หมอบรัดเลย์กับเมืองสยาม (๓)

บันทึกวันวาร

ฮันเตอร์และกัปตันเรือปิวามัสได้ไปเยี่ยมหมอบรัดเลย์ที่บ้านตอนเย็นของวันหนึ่ง กัปตันเวลล่ามาพร้อมด้วยปืนยิงนกกาซึ่งมีชุกชุม ขณะที่บรัดเลย์และฮันเตอร์อยู่ในบ้าน กัปตันเวลล่าก็ออกไปข้างนอกเพื่อยิงนก ปรากฏว่ากัปตันถือปืนเข้าไปยิงนกพิราบสองตัวในวัด พระสงฆ์ซึ่งกำลังทำวัตรเย็นอยู่ก็กรูกันมาแย่งซากนก เกิดการต่อสู้ กัปตันถูกตีหัวและบาดเจ็บสาหัส ปืนถูกแย่งชิงไป

ฮันเตอร์ได้ข่าว เขาถือปืนไปช่วยกัปตันพร้อมกับความขุ่นเคืองแค้นอย่างรุนแรง พระสงฆ์พากันตื่นเต้น เพราะฮันเตอร์นั้นรูปร่างสูงใหญ่ แถมยังเป็นผู้มีอิทธิพล

กัปตันเวลล่าเลือดโชกมาให้บรัดเลย์ทำแผล เขาเป็นลมหลายครั้ง ฮันเตอร์ยื่นเรื่องไปที่กรมเจ้าท่า เรียกร้องให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลและขู่ว่าหากเรื่องเชื่องช้าเขาจะเอาเรื่องออกไปหน้าวังหลวง และจะยิงถล่มวัดนั้นเสีย เจ้าท่ารีบไปพบเสนาบดี

วันรุ่งขึ้น ฮันเตอร์ถือว่าตนนั้นใหญ่ มีอิทธิพล เรียกร้องให้ประหารชีวิตเจ้าอาวาสและสึกพระลูกวัดทั้งหมด เขากล่าวว่า หากไม่มีการลงโทษตามนี้ เขาจะเรียกกองทัพอังกฤษมาตั้งศาลอังกฤษในสยาม

ชาวสยามกระอักกระอ่วนใจในปฏิกิริยาของฮันเตอร์ แต่ไม่กล้าแสดงอาการออกมา ผลของการตัดสิน แทนที่จะเป็นการประหารชีวิต กลับมีการสั่งให้พระสงฆ์นั่งกลางแดด ไม่ถึงหนึ่งวัน และให้ใช้แรงงานแบบคนใช้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ

มีคำกล่าวกันในบางกอกว่า หลังอาหารเย็นแล้วถ้าฝรั่งไม่เมาก็จะเป็นเรื่องแปลก ความข้อนี้ต้องยกเว้นพวกมิชชันนารี ความที่หมอบรัดเลย์รักษาชาวยุโรปที่อยู่ในบางกอก ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมา บรัดเลย์ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องเมาหยำเป ตั้งแต่เมื่อมาอยู่สยามใหม่ๆ และยังเคยเตือนฮันเตอร์ว่า การดื่มของเขาจะพาเขาไปสู่ความหายนะ

ในที่สุด พ.ศ.๒๓๘๗ ก็เกิดเหตุจริงๆ

ฮันเตอร์เป็นพ่อค้าที่เข้ามาตั้งห้างเป็นแห่งแรกของไทย เวลานั้นการค้าฝิ่นเป็นรายได้ที่สำคัญของอังกฤษ ไม่เฉพาะในจีนเท่านั้น รวมทั้งชายฝั่งทะเลอินโดจีน (เวียดนาม) แม้จะมีพระราชโองการห้ามสูบฝิ่นในสยาม ตั้งแต่ปี ๒๓๘๒ แล้วก็ตาม แต่พ่อค้าชาวอังกฤษ รวมทั้งฮันเตอร์ก็ยังคงลักลอบค้าขายกันตามชายฝั่ง เมื่อถูกจับได้ของก็จะถูกยึด ลูกเรือชาวจีนถูกลงอาญา แต่ชาวอังกฤษก็รอดตัวไป ทั้งนี้สยามเกรงว่า อังกฤษจะมาถือเอาเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจ ครองความเป็นใหญ่เช่นที่ทำกับจีนมาแล้ว

