เกมแห่งอำนาจ

ประชาธิปก ปร.

"...ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าทั้งหลายแต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร"

พระราชบันทึกที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาด้วยพระองค์เองเพื่ออรรถาธิบายถึงเหตุผลในการตัดสินพระทัยสละราชสมบัติถูกนำมาฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ที่เปี่ยมไปด้วยขันติบารมีความเสียสละแต่ก็ทรงไว้ซึ่งความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กลายเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งของบ้านเมืองในเวลาที่ต้องก้าวข้ามผ่านอำนาจการปกครองบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หวนคืน

หลังจากคณะราษฎรเข้ายึดอำนาจการปกครองจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระมหากษัตริย์ที่เคยทรงพระราชอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาทรงเป็นพระประมุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ท่ามกลางความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาลหลายชุดตลอดเวลาหนึ่งปีแปดเดือนเศษ จาก 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ถึงวันสละราชสมบัติ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477

รัฐบาลชุดแรกเรียกหัวหน้ารัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดาว่า ประธานคณะกรรมการคณะราษฎร หลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10ธันวาคม พ.ศ. 2475แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแต่งตั้ง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย แต่ต่อมารัฐบาลชุดนี้ได้เกิดการแตกแยกกับคณะราษฎรที่เข้ายึดอำนาจการปกครอง เนื่องจากฝ่ายหนึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างรุนแรง อีกฝ่ายต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างนุ่มนวล ให้กษัตริย์เป็นประมุขและเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนต่อไป

ครั้นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เสนอสมุดปกเหลืองอันเป็นเค้าโครงเศรษฐกิจที่จะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์ว่าโครงการมีลักษณะเหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์รัสเซีย จนทำให้ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ถูกกล่าวหาว่านิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ และต้องเดินทางออกนอกประเทศไปพำนักที่ฝรั่งเศส เป็นเหตุให้ พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎรซึ่งร่วมกันปฏิวัติมาด้วยกันกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมไม่พอใจรัฐบาล จึงเข้ายึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 รัฐบาลชุดพระยามโนปกรณ์จึงต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปโดยปริยาย พระยาพหลพลพยุหเสนาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งต่อมาคือ นายปรีดี พนมยงค์ ร่วมเป็นรัฐมนตรีด้วย

รัฐบาลชุดนี้ได้เกิดกบฏบวรเดชขึ้นมา โดย พระองค์เจ้าบวรเดช กับ พระยาศรีสิทธิสงคราม กับพวกได้นำกำลังทหารจากต่างจังหวัดเข้ายึดกรุงเทพฯได้บางเขตอ้างเหตุผลว่าคณะราษฎรได้บีบบังคับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มากมาย ถึงกับมีคนจะฟ้องร้องพระองค์ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรง บังคับให้ส่งตัวพระยาพหลฯ กับนายปรีดีต่อกลุ่มกบฏ รัฐบาลแต่งตั้งให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าปราบกบฏจนพ่ายแพ้ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2476

รัฐบาลชุดที่ 3 เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ส.ส.ในเดือนธันวาคม 2476 แม้จะเป็นผลให้รัฐบาลชุดพระยาพหลพลพยุหเสนาต้องสิ้นสุดลง แต่พระยาพหลฯก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง มีการดำเนินคดีกับพระองค์เจ้าบวรเดชกับพวกฐานกบฏ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ไม่ให้ประหารชีวิตพวกกบฏ พระองค์เสด็จไปประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษเพื่อไปรักษาพระเนตร และทรงแต่งตั้ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หลังจากกบฏบวรเดชประมาณ 5 เดือน ก็ทรงสละราชสมบัติ

ผู้ที่ได้มีโอกาสอ่านบันทึกฉบับเต็มของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเขียนที่บ้านโนล เมืองแครนลี่ ประเทศอังกฤษ อันเป็นที่ประทับในบั้นปลายพระชนมชีพ จะเข้าใจถึงความเป็นไปในบ้านเมืองเวลานั้นและอาจจะเข้าใจมาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

บันทึกนั้นระบุชัดเจนว่า เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหาร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แล้วได้มีหนังสือมาอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระองค์ได้รับคำเชิญนั้นเพราะเข้าใจว่าพระยาพหลฯกับพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอย่างประเทศทั้งหลายซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้นเพื่อให้ประชาราษฎรได้มีสิทธิ์ที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่างๆอันจะเป็นผลเสียแก่ประชาชนทั่วไป พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้วและกำลังดำริที่จะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปแบบนั้นโดยมิได้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง...แต่โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไปและมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง และจากรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับเห็นได้ว่า อำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่างๆนั้นจะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการและผู้ที่จะสนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกแก่ผู้อื่นซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือก เมื่อพระองค์ทรงร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริง เพื่อให้เป็นที่พอใจของประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุมอำนาจอย่างบริบูรณ์ก็ไม่ยินยอม ทรงร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการและนโยบายอันสำคัญมีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 แล้ว เสด็จฯไปประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษและเสด็จสวรรคตในเวลาอีก 7 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 ด้วยพระหทัยพิการ ด้วยพระชนมายุ 48 พรรษา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ทรงสละราชสมบัติ และเสด็จสวรรคตที่ต่างประเทศเยี่ยงสามัญชน ทรงไร้รัชทายาท ทรงเป็นพระราชาผู้ไร้ราชบัลลังก์ แต่ทรงรักอาณาประชาราษฎร และมีพระประสงค์ที่จะเห็นสิทธิเสรีภาพเกิดขึ้นในหมู่มวลชนอย่างแท้จริงจึง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ได้รับการขนานนาม พระบิดาแห่งประชาธิปไตย

เกมแห่งอำนาจยังคงหมุนไปไม่สิ้นสุด แม้จะไม่มีผู้ใดยึดครองมันไว้อย่างยั่งยืนนิรันดรตลอดไปก็ตาม แต่อำนาจยังคงเปลี่ยนมือจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นวัฏจักรเช่นเดิมเสมอ ในทุกยุคทุกสมัย