พุฒิชัย เกษตรสิน...

ผู้ชายมีดีระดับพรีเมี่ยม
สัมภาษณ์บันเทิง

ก็เค้าว่ากันว่า...เพราะด้วยมีหน้าตาที่หล่อเหลา หุ่นกายที่ล่ำบึก พูดจาได้อย่างคล่องแคล่ว หรือมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี ที่ได้มาส่งเสริมให้กับ พุฒิชัย เกษตรสิน หรือ ดี.เจ.พุฒ ให้เป็นที่น่าจับตามองในขณะนี้ แต่ผมว่านะ...เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลดังที่กล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าตา รูปร่าง หรืออุปนิสัย อาจเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะด้วยหลังจากที่ได้มีโอกาสคุยอย่างกันเอง เค้ายังมีมุมความคิดในระดับพรีเมี่ยมเชียวละ

เกี่ยวกับการเริ่มต้น

ผมเริ่มเป็นพิธีกรมาก่อน รายการโอไอซีครับ สตาร์ทอันดับแรกในวงการ จากนั้นเป็นดี.เจ. ที่คลื่นฮอตเวฟ และเป็นพิธีกรกับดี.เจ.คู่กัน ระหว่างนั้นก็เล่นซีรี่ส์ ซิทคอม เอ็มวี และงานโฆษณาบ้าง พอเวลาผ่านไป...ก็ได้เข้ามาเล่นละครเต็มตัวครับ

เมื่อครั้งที่ได้มาเป็นพิธีกรนั้น เริ่มจากที่อยากเป็นดี.เจ.มากกว่าครับ แต่ก็มาจับพลัดจับผลู ได้มาเป็นพิธีกรเสียก่อน ก็คือยังไม่มีคลื่นไหนเซย์เยสกับเราเลย ในขณะที่รายการโอไอซี กำลังเฟ้นหาวี.เจ.เสิร์ชอยู่ เราก็เข้ามาประกวดกับเค้าด้วยคน ในระหว่างการประกวดอยู่นั้น ผมก็ได้ฝึกการเป็นดี.เจ.มาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษะการพูด หรือเรื่องของการเปิดเพลง ด้วยเราได้ร่ำเรียนมาด้านนิเทศน์ศาสตร์ เลยทำให้ค่อนข้างมีพื้นฐาน

สมัยเด็กๆคุยไม่เก่งนะครับ กลับเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดซะมากกว่า แม้ตอนเรียนมัธยม...ก็ยังขี้อาย หรือยังพูดไม่เก่ง เวลาพรีเซ้นท์งาน หรือพูดหน้าห้องจะไม่ค่อยกล้าแสดงออกนัก แต่จุดเปลี่ยนตอนมาอยู่มหาวิทยาลัย เพราะต้องเป็นหัวหน้าห้องด้วย แล้วได้เจอเพื่อนใหม่ๆหมดเลย ทำให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่าไม่ต้องมาอาย หรือไม่ต้องกลัว ยิ่งได้เป็นหัวหน้าห้อง เราจะต้องนำเรื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษา มาสื่อสานต่อให้เพื่อนฟังอีกห้าสิบคน ก็เลยต้องพัฒนาเรื่องการพูด และสุดท้ายเราต้องก้าวออกมาจากคำว่า "กลัว" ให้ได้ครับ

เกี่ยวกับการผลงานแรกๆ

ครั้งแรกในการเป็นพิธีกร ในการรายการทีวี พุฒยืนเป็นทรานฟอร์เมอร์ ยืนแข็งเป็นหุ่นเลยครับ (หัวเราะ) คือเราไม่ถนัดกับการอยู่หน้ากล้อง ต้องบล็อคเราเอาไว้กับหน้ากล้อง มีอายคอนแทรคกับเลนส์กล้อง ก็รู้สึกเขินและเกร็งอย่างมาก เพราะไม่มีคนมาดู ให้ความรู้สึกกลับมา สำหรับงานวี.เจ.ที่ใช้เสียงอย่างเดียว ครั้งแรกจัดรายการคลื่นวิทยุ จำได้แค่ว่า มีเวลาพูดแค่หนึ่งนาที แต่จะพูดเร็วมาก คือเรื่องหนึ่ง...สามารถพูดจบได้ ภายในเวลาหนึ่งนาที พอเวลามันตื่นเต้นขึ้นมา มักพูดเร็วและรัวไปหมดทุกอย่าง สำหรับพิธีกรภาคสนาม ถือว่าเป็นงานหิน งานยาก หรือปราบเซียนได้เลย แต่ผมกลับชอบ เพราะสามารถเล่นกับคนดูได้

ตอนนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นช่วงแรกๆ พอขึ้นเวทีก็สั่นๆ พูดไปเร็วๆรัวๆ แต่พอทำได้สักแป๊บนึง มันจะเริ่มเป็นจังหวะคนพูด หรือเป็นปกติมากขึ้น แล้วทำทุกอย่างได้ตามสคริปท์จนลืมใส่ใจคนที่มานั่งดู หรือไม่ฟังแขกรับเชิญ เวลาเราสัมภาษณ์ ซึ่งเสน่ห์พิธีกรงานอีเว้นท์ คือต้องเอาคนดูให้อยู่ หรือต้องให้คนที่มาดูเรา มีความสนุกสนานไปกับเราด้วย อาจจะเป็นการละลายพฤติกรรม หรือจะมีการแซวกัน หยอกล้อเค้า หรือพูดคุยให้รู้สึกรีแลกซ์

เกี่ยวกับการผลงานต่อๆมา

ประมาณ 4 ปีน่าจะได้ ที่ภาพพิธีกร-ภาพดี.เจ. มีความชัดเจนขึ้น อาจจะด้วยเราถ่ายแบบ ที่คนอาจไม่คาดคิดว่า อ้าว!!! ดี.เจ.พุฒมีหุ่นประมาณนี้ด้วย บางก็ว่าคนที่ขึ้นปกเป็นใคร นั่นทำให้ภาพของการเป็นดี.เจ.พุฒ ถูกพูดถึงมากขึ้นพอสมควร

ก่อนที่จะได้ถ่ายแบบ ก็มีละครซีรี่ส์...จุดนัดพบ ของ พี่ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์ ตอนนั้นกำลังจะทำละครซีรี่ส์ ก็เหมือนกับให้เด็กไปแคสต์เยอะแยะ ผมก็ไปแคสต์เหมือนกัน วันนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าคือ "พี่ตู่" ...แห่งค่ายเวฟ มีเดีย ด้วยในวงการนักแสดง เราไม่มีคอนเน็คชั่นในสายนี้เลย แต่วงการดี.เจ. หรือวงการพิธีกร...เราจะรู้จักดี แล้วก็ด้วยความเฟรนด์ลี่ ความเป็นธรรมชาติ หรืออยากทำงาน...มากกว่า ที่ทำให้ผมได้ไปเล่นซีรี่ส์ "จุดนัดพบ"

เกี่ยวกับความรู้สึกต่อผลงาน

ก็เหมือนเปิดโลกออกไปอีก เพราะได้เห็นนักแสดงที่เก่งๆ พร้อมได้เรียนรู้ไปด้วยเกี่ยวกับประสบการณ์ การเป็นนักแสดงอาชีพจากพวกเค้า ว่าการวางตัวเป็นอย่างไร การแสดงเป็นอย่างไร หรือตัวตนเป็นอย่างไร ก็ได้เกิดการเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆขึ้น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สนุกสนาน ปนความตื่นกลัว ตื่นเต้น หรือประหม่า

ยอมรับว่า การแสดงเป็นงานแรกๆที่ไม่ค่อยถนัด ด้วยไม่ได้เรียนการแสดง เหมือนอย่างคนอื่นๆที่เรียนมา ก็เพียงอาศัยว่า มีแอ็คติ้งโค้ช มาสอนบทบาทที่ได้รับ แล้วเน้นครูพักลักจำบ้าง หรือหาละครดูให้มากขึ้น พี่ตู่ก็บอกว่า...ให้ตั้งใจ สู้สู้ ทำให้เป็นธรรมชาติ แล้วระหว่างเล่นจุดนัดพบ ก็ได้เชิญไปเล่นละคร "แววมยุรา" บ้าง เพื่อให้ชิมลางงานละคร พร้อมเพิ่มประสบการณ์ให้มากขึ้น โดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างน่ารักจาก...พี่ตู่-ปิยวดี