ฮันเตอร์ก็รู้ว่าเขากำลังเสี่ยงอยู่กับอะไร เพราะเมื่อหมอบรัดเลย์พิมพ์แผ่นประกาศห้ามสูบฝิ่นให้กับทางราชการ ฮันเตอร์มาขอคำแปลเป็นภาษาอังกฤษจากหมอบรัดเลย์ นอกจากจะค้าฝิ่นเถื่อนแล้ว ฮันเตอร์ใช้ประโยชน์จากการที่สยามกลัวอังกฤษจะรุกรานสยาม เขารับใบสั่งซื้อเรือรบกลไฟปืนยาวอีก ๒๐๐ กระบอก และปืนครกมาไว้ป้องกันตัว

ทั้งเรือกลไฟ และปืนมาถึงช้า ระหว่างนี้ฮันเตอร์ก็ส่งมอบปืนใหญ่กว่าร้อยกระบอกที่ขายให้กับพระเจ้าแผ่นดิน แล้วลงเรือไปอังกฤษเพื่อซื้อเครื่องบิน เขากลับมาก่อนที่เรือที่สั่งซื้อจะมาถึง ตอนนี้เองที่โรค "ติดเหล้า" เล่นงานเขา

หลังจากที่ได้ฉลองวันขึ้นปีใหม่กันอย่างยืดยาวแล้ว ฮันเตอร์ก็ให้คนมาตามหมอบรัดเลย์ด่วน หมอพบว่าฮันเตอร์มีอาการพิษสุราเรื้อรังอย่างหนัก ฮันเตอร์ให้สัญญาว่าเขาจะกลับตัวและให้สัจจะ สัญญาว่าจะไม่ดื่มเหล้าต่างน้ำอีกเป็นอันขาด

สองวันให้หลังหมอบรัดเลย์ก็ได้ข่าวว่าเรือกลไฟ "เอ๊กซ์เพรส" มาถึง พร้อม กัปตันปีเตอร์ บราวน์ เรือจอดที่ปากน้ำนอกสันดอน แม้ว่าอาการป่วยจะยังไม่ทุเลา ฮันเตอร์ก็ออกไปปากน้ำ นำร่องเรือเข้ามาเทียบท่า เช้าวันรุ่งขึ้น เรือกลไฟก็แล่นทวนน้ำเจ้าพระยาขึ้นมา ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ สร้างความตื่นเต้นกันไปทั่ว ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อน เรือมาจอดเทียบท่าอังกฤษห่างจากบ้านหมอบรัดเลย์ไปประมาณ ๓๐ หลา

ฝูงชนเป็นจำนวนมากมามุงดูกันเป็นอันมากบนตลิ่งหน้าสำนักงานมิชชันนารี

ตอนอวสานความระหว่างฮันเตอร์กับพระเจ้าแผ่นดินสยามก็เกิดขึ้น เรือ "เอ๊กซ์เพรส" บรรทุกปืน ๒๐๐ กระบอก ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสั่งซื้อจากฮันเตอร์ ตั้งแต่ตอนแรก ฮันเตอร์ยืนยันว่า

"สยามจะต้องชำระค่าสินค้าทั้งหมด แม้ว่าจะได้ซื้อไปแล้วก่อนหน้านี้ร้อยกว่ากระบอก"

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นเรือที่สั่งซื้อ พระองค์ไม่ยอมรับ เพราะเรือทรุดโทรมมากเกินไป และฮันเตอร์เรียกเงินถึงห้าหมื่นเหรียญ สูงเกินไปสำหรับเรือเก่าๆ สนิมเขรอะอย่างนี้ ฮันเตอร์ขู่อย่างไร้เหตุผลหลายประการ รวมทั้งข่มขู่ว่าจะยิงระเบิดเข้าไปในพระบรมมหาราชวังด้วย

