เพลินใจ "สร้อยสยาม" เพลินปาก "ศุภโชค"

สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าฯ...
โลกสวยด้วยพรรณไม้

จะด้วยชอบเถลไถล...กระมัง ที่ทำให้ผม ผองเพื่อน และทีมงาน ททท.สำนักงานแพร่ ใช้สอยเวลาอย่างสิ้นเปลือง กับการเดินทางที่นานเกิ๊น ต่อเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ณ จุดชมทิวทัศน์ภายใน สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ในแบบที่จับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก ผมกลับรู้สึกว่า...คุ้มเกินคุ้มจริงๆ

เพราะด้วยมาแลเห็นกับตา ในวิถีแห่งผืนป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ หรือป่าสนเขา ที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาเป็นกอง หลังจากฝนฟ้าที่โปรยปรายละออง ให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน ตามกิ่งก้านที่เคยทิ้งใบโก๋นเกลี้ยง ก็เริ่มผลิใบแตกยอดอ่อน โดยเฉพาะต้นสนสองใบ-สามใบ ได้ฉกฉวยโอกาสเหมาะในยามนี้ ทำการเร่งแตกยอดใบอ่อน ขณะที่เมล็ดสนที่ฝังจมดินอยู่ ก็แทรกต้นรุ่นลูกรุ่นหลานขึ้นมา เหมือนกับพรรณไม้อย่างกุหลาบป่า หรือกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ อย่างเอื้องคำ เอื้องเงิน ไอยเรศ ม้าวิ่ง บ้างก็อวดดอกตูมรวมเป็นช่อระย้า

พื้นที่แผ่กว้างที่อยู่ตรงเบื้องหน้าผมนั้น สภาพพื้นที่เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม หรือไร่ร้างเกือบทั้งผืน อันเป็นผลมาจากการบุกรุกทำลายป่า และมีการปล่อยให้ทำสัมปทานป่าไม้กัน อีกทั้งในอดีตเคยเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือด ระหว่างทหารไทยและทหารลาว จากเหตุการณ์สู้รบดังที่กล่าวมา ก็หลงเหลือเพียงหลุมบังเกอร์เท่านั้น ที่จะมาเป็นร่องรอยทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งได้บ่งบอกถึงการสู้รบครั้งใหญ่ ที่เรียกกันว่า สมรภูมิรบบ้านร่มเกล้า

พงไพรในฤดูกาลฝนพร่ำนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกร่มรื่นเย็นตา เพราะมีแต่โทนสีเขียวฉาบทาไปทั่ว แม้แต่เขาสอยดาวซ้อนทับแนวราบ ก็ดูราวกับกำแพงสีเขียวขรึม ต่อเมื่อครั้นถึงวันอรุณรุ่ง กลับมีหมอกขาวห่มคลุมส่วนยอด พอยามมีแดดส่องฉายช่วงสายๆ กลุ่มหมองสีขาวจั๊วะก็จางหายสิ้น เราจึงค่อยเห็นภูเขาสอยดาวอย่างชัดตามากขึ้น

หยุดครุ่นคิด...แล้วเดินไปในห้องประชุมก่อน

มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ชี้แจงรายละเอียดให้ว่า

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงาน โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง พื้นที่ภูขัด ภูเมี่ยง และภูสอยดาว ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ในการนี้ได้มีพระราชดำริ ให้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าฯขึ้น ในพื้นที่ส่วนปลายของเทือกเขาภูสอยดาว โดยมีพระราชประสงค์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในประเทศ และให้เป็นการอนุรักษ์พื้นที่ป่าสมบูรณ์ไว้ พร้อมกับเป็นแหล่งป่าต้นน้ำลำธาร และเป็นการสนับสนุนราษฎร ในหมู่บ้านร่มเกล้า หรือหมู่บ้านที่อยู่ข้างเคียง ให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาสถานที่ดังกล่าว ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ของจังหวัดพิษณุโลก และประเทศไทยต่อไป

สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ บนเนื้อที่ 1,385 ไร่ มีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขา และหุบเขาลอนลาด ความสูงจากระดับน้ำทะเล 750-1,280 เมตร มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส

ฟังการบรรยายสักพัก ก็เริ่มมีการเลี้ยงรับรอง

จากนั้นประกาศให้ "ศุภโชค" ออกมาต้อนรับ

ใคร!!! เพื่อนเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ก็เพราะงงงวยกัน

พอเห็นอยู่ตรงหน้า ทุกคนอมยิ้มและถ่ายรูป

มิหนำซ้ำยังมี...ข้าวเกรียบสายรุ้ง มาเสริมด้วย

ขบเคี้ยวศุภโชคอย่างเพลิดเพลินปาก แถมยังมีแอบไปคว้าจากเพื่อนข้างๆ พร้อมกับรับฟังการชี้แจงในรายละเอียดว่า ศุภโชค...เค้าเป็นไม้ยืนต้นน่ะครับ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pachira Aquatica หรือชื่อสามัญว่า Malabar Chestnut, Guyana Chestnut, Saba Nut โดยเป็นต้นไม้ที่โตวันโตคืน มีลักษณะทรงพุ่มขนาดกลาง ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี ทั้งยังให้ร่มเงาได้ตลอดปี เพราะมีระบบรากที่ใหญ่และหยั่งลึกมาก เหมาะสำหรับส่งเสริมการปลูก ให้เป็นพืชในเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำ ซึ่งสามารถปลูกได้ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

ถิ่นกำเนิดศุภโชค อยู่ในแถบทวีปอเมริกาใต้ มีมากทางตอนใต้เม็กซิโก หรือทางตอนเหนือบราซิล หมู่เกาะฮาวาย และทางตอนใต้ของฟลอริด้า

เดินไปขอเพิ่มศุภโชค และได้ข้อมูลเพิ่มเติม

เห็นว่าศุภโชค ผลมีเปลือกแข็งคล้ายนุ่น แต่ขนาดของลูกจะสั้นกว่า แล้วค่อนข้างกลมกว่าหน่อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 นิ้ว ความยาวของผล 6-8 นิ้ว ภายในหนึ่งผลมีเมล็ดราว 12-15 เมล็ด ติดผลไปจนถึงผลแก่ จะเก็บเกี่ยวได้ 70-90 วัน

ศุภโชคถูกจัดเป็นนัท อีกชนิดหนึ่งนั่นเอง มีรสชาติหอมมันอร่อยดี เค้าว่า...รับประทานได้ทั้งดิบๆเลย หรือจะนำไปแปรรูปด้วยการอบ ทอด หรือต้ม ซึ่งการอบ-การทอดนั้น ผมการันตีความอร่อยได้เลย ราคาจำหน่าย 300-600 บาทต่อกิโลกรัม

พี่ครับ...ขอจองไว้สักสองกิโล เดี๋ยวมาเอานะ

จากนั้นเดินไปสมทบเจ้าหน้าที่ โดยกำลังนำชมในสวนพฤกษศาสตร์ฯ ปัจจุบันมีการจัดแสดงพรรณไม้ประจำถิ่น ไม้หายาก หรือไม้ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ พร้อมจัดสร้างเป็นโรงเรือน รวบรวมกล้วยไม้ไทย ที่หาชมได้ยากยิ่งกว่า 300 ชนิด รวมถึงพรรณไม้ที่ค้นพบชนิดใหม่ของโลก คือสร้อยสยาม ซึ่งเป็นไม้ตระกูลชงโคหรือเสี้ยว โดยเป็นพืชถิ่นเดียวหายาก จัดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีมือจับ กิ่งอ่อน มีขนสีน้ำตาลแดง หูใบรูปทรงกลมถึงรูปไข่กลับ ช่อดอกแบบช่อกระจะ ห้อยยาวลงมาถึง 75 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงรูปปากเปิด มีกลีบดอก 5 กลีบ แต่มีขนาดไม่ค่อยเท่ากัน เปล่งสีชมพูอมขาวถึงสีชมพูเข้ม ผลแบบฝักสีน้ำตาล และออกดอกตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป สร้อยสยาม...จะออกอย่างมากมายเป็นพิเศษ