เกี่ยวกับการเป็นพระเอก

ก็เหมือนเป็นจังหวะ และโอกาสมากกว่าครับ อยู่ในตึกแกรมมี่ฯ ทำงานมาหลายปีแล้ว เอ็กแซ็กท์...เราก็ไปสัมภาษณ์เดอะสตาร์ สัมภาษณ์พี่บี้ หรือคนนั้น คนนี้บ่อยๆ แล้วอาจจะเป็นช่วงที่พี่ๆเห็นพัฒนาการของเรา ยกตัวอย่างเรื่องบุคลิกภาพที่ดูโตขึ้น พอมีโอกาสมาแคสติ้ง ละครเรื่อง "เล่ห์นางฟ้า" และก็ได้มาเล่นละครครับ ซึ่งจริงๆเรื่องความสามารถ มันก็อาจจะยังมีแค่น้อยนิด ก็ต้องเติมเต็มในโอกาสหน้า แล้วเป็นจังหวะให้พิสูจน์ตัวเองด้วย คือมันเป็นเวลาช่วงแรกว่า ถ้าเกิดเราไป...แล้วเรารอด ก็จะได้ไปต่อเรื่อยๆ แต่ถ้ามาตรงนี้ แล้วการเป็นนักแสดง...ชัดขึ้น แต่ว่าเราเล่นแล้วไม่พัฒนาหรือเท่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยังกลัวอยู่ ผมก็คิดว่า ถ้ามันเป็นแบบนั้น ก็ต้องให้คนตัดสิน สุดท้ายถ้าเราไม่รอด เราก็ต้องถอยออกมาครับ

งานด้านการแสดง มันต่างกับการเป็นพิธีกร ที่ไม่สามารถมาใช้ด้วยกันได้เลย เป็นดี.เจ. เป็นพิธีกร ก็เป็นตัวเรา แต่พอเป็นการแสดง มันต้องเป็นตัวละคร เราก็ต้องทำการบ้านอย่างหนัก แล้วเราก็ไม่ได้มาจากนักแสดงมืออาชีพ เราต้องสลัดคราบการเป็นพิธีกรเป็นดี.เจ.ออกไปให้ได้ หรือการพูดก็จะเปลี่ยนไปจากที่เป็นพิธีกรจัดรายการ โชคดีที่ก่อนเปิดกล้อง ได้มีการมาเวิร์คช็อป เวิร์คบท เวิร์คตัวแสดง เวิร์คละลายพฤติกรรม ที่มันก็เหมือนเรียนคลาสแอ็คติ้ง ในแบบฉบับที่รวดเร็ว ก็เลยทำให้เราเริ่มเข้าใจ ในระบบการแสดงมากขึ้น

เกี่ยวกับบทบาทในละคร

พี่ผู้กำกับฯบอกว่า พี่เลือกเราเพราะ...หุ่นดี พี่อยากจะให้มาถอดเสื้อ แต่พี่เค้าพูดอย่างตลกๆ (หัวเราะ) ตอนแรกก็ไม่รู้ว่า มีซีนถอดเสื้อเยอะขนาดนี้ ตอนที่อ่านบทก็ทราบว่า มีซีนที่ต้องอาบน้ำแน่ๆ ระหว่างนั้นก็ฟิตหุ่นรอไว้ แล้วคิดว่าคงมีแค่ซีนเดียว พอถ่ายเสร็จ...รู้สึกว่าโล่งมากเลย คือชีวิตไม่ต้องมาพะวงกับเรื่องกินอาหาร ควบคู่กับการฟิตหุ่น แล้วเหมือนผู้กำกับฯติดใจมั้ง ก็เพิ่มฉากถอดเสื้อมาเรื่อยๆ (หัวเราะ) แล้วก็เหมือนกลายเป็นว่า พอละครออนปั๊บ คนจะมาเฝ้าดูกันว่า วันนี้คุณธีภพ...จะถอดเสื้อมั้ย คุณธีภพ...จะอาบน้ำมั้ย แล้วนกที่มา...จะได้ซบอกของคุณธีภพมั้ย กลายเป็นว่าคนมาเฝ้าดูเราถอดเสื้อ (หัวเราะ)

