางรับรู้เชื่อมต่อหรือติดต่อกับโลกภายนอกอยู่ 6 ประตู หรือทางทวารทั้ง6อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งก็คือระบบประสาทสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของกิเลสมนุษย์นั้นล้วนมาจากระบบประสาทสัมผัสทั้งสิ้น เพราะนำไปสู่การเกิดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นำไปสู่การปรุงแต่งเป็นความอยาก ความพอใจ ไม่พอใจ ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ความปรารถนา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือ ตัณหา นั่นเอง

จุดเด่นของจิตตนครก็คือ การมีประตูปิดเปิดถึง2ชั้น และมีช่องทางเข้าออกได้หลายช่องทาง โดยรวมแล้ว6ช่องทาง ด้วยกันโดยที่ประตูเหล่านี้ก็พร้อมเปิดต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตา และสรรพสิ่งนานาประการ ตราบเท่าที่เจ้าเมืองยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์ ทั้งเมืองทั้งคนที่ยังไม่หลับและพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เสมอ ทำให้มีทั้งผู้คนและสิ่งต่างๆหลั่งไหลเข้าสู่เมืองไม่รู้จบสิ้น จิตตนครจึงได้ชื่อว่า "เป็นเมืองที่พร้อมพรั่งด้วยผู้คนและสิ่งต่างๆหลายหลากมากประการ เป็นต้นว่าพรั่งพร้อมไปด้วยรูปหลากหลาย อยากจะดูอะไรก็มักจะมีให้ดู พรั่งพร้อมไปด้วยเสียงหลากหลาย อยากจะฟังอะไรก็มักจะมีให้ฟัง พรั่งพร้อมไปด้วยกลิ่นหลากหลาย อยากจะดม จะลิ้ม หรือจะบริโภครสเช่นไร ถ้าร่างกายไม่เป็นอัมพาต เป็นร่างกายที่สมประกอบอยู่ ก็มักจะสมประสงค์ ทั้งพรั่งพร้อมไปด้วยเรื่องราวต่างๆ สำหรับบำรุงบำเรอใจหลากหลายไม่มีหมดสิ้น"

แต่ประตูเหล่าที่เปิดอ้ารอรับสรรพสิ่งที่เข้ามาเหล่านี้ก็กลายเป็นจุดอ่อนของเมืองด้วย เพราะปรากฏว่ามีบรรดาสรรพสิ่งหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน ถ้าหากไม่รู้จักตั้งรับให้ดี ก็ย่อมเดือดร้อนถึงเจ้าเมืองต้องพลอยเต้นตามไปเสียทุกเรื่อง ทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าเหตุ ดังที่ท่านเล่าไว้ว่า "เมื่อเข้าถึงเมืองนี้ จะมีเรื่องเสนอสนองทางใจตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับไปใหม่ ไม่มีเวลาว่างเว้นดูก็น่าจะเหน็ดเหนื่อย หรือจะกลุ้มใจตายหรือจะกลุ้มเป็นบ้า เพราะต้องพบเรื่องต่างๆมากมาย ก็เหน็ดเหนื่อยกันจริงอยู่เหมือนกัน แต่เหนื่อยแล้วก็พักก็นอน ที่กลุ้มใจตายหรือที่กลุ้มเป็นบ้าไปก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะจิตตนครมีสิ่งต่างๆพรั่งพร้อม ประชาชนชาติต่างๆจึงพากันมาจากที่ต่างๆทั่วโลก"

ก็เมื่อปล่อยให้สรรพสิ่งหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน ย่อมมีสิ่งคละเคล้าปะปนกันผ่านเข้ามามากมาย หากไม่แยกแยะคัดกรองให้ดี มิหนำซ้ำวิ่งไล่ตามเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาอยู่ตลอด อาจพลอยทำให้กลัดกลุ้ม จนถึงใกล้บ้าหรือบางรายถึงกับเสียจริตไปก็มี