สองสามวันต่อมา ฮันเตอร์ขออนุญาตยิงสลุตวันเกิดกัปตันบราวน์ ชาวสยามเกรงว่าฮันเตอร์จะถือโอกาสตอนยิงสลุตยิงเข้ามายังวังหลวงตามที่เคยขู่เอาไว้ จึงไม่อนุญาต แต่ส่งเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งมาเชิญบราวน์และฮันเตอร์เข้าไปในวังเพื่อจะตกลงกัน เมื่อทั้งสองเข้าไปในบริเวณวังหลวง ก็ถูกเชิญเข้าไปห้องชั้นในแล้วจึงได้รับแจ้งว่า บัดนี้ทั้งสองได้ถูกควบคุมตัวไว้จนกว่าจะส่งมอบดินปืนทั้งหมดที่มีอยู่ให้ จึงจะปล่อยตัวไป ทั้งสองถูกกักอยู่ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงบ่ายห้าโมง เมื่อเห็นว่าไม่มีทางอื่นจึงมอบดินปืนให้แล้วจึงได้รับการปลดปล่อย

มาถึงตอนนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไม่พอพระทัยในความประพฤติสหายเก่าของพระองค์อย่างมาก ทั้งเรื่องขู่จะถล่มวัง และขายเรือกลไฟให้กับไซ่ง่อนศัตรูของสยาม ฮันเตอร์ถูกเนรเทศเพราะความโอหังของเขา ฮันเตอร์ไม่มีทางเลือกต้องโอนงานให้กับนายฮาร์วีย์ผู้ช่วย แล้วฮันเตอร์ก็ลงเรือ "เอ๊กซ์เพรส" ไปสิงคโปร์

ฮันเตอร์คิดจะให้บริษัทอิสต์อินเดียช่วยบังคับสยามให้ชำระค่าเสียหาย แต่ก็ต้องผิดหวัง หลังจากข้าหลวงใหญ่ประจำสิงคโปร์สอบสวนแล้วก็ตัดสินว่า สยามเป็นฝ่ายถูกและเห็นว่าฮันเตอร์เป็นฝ่ายทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างฮันเตอร์กับพระเจ้ากรุงสยาม ทำให้ฮันเตอร์ผิดหวังมากที่ไม่มีการส่งเรือรบหรือหนังสือประท้วงไปยังเมืองสยาม

เสนาบดีฝ่ายต่างประเทศตระหนักดีว่า ฮันเตอร์คงจะใช้อำนาจทุกวิถีทางที่จะชักนำเจ้าหน้าที่ของอังกฤษในสิงคโปร์ และอินเดีย จึงยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องนี้แทน เขาได้เชิญมิชชันนารีทั้งหลายเข้าไปในวัง โดยพระคลังเล่าให้ฟังว่า ฮันเตอร์และคนยุโรปชาติอื่นๆทำการค้าฝิ่นทางชายฝั่งสยามมาหลายปีแล้ว จับเรือเมล์เคลื่อนที่เร็ว (เรือเร็ว) ที่มีลูกเรือคนจีนที่ค้าฝิ่นเถื่อนเป็นโจรสลัด ฆ่าคนตายและปล้นได้บ่อยๆ และเมื่อจับคนจีนที่มีฝิ่นไว้ในครอบครองได้ในบางกอก พวกนี้ก็สารภาพว่าซื้อมาจากนายฮันเตอร์ หรือสายของเขาหลายครั้ง

เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ คนจีนก็จะต้องอาญา ของกลางถูกยึด แต่ไม่เอาความกับฮันเตอร์เพราะเขาเป็นคนอังกฤษ เสนาบดีต่างประเทศบอกคณะมิชชันนารีว่า หลังจากที่ยึดจับเรือเมล์ชายฝั่งได้ลำหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสยามเสียชีวิตไปหลายคน ฮันเตอร์เรียกร้องให้ปล่อยลูกเรือและคืนของที่ยึดเอาไว้ รัฐบาลสยามถือว่าเป็นการแสดงความโอหังอย่างให้อภัยไม่ได้ อีกทั้งนายฮันเตอร์ยังลักลอบขนน้ำตาลออกโดยไม่ชำระอากรขาออก

คณะมิชชันนารีสรุปว่า ฮันเตอร์ล่วงละเมิดมิตรภาพกับพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยามอย่างหุนหันและอกตัญญู ทั้งคณะโล่งใจที่ฮันเตอร์ออกจากเมืองไปเสียได้

