ฮิโรชิมา ในวันซากุระบาน

ความสวยงาม สีสัน บน ความเศร้า
บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 8 ก่อนวันอำลา วันสุดท้ายที่ฮิโรชิมา เป็นเรื่องหลักของการมาเยือนฮิโรชิมาในครั้งนี้ คือการดูงานระบบศาลยุติธรรมของญี่ปุ่น ที่ศาลจังหวัดฮิโรชิมา มีกำหนดการดูงานตอนสิบโมงเช้า ฉะนั้น ช่วงเช้าหลังอาหารเช้าที่โรงแรม เราจึงอิสระในช่วงสั้นๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง กลุ่มย่อยของเราสมัครใจไปเดินเล่นที่สวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์สงครามที่ตั้งอยู่ใกล้โรงแรมที่พัก เช้าวันนี้ทุกคนแต่งตัวเรียบร้อยสุภาพ เดี๋ยวจะไปขึ้นศาลกัน ศาลยุติธรรมของทุกประเทศมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ที่ต้องให้ความเคารพยำเกรง

เดินเลี้ยวขวาจากโรงแรมจะเจอกับศาลเจ้าชินโตขนาดเล็กที่อยู่ติดกับโรงแรม เราได้แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่ภายนอก เห็นนักบวชชินโตในชุดขาวกำลังทำพิธีอะไรบางอย่างที่หน้าศาลเจ้า เราเห็นมีอ่างหินบรรจุน้ำเย็นใส พร้อมกระบวยตักน้ำ และป้ายไม้มีข้อความเป็นภาษาญี่ปุ่นแขวนไว้เต็มที่แขวนบริเวณด้านหน้าทางขึ้นศาลเจ้า ทราบภายหลังว่า แผ่นไม้ดังกล่าว คือแผ่นอีมะ (แผ่นไม้ที่มีลักษณะ 5 เหลี่ยม) ซึ่งชาวญี่ปุ่นนิยมเขียนเพื่อขอพรต่อเทพเจ้า หลายๆคนทำบุญโดยการซื้อแผ่นไม้ เรียกว่า Ema แล้วเขียนคำอธิษฐานลงไป แล้วนำมาแขวนไว้ที่ที่สำหรับแขวน ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าที่นับถือ (Kami) สามารถอ่านสิ่งที่พวกเขาเขียนลงไปและให้สิ่งนั้นกลับมายังพวกเขา

ผู้เขียนขอสอดแทรกเกร็ดของลัทธิชินโตสักเล็กน้อย...ชินโตในระยะแรกไม่มีการสร้างศาลเจ้า จนกระทั่ง เมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ ได้มีการทำให้คำสอนกับพิธีกรรมของศาลเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยยึดถือพิธีกรรมของพระราชวงศ์เป็นหลัก นักบวชของชินโตมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น ส่วนประชาชนทุกคนถือเป็นสาวก กลายเป็นคกคะ ชินโต (Kokka Shintou) หรือชินโตที่เป็นของรัฐหลังสงครามโลก ชินโตแต่ละนิกายได้ถูกบัญญัติให้เป็นศาสนาถูกต้องตามกฎหมาย จากข้อมูลทางสถิติของกระทรวงวัฒนธรรมของญี่ปุ่น สำรวจโดยอาสาสมัครของศาลเจ้าชินโต ใน ค.ศ.1994 เป็นลัทธิที่ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาเป็นอันดับ 1 เนื่องจากเป็นวิธีที่จะทำให้ศาสนิกชนเข้าถึงและเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้าได้มากที่สุด ลัทธิชินโตยุคใหม่ไม่มีสถาบันที่ยกตัวเป็นผู้ควบคุมส่วนกลาง มีเพียงแต่กลุ่มคนที่พยายามรักษาวิถีปฏิบัติของลัทธิชินโตที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ชินโตได้ถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ

ในปัจจุบัน ชินโตเริ่มลดหายไปจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ยังพอเห็นได้ในปัจจุบัน ได้แก่ โอมิคุจิ การดึงฉลากเสี่ยงโชคในศาลเจ้าชินโต และการเฉลิมฉลองงานปีใหม่ญี่ปุ่น ที่มีจัดขึ้นตามศาลเจ้าชินโต ศาลเจ้าทั้งหมดจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาทำพิธีบางครั้งหรือตลอดทั้งปี ศาลเจ้าสาธารณะส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างที่มีความประณีตทั้งหมด และมีสถาปัตยกรรมที่เป็นรูปแบบเฉพาะของญี่ปุ่นซึ่งแตกต่างไปตามยุค ที่ด้านหน้าของศาลเจ้าจะมีเสาประตูญี่ปุ่นขนาดใหญ่ซึ่งมีความเด่นเป็นพิเศษ ที่เรียกกันว่า "โทริอิ" ทำจากประตูสลักแบบตั้งสองชิ้นซึ่งแบ่งเป็นช่องธรรมดาและช่องศักดิ์สิทธิ์ และมีหินหรือไม้ 2 ชิ้นวางไว้ข้างบน จะมีประจำอยู่ที่ศาลเจ้าทุกแห่ง เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการเข้าสู่บริเวณศาลเจ้าของศาสนาชินโต (ศาลเจ้าเล็กๆอาจไม่มี) บริเวณหน้าเสาโทริอิ บางแห่งจะมีรูปปั้นสิงโตชิสะอยู่เพื่อปกป้องวัดจากความชั่วร้าย

วัฒนธรรมการเข้าศาลเจ้าของชาวญี่ปุ่น ที่ควรรู้และปฏิบัติ คือจะต้องชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อน โดยทุกศาลเจ้าจะมีบ่อน้ำพร้อมกระบวยสำหรับทำความสะอาดร่างกายอยู่ด้านหน้าทางเข้า โดยจะเริ่มจากการหยิบกระบวยด้วยมือขวา ตักน้ำ ล้างมือซ้ายเป็นลำดับแรก จากนั้นเปลี่ยนมือจับกระบวยแล้วล้างมือขวา เปลี่ยนมือจับกระบวยอีกครั้ง ตักน้ำใส่มือซ้ายแล้วใช้น้ำนั้นกลั้วปากเบาๆ โดยไม่ให้กระบวยโดนปาก และต้องระวังไม่ให้น้ำกระเด็นเมื่อจะบ้วนน้ำที่กลั้วปากทิ้ง ลำดับสุดท้าย ล้างมือซ้าย แล้วใช้น้ำที่เหลือในกระบวยล้างด้ามจับ แล้ววางกระบวยไว้ที่เดิม ที่จากนั้นจึงค่อยเข้าไปด้านใน

นอกจากจากนี้ คนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อเรื่องโชคลางไม่แพ้คนไทย โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องของการขอพรและทำนายโชคจากการเสี่ยงเซียมซี หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า โอมิคุจิ (Omikuji)

"โอมิคุจิ" เป็นกระดาษเขียนคำทำนายดวงชะตา มีให้เสี่ยงจับได้ที่ศาลเจ้าในศาสนาชินโต หรือวัดในศาสนาพุทธ ในประเทศญี่ปุ่น คำว่า "โอมิคุจิ" นั้นแปลตรงตัวว่า "สลากศักดิ์สิทธิ์" การเสี่ยงโอมิคุจิมักทำโดยการเขย่ากล่องที่มีแท่งไม้เขียนหมายเลขบรรจุอยู่ จนแท่งไม้แท่งหนึ่งโผล่ออกมาจากรูที่ฝากล่อง หลังจากนั้นผู้เสี่ยงก็จะไปหยิบโอมิคุจิจากช่องที่มีหมายเลขตรงกับหมายเลขบนแท่งไม้ (คล้ายกับการเสี่ยงเซียมซี) อย่างไรก็ดี ศาลเจ้าและวัดหลายแห่งเปลี่ยนมาใช้วิธีให้ผู้เสี่ยงโชคหยิบโอมิกุจิที่พับแล้วจากกองโอมิคุจิเอง หรือไม่ก็ใช้เครื่องหยอดเหรียญ คำทำนายที่เขียนบนโอมิกุจิมีอยู่หลายแบ ได้แก่ ไดคิจิ โชคดีมาก จูคิจิ โชคดีปานกลาง โชคิจิ โชคดีเล็กน้อย คิจิ โชคดี ฮังคิจิ กึ่งโชคดี ซุเอะคิจิ โชคดีตามกรรม ซุเอะโชคิจิ โชคดีเล็กน้อยในอนาคต เคียว โชคร้าย โชเคียว :โชคร้ายเล็กน้อย กึ่งโชคร้าย ซุเอะเคียว โชคร้ายตามกรรม ไดเคียว โชคร้ายมาก