นอกจากนี้เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังทรงพรรณนาถึงลักษณะของเมืองเอาไว้อีกด้วยว่า "จิตตนครนี้ แม้จะมีลักษณะเป็นอย่างเมืองโบราณก็หาเป็นเมืองโบราณหรือเป็นเมืองล้าสมัยไม่ แต่เป็นเมืองที่ทันสมัย มีไฟฟ้า มีวิทยุ มีโทรทัศน์ มีสิ่งต่างๆ เหมือนอย่างเมืองที่ทันสมัยทั้งหลาย รวมความว่า เมืองในปัจจุบันนี้มีอะไร จิตตนครก็มีสิ่งเหล่านั้นครบถ้วน และอันที่จริงจะมีมากกว่าเมืองอื่นๆเสียอีก เพราะยังมีสิ่งวิเศษต่างๆ อยู่ในจิตตนครอีกมากที่คนทั่วไปยังไม่รู้ไม่เห็น เว้นไว้แต่พระพุทธเจ้า และพระพุทธสาวกผู้รู้ผู้เห็นทั้งหลาย"

ยุคก่อนนี้สิ่งบันเทิงทันสมัยในแต่ละบ้านก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น มีแค่ วิทยุ โทรทัศน์ เท่านั้นที่เป็นช่องทางชักนำข่าวสารและบันเทิงต่างๆเข้าถึงแต่ละครอบครัว แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าที่เรียกกันว่า โลกออนไลน์ ที่มาพร้อมกับข้อมูลข่าวสารและสิ่งบันเทิงเริงรมย์สารพัดรูปแบบ ทั้งรวดเร็ว หลากหลาย สะดวกสบายยิ่งกว่าเก่าหลายร้อยเท่า จนทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ลองนึกถึงบางครอบครัว ติดมือถือกันอย่างหนัก ถึงเวลากินข้าว พ่อแม่ลูกก็พร้อมใจมานั่งลงที่โต๊ะกินข้าวพร้อมหน้ากัน แต่แล้วต่างคนต่างก็มัวแต่ก้มๆเงยๆ ก้มลงดูหน้าจอ มือก็จิ้มโทรศัพท์ไปพลางด้วย แล้วค่อยเงยหน้ามากินข้าว ก่อนก้มลงไปใหม่ ก้มหน้าก้มตาแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จากที่เคยนั่งกินข้าวแล้วพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูก ก็เปลี่ยนมาง่วนอยู่กับหน้าจอมือถือที่ต่างก็มีโลกส่วนตัวของตัวเอง ว่าไปแล้ว ดูๆไปก็คล้ายเข้าใกล้คนเสียจริตเข้าไปทุกทีอยู่เหมือนกัน

ทั้งนี้การอยู่แต่กับโลกออนไลน์นานๆเข้าก็ทำให้เกิดโรคออนไลน์ขึ้นได้ ทำให้เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เสียสุขภาพกายก็คือตาแห้ง ตาอักเสบ บางคนมีอาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อมือ จนถึงกินข้าวไม่เป็นเวลา นอนดึกตื่นสาย ทำให้อ่อนเพลีย ฯลฯ ส่วนสุขภาพจิตที่เสียหาย อันดับแรกก็คือความสัมพันธ์กับครอบครัว หรือปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง ตามมาด้วยผลทางอารมณ์ เช่น กระวนกระวาย ฉุนเฉียวง่าย ความอดทนต่ำ ขัดแย้งกับคนรอบข้างได้ง่าย เวลาเกิดปัญหาก็หนีปัญหาเข้าไปในโลกออนไลน์ ทำให้ขาดทักษะในการแก้ปัญหา แก้ปัญหาไม่ได้ คลี่คลายปัญหาไม่เป็น บางคนติดเกมงอมแงมใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละหลายชั่วโมง ไม่เป็นอันหลับอันนอนจนต้องเสียงาน เสียการเล่าเรียน จนถึงเดือดร้อนเสียเงินเสียทองเป็นจำนวนมาก ที่เป็นเด็กเล็กเยาวชนยังไม่รู้จักวิธีควบคุมตัวเอง ถูกกิเลสล่อจูงไปจนเดือดร้อนถึงผู้ปกครองที่อยู่ๆก็มีจดหมายส่งมาทวงหนี้ค่าเกมออนไลน์เป็นเงินก้อนโตจนตกอกตกใจถึงขั้นใกล้บ้าก็มีมาแล้ว