เกี่ยวกับผลงานละครต่อไป

ตอนนี้ก็มีอีกเรื่อง ที่กำลังถ่ายไปได้ครึ่งนึง เรื่องนี้จะได้เล่นคู่กับ จุ๋ย-วรัทยา คือผมก็คิดว่า จากดี.เจ. จากพิธีกร และกระโดดขึ้นมาเป็นพระเอกเลย คนที่รู้จักเรายังบอกว่า ถ้ามันเกิดหรือมีกระแส หรือเราแสดงแล้วไปรอด มันก็ได้ไปต่อนะ แต่ถ้ามาถึงตรงนี้แล้ว...ไม่รอด ก็ต้องทำใจนะ ก็อาจหายไปเลย มาเรื่องเดียว และก็หายไปเลย คือพุฒก็ทำใจไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วก็ต่อสู้เต็มที่ เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่ มีทั้งผิดหวังและสมหวัง

แต่สุดท้าย...ถ้าเรามัวมาคิดว่า โห!!! คนต้องไม่ชอบแน่เลย เราต้องได้เล่นเรื่องเดียวแน่เลย ก็กลายเป็นโฟกัสผิดจุด สุดท้ายเราก็คิดว่า โอ.เค.ตอนนี้เรามีหนึ่งเรื่อง ที่ต้องรับผิดชอบ เราก็ทำให้เต็มที่แล้วกัน เราก็เอาให้ดีที่สุด คือสุดท้ายแล้ว ถ้าเรารู้สึกว่าเราเต็มที่แล้ว คนที่เค้าดูเรา เค้าไม่รู้หรอกว่า เราเต็มที่ของเราแล้ว เรื่องจะได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ สุดท้ายเราภูมิใจ ที่เราได้ทำเต็มที่ ที่เราไม่ได้ทิ้งโอกาส ที่เราได้รับมา หรือแบบว่าไม่ใส่ใจ ความสามารถของเรา อาจมีเพียงแค่นี้ หรือเวลามันยังสั้นเกินไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ได้เล่นละครอีกเรื่องเพราะอะไร ก็คงอยากให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ คือมันอาจต้องให้เวลาคนคนหนึ่ง ในการที่ก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็คิดว่า...คงเป็นการให้โอกาสน้อง ได้ลองทำงานตรงนี้ให้เต็มที่ดู

เกี่ยวกับความแตกต่างในงาน

ทั้งสองเรื่อง...ต่างกันครับ เรื่องแรก...เล่ห์นางฟ้า คาแร็คเตอร์ต่างกับตัวเรามากเลย เราเป็นคนยิ้มง่าย พอเป็นคุณธีภพปั๊บ...นิ่งๆ ผู้กำกับฯบอกว่า ยิ้มแค่นัยน์ตาพอ ยิ้มแค่มุมปาก ยิ้มเห็นฟันไม่เอา แสดงความรู้สึกมาจากข้างใน แล้วแสดงความยิ่งใหญ่ออกมา โห!!! ถือเป็นการพัฒนาตัวเองไปด้วย แต่พอมาเรื่อง "ฝันเฟื่อง"...เป็นละครโรแมนติคที่ใกล้เคียงกับตัวเรา คาแร็คเตอร์ของ รัชรวี...ที่ค่อนข้างกะล่อน เฮฮาสนุกสนาน ร่วมถึงบรรยากาศการทำงาน ก็จะเป็นอีกฟิวหนึ่ง ที่ออกแนวสนุกสนาน เป็นเรื่องของจังหวะตัวละคร