ต่อมาฮันเตอร์ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาสยามกับเรือลำหนึ่งเพื่อขนทรัพย์สมบัติที่เขาเอาไปไม่ทันในคราวนั้น ทำให้รู้ว่าเขาทำตามที่ขู่ได้อย่างหนึ่ง คือขายเรือ "เอ๊กซ์เพรส" ให้กับญวน พร้อมกับปืนทั้งหมดในราคาเดียวกันกับที่เขาเรียกจากสยาม หลังจากนั้นเขาก็เช่าเรือใบสามเสาลำหนึ่งกลับมาบางกอก โดยหวังว่าคนสยามคงจะลืมเรื่องในอดีตกันไปแล้ว และคงได้รับอนุญาตให้อยู่ในสยามได้อีกครั้ง

เสนาบดีต่างประเทศมิตรเก่าของเขา ต้อนรับฮันเตอร์อย่างเย็นชา เขาได้รับคำถามว่า

"กลับมาทำไม?"

ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า "กลับมาดูแลทรัพย์สิน" เสนาบดีต่างประเทศ ตอบกลับไปว่าเป็นที่รู้กันในบางกอกว่าลูกน้องของฮันเตอร์ไปกล่าวโทษพระเจ้าอยู่หัวถึงกัลกัตตา อินเดีย แต่คนอย่างฮันเตอร์นั้น ตัวเล็กเกินกว่าที่ข้าหลวงแห่งเบงกอลจะสนใจ พระคลังแนะนำว่าเมื่อฮันเตอร์ขายเรือกลไฟให้กับญวน ก็ควรจะไปอยู่เสียที่นั่นเลย พระคลังกล่าวว่า สยามนั้นไม่กลัวญวน พร้อมกับท้าให้ฮันเตอร์ขายเรือให้กับญวนอีกลำ

เมื่อฮันเตอร์ขออนุญาตนำเรือใบกลับไปยังสิงคโปร์ ก็ได้คำตอบว่า ถ้าฮันเตอร์ไม่ลงเรือไปด้วย ก็จะไม่ได้รับใบอนุญาต ฮันเตอร์ต้องยอมทำตาม และต้องเดินทางออกไปอีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนไป เขาได้รับอนุญาตให้กลับมาพร้อมกับเรือใหญ่ เพื่อว่าจะได้ขนสินค้าของเขาไปสิงคโปร์ เขากลับมาพร้อมกับเรือสินค้า หมอบรัดเลย์ได้พบเขาเป็นครั้งสุดท้าย ฮาร์วีย์และเฮย์ทำธุรกิจต่อไปอีก ๒-๓ ปี ก็เลิกราไป สู้คนจีนไม่ได้

ฮันเตอร์ปลดเกษียณ ไปมีชีวิตบั้นปลายในอังกฤษ และไปเสียชีวิตที่นั่นในปี ๒๓๙๑ ภรรยาฮันเตอร์ยังคงอยู่ในบางกอก ลูกชายคนโตชื่อโรเบิร์ต ทำงานเป็นล่ามให้กับอัครเสนาบดีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ อีกหลายปี แต่ก็เป็นเรื่องเศร้าที่โรเบิร์ตเจริญรอยตามพ่อที่ชอบดื่มสุรา เขาตายอย่างกะทันหันในคืนวันหนึ่งในปี ๒๔๐๘ หลังจากดื่มเหล้าติดต่อกันมาหลายคืน เข้าใจว่าพลัดตกจากหน้าบ้าน และจมน้ำตาย

 

เจ้าฟ้ามงกุฎ

วันหนึ่งหลังจากที่หมอบรัดเลย์ มาถึงบางกอกได้ประมาณ ๙ เดือน ก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯเจ้าฟ้ามงกุฎเป็นครั้งแรก พระองค์รับสั่งให้ทำการรักษาที่วัดของพระองค์ หมอบรัดเลย์นำภรรยาไปด้วย ทั้งๆที่คิดว่าอาจจะยุ่งยากต่อการเบิกตัวเข้าเฝ้าฯ และอยากจะลองทดสอบละเมิดประเพณีธรรมเนียมดูว่า คนอเมริกันแยกให้เห็นว่า ผู้หญิงต่ำต้อยกว่าผู้ชาย และเมื่อถึงเวลานั้น หมอบรัดเลย์ก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง การเข้าเฝ้าฯไม่ต้องหมอบคลานตามราชประเพณี เจ้าฟ้าทรงพระผนวชเป็นพระสงฆ์และให้คนอเมริกันเช่นหมอบรัดเลย์ และภรรยานั่งบนเก้าอี้ แล้วพระองค์ก็ประทับนั่งบนเก้าอี้ ตรงข้ามกับสองสามีภรรยา

