เวลาคือชีวิต

สิ่งที่ฉันกลัวที่สุด ไม่ใช่การไม่มีเงิน แต่คือการไม่มีเวลา
ภาพยนต์และวรรณกรรม

แม่เปรยกับฉันทุกวัน ว่าถ้าฉันเปิดร้านถึงตอนค่ำ ร้านจะขายดี ไม่ต้องเปิดจนดึกก็ได้ เอาแค่ทุ่มสองทุ่มก็พอ 

ส่วนแพร์คิดว่าน่าจะเปิดเฉพาะมื้อเย็นยาวจนถึงเที่ยงคืน เพราะเราจะได้เงินจากอาหารเย็นมากกว่าอาหารกลางวัน ลูกค้ามีเวลากินดื่มโดยไม่ต้องกังวลเรื่องงาน อีกทั้งมื้อเย็นเป็นมื้อที่เรามักใช้สำหรับการฉลอง

แม่กับแพร์พูดถูก และเป็นความคิดที่ดีต่อธุรกิจ

ถ้าเจ้าของธุรกิจมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ขายดี มีกำไร และสุดท้ายก็คือมีเงิน ซึ่งนั่นไม่ใช่ฉัน

ทุกครั้งที่แม่กับแพร์แนะนำ ฉันได้แต่เลี่ยงบาลี ไม่ตอบตรงๆ ไม่อธิบายเหตุผล ใช่ว่าฉันอยากเป็นคนเข้าใจยาก แต่นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากจริงๆ แม้เราจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

ฉันรู้ว่า ทุกครั้งที่ฉันเริ่มอธิบายตัวเองกับแม่และน้อง ฉันก็จะเริ่มดูงี่เง่า (และไม่เอาไหน)

ไม่มีใครผิดใครถูก เรามีตาชั่งคนละเครื่อง แว่นตาคนละอัน เราให้คุณค่าของทุกสิ่งแตกต่างกัน ความงามของเราก็ต่างกัน และสุดท้ายความหมายในชีวิตของเราก็ต่างกัน 

ดังนั้น แทนที่จะอธิบาย ฉันจึงบอกแม่กับน้องว่า ค่อยๆดูกันไป ค่อยๆทำ ค่อยๆคิด แล้วค่อยว่ากัน 

แล้วฉันก็เอาภาพยนตร์เรื่อง In Time ให้แม่กับน้องดู แอบหวังลึกๆ (ลึกสุดใจ) ว่าหนังจะช่วยอธิบายคุณค่าของบางสิ่ง แล้วแม่กับแพร์จะได้เลิกเซ้าซี้ให้ฉันเปิดร้านตอนกลางคืน

In Time เป็นหนังแฟนตาซี ว่าด้วยโลกที่ใช้จ่ายทุกสิ่งด้วยเวลา อาหาร เสื้อผ้า รถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่การพนัน ก็ต้องจ่ายด้วยเวลา 

ในหนังเรื่องนี้ไม่มีคนใช้เงิน ไม่มีใครหาเงิน ไม่มีใครต้องการเงิน

สิ่งที่ทุกคนต้องการคือเวลา

มนุษย์หยุดแก่เมื่ออายุ ๒๕ เราจะมีหน้าตาอย่างนั้นตลอดชีวิต แต่นับจากวันที่เราอายุเต็ม ๒๕ เวลาของเราก็เริ่มน้อยลง ทุกคนมีนาฬิกาชีวิตอยู่บนแขนซ้าย เริ่มต้นจากหนึ่งปี และเป็นนาฬิกาที่เดินถอยหลัง เดินไปสู่เลข ๐ (หมดเวลา) ซึ่งหมายถึงความตาย

หลังวันเกิดปีที่ ๒๕ วิลล์ ซาร์ลัส ใช้เวลาหนึ่งปีที่ติดตัวมาหมดอย่างรวดเร็ว บ้านของเขามีหนี้สินกองใหญ่ พ่อตายตั้งแต่เด็ก เขากับแม่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตแบบหา (เวลา) เช้า กินค่ำ เขาไม่เคยเหลือเวลาบนแขนมากกว่า ๑๐ วัน 

จนกระทั่งเขาได้พบเฮนรี่ ผู้มาจากอีกฟากหนึ่งของเมือง ที่นั่นทุกคนร่ำรวย (เวลา) และใช้ชีวิตอย่างหรูหรา คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างลำบากยากแค้น อยู่วันต่อวัน แต่คนกลุ่มน้อยนิดกลับอยู่อย่างสุขสบาย และเป็นอมตะ

โลกไม่มีความยุติธรรม (แม้แต่ในหนังแฟนตาซี) หลังวิลล์ได้เวลาร้อยกว่าปีจากเฮนรี่ เขาจึงเดินทางข้ามเขตไปยังถิ่นคนรวย เพื่อทวงความยุติธรรมให้สังคม