การที่เป็นเมืองอันพร้อมพรั่งไปเสียทุกอย่าง มีแต่สิ่งน่าบันเทิงเริงรมย์ไปเสียทั้งนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเปรียบได้กับเหรียญที่มีอยู่ 2 ด้าน จิตตนครก็ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการ ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงนิพนธ์ว่า "ตามที่พรรณนาถึงความพรั่งพร้อมต่างๆของจิตตนครนี้ น่าจะเห็นว่าจิตตนครเป็นนครที่เป็นสุขสนุกสบาย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นคือเป็นสุขสนุกสบายอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังเป็นเมืองที่มีทุกข์ร้อนภัยพิบัติอยู่มากทั้งโดยเปิดเผย ทั้งโดยซ่อนเร้น อันเกิดจากภัยธรรมชาติก็มี เกิดจากภัยพลเมืองของจิตตนครนั้นก่อขึ้นก็มี ทั้งเจ้าเมืองเองบางคราวก็มีความหลงเข้าใจผิด คบคนผิด ใช้คนผิด ก็ยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนระส่ำระสาย และจะเป็นดังนี้จนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาโปรด นั่นก็คือจนกว่าจะรับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเข้าไประงับดับความวุ่นวายเดือดร้อนทั้งหลายที่ย่อมมีอยู่ประจำจิตตนคร ทุกแห่ง"

ในความเป็นจริงนั้นแน่นอนว่าภัยพิบัติต่างๆในบ้านเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่มนุษย์เราไม่อาจคาดการณ์หรือระงับยับยั้งไว้ได้ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว แต่ภัยบางอย่างนั้นเป็นภัยที่สามารถควบคุมได้ด้วยเพราะเกิดอยู่ในใจ ก่อนที่จะลุกลามออกไปเป็นภัยที่ร้ายแรง ภัยนั้นก็คือ ภัยกิเลส นั่นเอง

แท้จริงแล้ว ภัยกิเลสนี้ สามารถระงับยับยั้งไว้ได้ด้วยคุณธรรม จริยธรรมที่มีอยู่ในจิตใจผู้คนนั้นเอง แต่กระนั้นก็ตามในบ้านเมืองบางแห่ง คุณธรรมจริยธรรม ที่มีอยู่จริงนี้ อาจล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่ได้อยู่ในจิตใจผู้คน สังคมจึงเต็มไปด้วยความเดือดร้อนวุ่นวายและเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุที่รุ่งเรืองเสียเหลือเกิน

"อันพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งเดียวที่สามารถใช้เป็นเครื่องปราบ เครื่องขับไล่ เครื่องกำจัด บรรดาเหตุแห่งความเดือดร้อนวุ่นวายของจิตตนครทั้งหลายได้" เจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงยืนยันชี้ชัดลงไปว่า มีเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถปราบปรามบรรเทาความเดือดร้อนวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับจิตตนครได้ นั่นก็คือ ธรรมะของพระพุทธองค์ เพราะไม่ว่าองค์กรใดๆที่ก่อตั้งขึ้น เงื้อมมือกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับใดๆก็มิอาจระงับยับยั้งความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงลงได้ หากว่ามหานครแห่งนั้นปราศจากเสียซึ่งธรรมะ ด้วยว่าในบรรดากฎหมาย หรือกฎระเบียบที่มีอยู่มากมายนั้น ก็ย่อมมีผู้คิดหาหนทางล่วงละเมิด ฝ่าฝืน หรือคิดหาลู่ทางเบียดเบียนกันและกันขึ้นจนได้ แต่หากมีธรรมะอยู่ในใจ ก็ย่อมไม่อาจล่วงละเมิดเบียดเบียนทั้งตนเองหรือผู้อื่น จนก่อเกิดทุกข์ร้อนใดๆ ขึ้นได้ ด้วยจิตใจที่มีธรรมะนั้นเองคอยกำกับอยู่ ดังที่ท่านกล่าวย้ำเตือนว่า