อีกทั้งยังมีไม้ประจำถิ่น อาทิ ค้อ พืชวงศ์ปาล์ม ที่ถือเป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ของผืนป่า ที่สำคัญเป็นพรรณไม้แห่งวัฒนธรรม ของผู้คนบนภูเขาสูง เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน รับแรงต้านลมได้ดี มีอายุยืนยาวนับร้อยปี ส่วนระฆังทอง ที่เป็นพรรณไม้ตระกูลปีบ อวดความงามได้ตลอดปีเช่นกัน กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดคล้ายระฆัง มีสีเหลืองทองตัดกับดอกสีแดงเข้มจัด ถูกจัดให้เป็นพืชที่หายาก มักพบเฉพาะบนภูเขาสูงชัน ที่มีอากาศอันหนาวเย็น ซึ่งกระจายแพร่พันธุ์ได้ดี ภายในจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์

ในอนาคตสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ จะเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้วงศ์จำปีจำปา กุหลาบพันปี และกล้วยไม้ไทย

พร้อมกับมีสถานที่กางเต้นท์ เอาไว้คอยรับรองแก่นักท่องเที่ยว และยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อันสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้นานาชนิด รวมไปถึงกิจกรรมนั่งรถอีแต๊ก ท่องเที่ยวเพื่อศึกษาธรรมชาติ และเยี่ยมชมวิถีชีวิต ชาวเขาเผ่าม้งอีกด้วย

เจ้าหน้าที่เน้นย้ำกับเราว่า สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริเข้ามาเยี่ยมเยือนได้ทุกฤดูกาล อย่างฤดูร้อน...จะพบกับกล้วยไม้สายพันธุ์ต่างๆที่แข่งขันกันออกดอกบานสะพรั่ง พอเข้าช่วงฤดูฝน...ได้พบกับบรรยากาศทะเลหมอง ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว...จะสัมผัสกับอากาศหนาวยะเยือก พลางชื่นชมกับความงดงามของกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี หรือจะมาปิดท้ายกับแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ที่อยู่ในเส้นทางผ่านมายังสวนพฤกษศาสตร์ฯ อย่างน้ำตกชาติตระการ น้ำตกภูสอยดาว สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงภูชัดฯ สถานีทดลองพืชสวนร่มเกล้า ศูนย์ศิลปาชีพภูชัดฯ

ระหว่างที่เดินถ่ายรูปอยู่นั้น ผมก็ให้เจ้าหน้าที่อธิบายเส้นทางว่า สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ เดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ใช้เส้นทาง 11 จากนั้นกลับรถใช้เส้นทาง 1296 หน่วยบริการประชาชน บ้านท่างาม อำเภอวัดโบสถ์ ตรงไปแล้วเลี้ยวขวา ทางแยกหน่วยบริการประชาชน บ้านโป่งแค เส้นทาง 1143 ถึงอำเภอชาติตระการ จากนั้นใช้เส้นทาง 1237 ผ่านตำบลบ่อภาค ประมาณ 80 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 171 กิโลเมตร ก็ถึงสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้าฯ หรือใช้เส้นทางสาย 12 พิษณุโลก-หล่มสัก เมื่อถึงสามแยกบ้านแยง เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง 2013 เป็นเส้นทางสู่อำเภอนครไทย ประมาณ 29 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง 1143 อำเภอชาติตระการ จากนั้นใช้เส้นทาง 1237 ผ่านตำบลบ่อภาค 80 กิโลเมตร รวมระยะทาง 197 กิโลเมตร ก็ถึงสวนพฤกษศาสตร์ร่มเกล้าฯได้ครับ

ก่อนกลับวิ่งตัวปลิวไปเอา ศุภโชค ที่จับจอง

เฮ้อ!!! ลืมสนิทเล้ย...มัวแต่หลง สร้อยสยาม

สวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลก ในพระราชดำริ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อการเรียนรู้และเพื่อการพักผ่อน ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา แมกไม้ และสายหมอก ทั้งยังมีความหลากหลายของระบบนิเวศผืนป่าและพรรณพืช ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใดก็ตาม ก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาพรรณ อันเปรียบดั่งห้องสมุดทางธรรมชาติ ที่คอยให้บริการในความรู้ทางวิชาการ ด้านพรรณพืชและธรรมชาติวิทยา หรือจะติดต่อสอบถามในรายละเอียด โทร.0-5531-6713-5 และ 08-1287-4994 ได้เลยครับ