สังเกตดูพระองค์ดูเหมือนว่า มิได้ทรงกังวลพระทัยแม้แต่น้อยที่มีผู้หญิง เช่น แหม่มบรัดเลย์เข้าเฝ้าฯอยู่ด้วย

หลังจากการเข้าเฝ้าฯครั้งนั้นไม่นานก็ได้มีการแจ้งข่าวด่วนจากเจ้าฟ้าจุฑามณีให้ไปเข้าเฝ้าฯพระเชษฐา เรือลำเล็กมารับหมอบรัดเลย์ไป เจ้าฟ้าฯเสด็จฯตามมาในเรือพระที่นั่ง ติดๆที่วัดมีผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนมากมาเยี่ยมพระราชาคณะ เจ้าฟ้าจุฑามณีและพระอนุชาที่ทรงเป็นแพทย์ประทับอยู่รวมกันรออยู่กับหมอบรัดเลย์ รออยู่ร่วมชั่วโมง เจ้าฟ้ามงกุฎที่ทรงพระประชวรอยู่จึงเสด็จออกมาและประทับบนพระเก้าอี้ข้างๆหมอบรัดเลย์ พระอนุชาและคนอื่นๆหมอบลงต่อหน้า หมอบรัดเลย์มิได้ถูกห้ามนั่งบนเก้าอี้ ไม่มีใครคัดค้าน และดูเหมือนว่าทุกๆคนจะยอมรับให้หมอบรัดเลย์นั่งบนที่สูงเช่นนั้น

หมอบรัดเลย์เห็นว่าทรงพระประชวรหนักที่พระกรรณข้างขวา ทำให้พระพักตร์ด้านขวาหย่อนและพระโอษฐ์ถูกดึงเบี้ยวไปทางซ้าย เวลาที่จะทรงเอื้อนพระโอษฐ์ต้องทรงดึงพระโอษฐ์ด้านขวาไว้ตลอด พระเนตรขวาบวมออกมาเพราะโลหิต หนังพระเนตรหย่อนเล็กน้อย มีฝีที่ใต้พระกรรณขวาด้วย

พระองค์ทรงได้รับการถวายพระโอสถแบบพื้นบ้านและการใช้พระโอสถแบบพื้นบ้าน หมอบรัดเลย์ใช้เวลาหว่านล้อมทั้งคนไข้และหมอพื้นบ้านเพราะหมอพื้นบ้านว่าเป็นโรคลมนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล

องค์ผู้ประชวรและพระอนุชาทรงเข้าพระทัยในสิ่งที่หมอบรัดเลย์พยายามถวายคำแนะนำ และต้องใช้เวลานานกว่าจะให้แพทย์ท้องถิ่นเชื่อแพทย์สยาม ไม่ค่อยจะยอมล้มเลิกความคิดฝังใจเรื่องโรคลมไปง่ายๆ จากนั้นก็ชี้แจงถึงสาเหตุของโรค ซึ่งก็ได้ผล ทุกคนที่ได้ฟังมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และจะทรงยอมเลิกใช้แพทย์ชุดเดิมและให้หมอบรัดเลย์รักษาแต่ผู้เดียว

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา เจ้าฟ้าฯทรงมีลายพระหัตถ์มาถึงหมอบรัดเลย์ว่า พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้แพทย์หลวงถวายการรักษาแต่เพียงผู้เดียว โดยสัญญาว่าจะรักษาได้ภายในสิบวัน เจ้าฟ้าฯทรงมีลายพระหัตถ์มาว่า พระองค์ได้กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า "หมอบรัดเลย์ได้ถวายการรักษา และถวายพระโอสถที่ทำให้มีสุขภาพดีขึ้นในหลายๆทาง และอาการประชวรก็ทุเลาลงไปแล้ว"

เจ้าฟ้าฯขอให้หมอบรัดเลย์ยอมให้พระองค์ทำตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัว และหากว่านายแพทย์สยามไม่สามารถรักษาเจ้าฟ้าฯได้ภายในระยะเวลาที่สัญญาไว้ พระองค์ก็จะขอให้หมอบรัดเลย์กลับไปรักษาอีก