วิลล์รู้จักกับซิลเวีย-ลูกสาวมหาเศรษฐี พ่อของซิลเวียมีเวลามากพอจะควบคุมระบบเวลาทั้งระบบ แล้วทั้งสองก็เดินหน้าปล้นเวลาจากคนรวยมาแจกจ่ายให้คนจน ในที่สุดระบบเวลาก็ล่มสลาย

ตอนที่แม่กับแพร์เอาแผ่นหนังมาคืน ฉันถาม "หนังเป็นอย่างไรบ้าง สนุกมั้ย"

ทั้งสองตอบคล้ายๆกัน "สนุกดี แปลกดี" 

ฉันรอว่าแม่หรือแพร์จะพูดอะไรออกมาอีก แต่ไม่มีใครพูด 

ฉันจึงถามนำ "ไม่รู้ทำไม คนในหนังถึงต้องการแต่เวลา"

"ก็เขาใช้เวลาซื้อทุกอย่าง เวลาสำคัญที่สุด" น้องสาวตอบ เธอมองหน้าฉัน ก่อนเดินจากไป 

เย้...เธอเพิ่งพูดคำว่า "เวลาสำคัญที่สุด" 

สำหรับฉัน เวลาไม่ใช่แค่สำคัญที่สุด แต่เวลาคือชีวิต ทุกครั้งที่ฉันจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ฉันมักคิดย้อนกลับไปตอนที่ฉันลาออกจากธนาคาร ฉันไม่ได้มีปัญหากับการทำงาน แต่ฉันไม่ค่อยพอใจที่เราต้องอยู่ในธนาคารนานเกินไป บางวันถึงสองสามทุ่ม มีหัวหน้าฝ่ายคนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยมสาขาเราที่เชียงใหม่ เขาบอกว่า ธนาคารไม่ได้จ้างคุณแค่ ๘ หรือ ๑๐ ชั่วโมง แต่ธนาคารจ้างคุณวันละ ๒๔ ชั่วโมง หลังเดินออกจากธนาคารตอนเย็น คุณต้องเอาเวลาที่เหลือไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานในวันพรุ่งนี้ ได้ยินดังนั้น ฉันจึงลาออกมาทำงานศิลปะ เพื่อจะได้มีเวลา (ของฉันเอง)

ฉันมักบอกใครต่อใครเสมอ ว่าฉันร่ำรวยเวลา แล้วฉันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันอาจไม่มีเงินมากมาย แต่ฉันมีเวลาทำอาหารให้ตัวเองกิน มีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ และที่สำคัญ มีเวลาได้อยู่เฉยๆ นั่งนิ่งๆ 

สิ่งที่ฉันกลัวที่สุด และจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นกับฉัน ไม่ใช่การไม่มีเงิน แต่คือการไม่มีเวลา

ไม่ว่าทำอะไร ฉันจะเอาเวลาเป็นตัวตั้ง 

แม่กับน้องอาจคิดว่าฉันเพ้อเจ้อ ถ้าฉันบอกพวกเธอว่า ฉันตัดสินใจรับทำร้านอาหารต่อจากแพร์ก็เพราะฉันมีเวลาเหลือ และมีความสุขหากได้ใช้เวลาที่เหลือทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ฉันชอบพบปะผู้คน ชอบทำอาหารมาก การทำร้านอาหารจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะเจาะ

แต่ถ้าฉันเปิดร้านจนถึงสามทุ่ม ร้านอาจทำเงินมากขึ้นอีกสองเท่า แต่ฉันคงไม่มีเวลาสำหรับวิ่ง อาบน้ำช้าๆ อ่านหนังสือ และนั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะเขียนอะไร เขียนอย่างไร นั่นย่อมไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการ

เราไม่ต้องทำงานหนัก เพื่อแลกมาซึ่งเวลาอีกหนึ่งวันเหมือนวิลล์ในหนังเรื่อง In Time เราทุกคนมีเวลาอยู่แล้ว มีวันละ ๒๔ ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเรา ว่าจะจัดสรร ๒๔ ชั่วโมงนั้นอย่างไร เพื่อสิ่งใด

สำหรับฉัน ๒๔ ชั่วโมง คือชีวิต มันมีค่าเหลือเกินที่ได้มีชีวิตอีกวัน ที่ได้เห็นดอกไม้บาน ที่ได้พูดคุยกับเพื่อน ได้ทำงานที่ตัวเองรัก 

ฉันจะไม่ยอมเสียมันไป โดยไม่ได้ย้อนถามตัวเอง ว่าสิ่งใดสำคัญต่อฉันที่สุด คำตอบยังคงเดิม นั่นคือเวลา

เราไม่มีวันรู้ว่าเวลาจะหมดลงเมื่อไร แต่อย่างน้อยฉันก็มีวันนี้ มีตั้ง ๒๔ ชั่วโมง และฉันขอใช้คำพูดของวิลล์ ซาร์ลัส "หนึ่งวัน...ทำอะไรได้ตั้งเยอะ"