"เราทุกคนเป็นเจ้าของจิตตนครด้วยกันทั้งนั้น เราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปราบ ไปไล่ ไปกำจัดเหตุแห่ง ความไม่สงบสุขเดือดร้อนในนครของเรา"

ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนั้นมีอยู่มากมายมหาศาล แต่สิ่งที่ทรงนำมาตรัสสอน บอกกล่าวนั้น ทรงเปรียบว่าคือ ธรรมะกำมือเดียว หมายถึงสิ่งที่ทรงนำออกสั่งสอนเผยแผ่นั้นเปรียบได้กับใบไม้เพียงกำมือเดียวในท่ามกลางใบไม้ทั้งป่า เช่นเดียวกันเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงศึกษาธรรมะของพระพุทธองค์จนแจ่มแจ้ง และในท่ามกลางหัวข้อธรรมะอันมากมายหลากหลาย เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้ทรงเลือกหยิบยก เฟ้นเอามาแต่หัวข้อธรรมต่างๆที่จำเป็นและเหมาะกับผู้ที่ใฝ่ใจในการบริหารจิตของตนให้เบาบางลงจากกิเลสตัณหานานาประการ นำมาผูกเป็นเรื่องราวของจิตตนครขึ้น เสมือนดั่งเป็น "คู่มือบริหารจิต" เพื่อเป็นตัวช่วยกำกับดูแลกิเลสในจิตใจ ให้ก่อความวุ่นวายน้อยลง

หากเราเข้าใจเนื้อหาที่ดำเนินไป ว่าเกิดขึ้น คลี่คลาย และจบลงอย่างไร ก็ย่อมช่วยให้เราเข้าใจจิตใจตนเองได้ดีขึ้น รู้จักวิธีควบคุมจิตใจ และมองเห็นลู่ทางในการบริหารกิเลสมารต่างๆ ที่แฝงฝังอยู่ในจิตใจของเราให้สยบยอบลงได้แบบไร้พิษสง เป็นต้นว่า หากเมื่อไหร่ที่สมุน 3 ตัวหัวโจกของจอมมาร คือ โลภ โกรธ หลง ได้โอกาสกำเริบขึ้น จะหันมาพึ่งพาธรรมะข้อไหน และมีกลยุทธ์อย่างไร จึงจะทำให้ห่างไกลจากโลภ โกรธ หลง ได้บ้าง และสามารถหยุดยั้งตัวเองจากการกระทำในสิ่งที่เรียกว่า อกุศลกรรม ได้ แม้ไม่อาจปราบกิเลสในใจลงได้อย่างราบคาบ แต่ก็น่าจะเพียงพอต่อการรับมือในยามที่กิเลสได้ก่อตัวขึ้นและมีกำลังพอที่จะสร้างความเดือดร้อนระส่ำระสายขึ้นได้ ส่งเสริมให้ผู้ครองนครซึ่งก็คือเราท่านทั้งหลาย มีโอกาสรู้เท่าทันกิเลสในใจตนได้มากขึ้น

ดังเช่นที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้กล่าวสรุปไว้ในช่วงท้ายบทว่า "บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายล้วนเป็นผู้เป็นเจ้าของจิตตนครที่กำลังพยายามจะทำนครของตนให้เป็นนครแห่งความร่มเย็นเป็นสุข แม้ยังมีความเดือดร้อนวุ่นวายบ้างก็ไม่มากมายเท่านครของบรรดาผู้ยังไม่สนใจกับการบริหารจิตเสียเลย"

(ขอขอบคุณภาพประกอบ จากจิตตกรรมเล่าเรื่อง จิตตนคร สร้างสรรค์โดย ธีรโพธิ ภิกขุ)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า