เยือน "หุบป่าตาด" ดินแดนไม้ดึกดำบรรพ์

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

คำพื้นเมืองทางภาคเหนือเรียกต้นตาดว่า มะต๋าว หรือ ต๋าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อะเร็นกา พินนาตา (Arenga pinrata) เป็นพืชตระกูลปาล์มลำต้นสูงไม่มีกิ่งก้านสาขา มีข้อปล้อง มีหนามติดอยู่ตามข้างก้านใบ ลักษณะเช่นเดียวกับใบมะพร้าว นิยมนำมาใช้ใบตาดมุงหลังคากั้นฝาบ้าน ก้านใบนำมาเหลารวมทำไม้กวาด เส้นใยที่ลำต้นใช้ทำแปรง ยอดอ่อนที่ขั้วหัวใช้กินแบบผักสด หรือดองเปรี้ยวเก็บไว้แกงส้ม แกงกะทิ เนื้อในเมล็ดนำมาเชื่อมน้ำตาล รับประทานกับไอศกรีมหรือน้ำแข็งไส

ที่ตำบลทุ่งนางาม จังหวัดอุทัยธานี มีดินแดนสวยงามคล้ายป่าดึกดำบรรพ์ เป็นหุบเขาที่มีโพรงถ้ำ หินงอก หินย้อยสวยงาม มีต้นตาด หรือ ต๋าวขึ้นอยู่มากมายจนเรียกกันว่า "หุบป่าตาด" ด้วยความสวยงามแปลกตานี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงยกให้เป็นอันซีนไทยแลนด์ ในปี 2547ค่ะ การเดินทางไปหุบป่าตาดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 333 ผ่านอำเภอหนองฉาง ต่อด้วยทางหมายเลข 3438 ไปอำเภอลานสักอีก 21.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตามทางลาดยางอีก 6 กิโลเมตร ก็ถึงหุบป่าตาด เส้นทางนี้เป็นแนวเทือกเขาไม่สูงมาก ทิวทัศน์ข้างทางเป็นไร่อ้อยสลับกับทุ่งข้าวโพดดูเพลินตาไปตลอดทางค่ะ

หุบป่าตาดนั้นเคยเป็นถ้ำมาก่อน แต่หลังคาถ้ำได้ยุบตัวกลายเป็นหุบ (บ่อ) กลางภูเขาจำนวน 2 ห้อง มีเนื้อที่รวมประมาณ 2 ไร่เศษ มีขอบบ่อสูงถึงราว 150-200 เมตร นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกโดยเฉียบพลัน ทำให้หลังคาถ้ำถล่มลงมากลายเป็นบ่อในหุบเขา เพราะมีข้อจำกัดเรื่องแสงแดด ต้นไม้จึงเติบโตขึ้นได้ในบางพันธุ์ อย่างเช่น พืชจำพวกตาดที่นกหรือลิงนำผลของมันมากินแล้วทิ้งมูลพร้อมเมล็ดตาดลงไปในหุบเขา ทำให้เจริญงอกงามเป็นต้น และกลายเป็นป่าทึบในที่สุดค่ะ

หุบป่าตาดถูกค้นพบโดย พระครูสันติธรรมโกศล (หลวงพ่อทองหยด) เจ้าอาวาสวัดถ้ำทอง เมื่อ พ.ศ.2522 พระครูได้ปีนลงไปในหุบเขานี้ พบว่ามีต้นตาดเต็มไปหมด จึงเจาะปากถ้ำเพื่อเป็นทางเข้า ในพ.ศ.2527 ต่อมากรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ เพราะที่นี่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แปลกและมีพันธุ์ไม้หายาก อยู่ในความดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถ้ำประทุน และมีการจัดทำเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 700 เมตร

ก่อนเดินขึ้นไปสำรวจดินแดนมหัศจรรย์ แห่งนั้น ต้องเริ่มต้นจากการซื้อตั๋วกันก่อนค่ะ เพราะที่นี่อยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน ซึ่งมีเวลาทำการตั้งแต่ 08.00-17.00 น. ค่าธรรมเนียมชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท พร้อมมีมัคคุเทศก์น้อยคอยนำทาง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของหุบป่าตาด และแนะนำพืชพรรณไม้แปลกตาให้คุณชมตลอดทาง อยากให้คุณๆช่วยกันสนับสนุนน้องไก๊ด์เหล่านี้ เพราะรายได้ที่แล้วแต่เราจะให้นั้น น้องๆนำไปดูแลครอบครัวและใช้จ่ายเป็นทุนการศึกษา ทั้งระยะทางที่น้องไก๊ด์พาคุณขึ้นลงในแต่ละเที่ยวไม่ใช่หมูๆ น้องตัวเล็กบางคนวัยไม่ถึง10ขวบแต่เดินขึ้นๆลงๆวันละ2-3รอบทุกเสาร์-อาทิตย์ อย่างสดชื่นเข้มแข็ง น่าสนับสนุนน้องจริงๆค่ะ

หลังจากจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมและเลือกตัวมัคคุเทศก์น้อยกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินตาม น้องขึ้นบันไดไปประมาณ200เมตร เพื่อไปยังจุดที่เป็นปากถ้ำที่เป็นทางเดินเข้าหุบป่าตาด ภายในถ้ำมืดมากค่ะ ได้อาศัยแสงไฟนำทางจากเด็กชายตัวเล็กๆ เดินตามกันไปไม่นานนัก ก็ถึงบริเวณปากถ้ำ ซึ่งเป็นปล่องขนาดใหญ่ มีแสงส่องลงมา มองเห็นความงดงามของหุบผาและป่าตาดที่อยู่เบื้องหน้า ผู้ร่วมทางไม่รอช้า คว้ากล้องมากดถ่ายภาพกันอย่างไม่ยั้งมือเลยเชียว มีทางเดินเป็นขั้นบันได ลงไปให้ชมบริเวณก้นหุบซึ่งมีต้นไม้ใหญ่น้อยนานาพันธุ์ขึ้นแซมกันอยู่มากมาย หากเหนื่อยนัก ก็มีจุดให้แวะพักชมวิวกันเป็นระยะๆ บรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การเดินชมธรรมชาติจริงๆ

ที่นี่มีไม้หายากหลากหลายพันธุ์ เช่น ปอหูช้าง เป็นพืชที่กินแร่ธาตุจากหินเป็นอาหารเลี้ยงรากและลำต้น จนทำให้รากมีความแข็งแรงชอนทะลุหินได้ ไม่ใช้ดินในการเจริญเติบโต ยมป่า เป็นพืชชนิดหนึ่งพบเห็นในหุบป่าตาด กากหมากตาฤๅษี มีชื่อพื้นเมืองคือว่านดอกดิน (สระบุรี) และเห็ดหิน (เลย) เห็ดแชมเปญ เห็ดถ้วยชมพูลักษณะ เป็นรูปถ้วย สีชมพูสด (อมส้มแดง) สีข้างในสดกว่าสีด้านนอก ก้านสีขาว ขึ้นเป็นดอกเดี่ยว อยู่เป็นกลุ่มๆตามขอนไม้ที่ผุพัง เต่าร้าง เปล้า คัดค้าวเล็ก และต้นไทรที่ถือกันว่าเป็น "นักบุญแห่งป่า นักฆ่าแห่งพงไพร" เนื่องจากว่าไทรเกิดและเกาะกินอาหารและน้ำจากต้นไม้อื่นเพื่อเจริญเติบโต จนต้นไม้ที่ไทรเกาะนั้นตายไป แต่ไทรก็เป็นต้นไม้ที่ให้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตของสัตว์อื่นๆในป่าด้วยเช่นกัน

บริเวณหุบเขามีลักษณะคล้ายป่าดงดิบ มีความชุ่มชื้นสูง เพราะมีเขาหินปูนสูงชันล้อมรอบ แสงส่องถึงพื้นได้เฉพาะตอนเที่ยงวัน การเที่ยวหุบป่าตาดเวลาที่เหมาะสมควรเป็น 10.00-12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แดดส่องแสงลงไปในหุบได้มากที่สุด ทำให้เห็นประกายแวววับจากเพดานถ้ำ จากหินงอกหินย้อยในโพรงถ้ำหุบป่าตาดได้สวยงาม มุมที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันคือบริเวณ "ม่านหินย้อย" เป็นผาหินที่ย้อยตัวลงมาแทบจรดพื้นด้านล่าง มองด้านข้างเหลื่อมสลับกันคล้ายคลื่นของผ้าม่าน และจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาดชมคือ หินที่ประทับ ด้วยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2543 หินก้อนนี้เคยเป็นที่ประทับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จฯไปหุบป่าตาด

ถ้าคุณมาเที่ยวหุบป่าตาดในฤดูฝน อาจโชคดีได้พบ "กิ้งกือมังกรสีชมพู" (shocking pink millipede) พ.ศ.2550 ศาสตราจารย์เฮนริค อิงฮอฟ (Henrik Enghoff) ชาวเดนมาร์กผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งกือของโลก ได้มาพบกิ้งกือพันธุ์นี้ ให้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Desmoxytes purpurosea จึงนำไปเผยแพร่ และได้รับการประกาศยกย่องจากมหาวิทยาลัยรัฐอะริโซนา สหรัฐอเมริกา ในปี 2551 ว่าเป็นสุดยอดการค้นพบอันดับ 3 ของโลก รองจากการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ปากเป็ดอายุ 75 ล้านปี ในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นอันดับ 2 และการค้นพบกระเบนไฟฟ้าในแอฟริกาที่มาเป็นอันดับ 1

...สำหรับหน้าฝน การเตรียมตัวไปหุบป่าตาด ควรติดยาทากันยุงไปด้วยนะคะ...