หลังจากที่เสี่ยงเซียมซีเสร็จแล้ว ไม่ว่าคำทำนายจะดีหรือร้ายก็จะนำไปผูกไว้ที่ต้นไม้ ทำไมต้องไปผูกไว้ที่ต้นไม้ หรือสถานที่จัดไว้ให้ผูกใบทำนายเซียมซีในศาล สืบเนื่องจากในลัทธิชินโต เชื่อว่า การผูก (Musu) เป็นเสมือนกับการรวมกำลังจิต และเติมพลังให้กับชีวิต จึงนำเอาใบคำทำนายเซียมซีที่เสี่ยงทายได้ไม่ว่าดีหรือร้าย พับตามแนวยาวๆ แล้วจึงนำไปผูกกับต้นไม้ เพราะถือว่าต้นไม้กำลังเติบโตงอกงาม ตนเองก็จะได้รับการรักษาคุ้มครองด้วย แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีข้อบังคับว่าต้องผูก จะเอากลับไปอ่านที่บ้านและเก็บรักษาไว้ก็ได้

ถ่ายภาพมุมต่างๆของศาลเจ้าชินโต จากภายนอกแล้ว กลุ่มของเราเดินข้ามสี่แยกไปหนึ่งแยก และข้ามสะพานข้ามแม่น้ำด้านข้างสวนสันติภาพไปยัง สวนสันติภาพ และพิพิธภัณฑ์สงคราม

ที่สวนสันติภาพเช้านี้ยังสงบเงียบ นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาไม่ถึง อากาศตอนเช้าเย็นสบาย เราเดินผ่านร่องรอยการชมซากุระเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เสื่อทำด้วยแผ่นพลาสติกสีฟ้ายังปูเป็นระยะ สิ่งของที่เหลือจากการการดื่มสังสรรค์เมื่อคืนยังวางกองอยู่บนเสื่อ เรามาถ่ายรูปซ่อมจากวันแรกที่บางสถานที่เข้าไม่ถึงเพราะคนเยอะอีกครั้งหนึ่ง ได้ภาพที่สวยงามกว่าเดิม

วันนี้ เราจึงเห็นว่าที่บริเวณสวนแห่งนี้ นอกจากซากุระแล้ว ยังมีทิวลิปสีแดงเจิดจ้าปลูกเป็นแถวยาวอีกด้วย เราได้ภาพงามๆของอาคาร อะตอมมิค บอมบ์ โดม อนุสาวรีย์หนูน้อยซาดาโก และภาพดอกซากุระงามๆ จนได้เวลานัดหมายไปศาลกัน จำใจจำจากสวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์สงครามฮิโรชิมา

เมื่อเดินทางไปถึง ศาลจังหวัดฮิโรชิมา เจ้าหน้าที่ของศาลให้การต้อนรับคณะของเราในห้องพิจารณาคดี มีการกล่าวต้อนรับ และบรรยายสรุปถึงระบบศาลยุติธรรมของญี่ปุ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อำนาจหน้าที่ และปริมาณคดีของศาลจังหวัดฮิโรชิมา จากนั้นเปิดโอกาสให้ซักถามปัญหาข้อข้องใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผ่านล่ามคือ "หนุ่มโจ" และอาจารย์หัวหน้าคณะดูงาน ซึ่งเรียนจบจากญี่ปุ่น จากนั้นเปิดโอกาสให้พวกเราได้สวมเสื้อครุยผู้พิพากษาญี่ปุ่น แอ็คท่าถ่ายบนบัลลังก์ สมมุติตัวเองเป็นองค์คณะผู้พิพากษาอย่างโก้หร่าน

ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประวัติศาสตร์จากกฎหมายของจีน และมีพัฒนาการเฉพาะตัวในยุคเอโดะ ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษ 2400 เป็นต้นมา ได้มีการวางรากฐานระบบตุลาการในญี่ปุ่นโดยใช้ระบบCivil Law ของยุโรป โดยเฉพาะของฝรั่งเศสและเยอรมนี เป็นต้นแบบ ในพ.ศ.2439 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง โดยมีประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันเป็นต้นแบบ และคงมีผลใช้บังคับอยู่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบัน

กฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ คือ รัฐธรรมนูญ ส่วนกฎหมายหลักของญี่ปุ่นเรียกว่า ประมวลกฎหมาย ประมวลกฎหมายที่สำคัญมีหกฉบับ บรรดากฎหมายแม่บทของญี่ปุ่นมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ตรา องค์จักรพรรดิเป็นผู้ทรงประกาศใช้โดยต้องประทับพระราชลัญจกรในประกาศด้วย แต่ โดยนิตินัยแล้ว องค์จักรพรรดิไม่มีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย

ศาลญี่ปุ่นนั้นมีระบบเดียว คือ ศาลยุติธรรม แบ่งเป็นสามชั้น คือ

1. ศาลชั้นต้น (Court of First Instance) แบ่งออกเป็น

1.1 ศาลแขวง (Summary Court) พิจารณาพิพากษาคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 900,000 บาท โดยผู้พิพากษานายเดียว

1.2 ศาลจังหวัด (District Court) พิจารณาคดีทั่วไป โดยผู้พิพากษานายเดียว เว้นแต่คดีอาญาที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ใช้ผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ 2 นาย

1.3 ศาลครอบครัว (Family Court) เป็นศาลดำเนินคดีเกี่ยวกับครอบครัว ใช้ผู้พิพากษานายเดียวพิจารณาพิพากษาคดี

2. ศาลอุทธรณ์ (High Court) ศาลอุทธรณ์ของประเทศญี่ปุ่น มีอำนาจพิจารณาคดีที่อุทธรณ์มาจากศาลชั้นต้น ปัจจุบันมีทั่วประเทศทั้งหมด 8 ศาล ใช้องค์คณะผู้พิพากษา 3 นาย

3. ศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฎีกาของประเทศญี่ปุ่น ปกติจะพิจารณาเฉพาะ ข้อกฎหมายที่สำคัญเท่านั้น มีผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด 15 นาย แบ่งเป็น 3 คณะ คณะละ 5 นาย อยู่ในวาระอายุจนครบ 70 ปี ได้รับการเสนอชื่อโดย คณะรัฐมนตรี

ปัจจุบันการพิจารณาคดีอาญาของประเทศญี่ปุ่นเป็นระบบกล่าวหาที่พนักงานอัยการโจทก์ จะต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลย เช่นเดียวกับระบบที่ใช้ในประเทศไทย การพิจารณาคดีอาญาที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต การพิจารณาคดีจะใช้ในแบบลูกขุนเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ลูกขุนในศาลประเทศญี่ปุ่นสามารถพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งมีอำนาจในการกำหนดโทษจำเลยด้วย และสุดท้าย ศาลจังหวัดในญี่ปุ่น มีทั้งหมด 50 แห่ง รวมทั้งศาลจังหวัดฮิโรชิมาแห่งนี้ด้วย ทั้งหมดนี้ คือ สาระจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้

เสร็จการการดูงานที่ศาลจังหวัด ฮิโรชิมา เป็นเวลาอิสระให้ได้ "เลือกชม และซื้อ" ของฝาก และของที่ระลึกตามอัธยาศัย โดยทางทัวร์พาเรามาส่งที่ Hiroshima Downtown ในแถบตัวเมืองของฮิโรชิมา มีถนนสายหลักคือ ถนนฮอนโดริ (Hondori Street) ซึ่งเป็นถนนคนเดินที่ล้อมรอบไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย และมีถนนคู่ขนานอีกถนนหนึ่งชื่อว่า Aioi Street เป็นถนนสายหลักไว้สำหรับรถยนต์และรถรางวิ่ง ซึ่งถนนสายนี้จะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ รวมถึง Hiroshima Baseball Stadium ศูนย์การฮอนโดริ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก

ย่านช็อปปิ้ง "ฮอนโดริ" มีสิ่งของให้ได้เพลิดเพลินกับการซื้อของฝากมากมาย อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ในย่านนี้ผู้คนแต่งตัวเปรี้ยวได้อารมณ์ย่านแฟชั่น นอกจากนี้ยังมีร้านค้ายอดนิยม Daiso ที่ในเมืองไทย สินค้าทุกชิ้นราคา 60 บาท แต่ Daiso ที่ญี่ปุ่น เป็นร้าน 100 เยน สินค้าทุกชิ้นราคา100 เยน เราเพลิดเพลินที่ร้านนี้นานเป็นพิเศษ ได้ของที่ระลึกหลายอย่างที่แตกต่างจาก Daiso ที่ในเมืองไทย Made in Japan ซะด้วย

เราสั่งลากันที่ย่านฮอนโดริจนดึก พรุ่งนี้เราต้องกล่าวคำอำลาฮิโรชิมาอย่างเป็นการแล้ว

ซาโยนาระ...