ละคร...ฝันเฟื่อง ที่กลับมาทำใหม่ ถามว่ากลัวการเปรียบเทียบมั้ย...กลัวมากๆ คือพอรู้ว่าต้นฉบับคือ...พี่ติ๊ก ซึ่งพี่เค้า...หล่อเทพ โอ้ย!!! สาวกรี๊ด แล้วเราต้องมาเล่นบทที่พี่ติ๊กเล่นไว้ มันต้องมีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งเราทำใจไว้เลย ว่าข้อเสียของอีตาพุฒ มันมีอะไรบ้าง เมื่อไปเปรียบเทียบกับพี่ติ๊ก เมื่อสิบปีที่แล้ว โห้!!! มันเทียบกันไม่ได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบว่ามันดีไปคนละแบบ...ก็จะดีไป คือพุฒไม่เคยดู ฝันเฟื่อง...ในเวอร์ชั่นพี่ติ๊ก แล้วพอรู้ว่าจะได้เล่น ก็บอกกับผู้กำกับฯ และผู้จัดว่า เดี๋ยวจะหาฝันเฟื่องมาดู...ว่าเป็นยังไง เค้าบอกมาว่า...ไม่ต้องไปดู เค้ากลัวว่าเราจะไปจำสิ่งที่พี่ติ๊กเล่น แล้วมาเป็นรัชรวีในเวอร์ชั่นที่เป็นเรา แต่ว่าจะคล้ายๆกับที่พี่ติ๊กเคยเล่นไว้ พี่เค้าว่าไม่ต้องดู ให้เราเล่นไปเลย นี่คือรัชรวีเวอร์ชั่นใหม่แล้ว สุดท้ายแล้ว...มันก็ต้องยอมรับละว่า จะมีคนชอบและไม่ชอบ ซึ่งอันนี่พุฒทำใจยอมรับไว้แล้ว

เกี่ยวกับข่าวคราวความรัก

สำหรับข่าวคราวเรื่องความรัก พุฒก็มักบอกไปตามจริงครับ ที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านั้น ก็บอกได้ว่า...เป็นเพื่อนร่วมงานครับ เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดคนหนึ่ง เพราะตอนถ่ายเล่ห์นางฟ้า กับ วิว-วรรณรท สนธิไชย ก็ได้เจอหน้ากันทุกวัน แล้วมีซีนที่ต้องเข้าด้วยกันบ่อยมาก ในฐานะของพระนางในเรื่อง ก็เลยกลายเป็นดูว่าสนิทกันมาก ซึ่งจริงๆแล้วเป็นโจทย์จากผู้กำกับฯด้วย ว่านักแสดงต้องรับส่งกันนะ ไม่ใช่เล่นแต่ของตัวเอง...แล้วจบ มันต้องมีความรู้สึกต่อกัน เรียกว่าเป็นโจทย์ทางการแสดงอีกมิติหนึ่ง ที่ต้องไปทำการบ้านเพิ่มขึ้น

กับ จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา...ก็ตื่นเต้นครับ พุฒรู้สึกว่าเป็นคนที่น่ารักมาก เค้าเป็นซุป'ตาร์ ที่เล่นละครมาหลายเรื่อง ส่วนเราเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ก็เลยเกรงว่า เราจะเล่นไม่เก่ง จะทำให้งานเค้าช้าหรือเปล่า แต่พอได้รู้จักกับตัวตนแล้ว จุ๋ยเค้าน่ารักมากๆครับ เป็นคนที่ธรรมชาติสุดสุด คุยเก่งเป็นกันเอง เลยทำให้รู้สึกว่า อยู่ด้วยแล้วรู้สึกไม่เกร็ง ตอนที่เล่นละครด้วยกัน ผมว่า...ผมโชคดีมากๆนะครับ ที่ได้เจอนักแสดงที่เค้าเปิดรับเรา ในฐานะของนักแสดงหน้าใหม่ ที่ไม่ได้มาตั้งคำถามกับเราว่า เอ็งเล่นได้หรือเปล่า กับทั้งวิวและจุ๋ย...ทำให้เราไม่เกร็งเลย เราสบายขึ้นในเวลาเข้าฉากด้วยกัน ถือว่าโชคดีมากครับ...ที่เจอสองคนนี้ครับ

เกี่ยวกับแฟนคลับ

แฟนคลับตอนนี้เพิ่มขึ้น ผมก็รู้สึกดีมากๆครับ เวลาที่มีผลงานใหม่ ก็มักมีแฟนเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นดาบสองคม ให้กับเราเหมือนกันครับ ด้วยแฟนคลับกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น การดูแลก็อาจจะน้อยลง กว่าแต่ก่อน ที่เรามีแฟนคลับเล็กๆ ที่มาหาเรา มาตามเรา...เราก็คุยกับเค้า แบบทั่วถึงมากขึ้น แต่พอเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น บวกกับเราก็มีสิ่งที่ต้องทำเยอะขึ้น จะไปถ่ายรูปหรือคุยกับแฟนคลับ...ก็เลยน้อยลง คนเข้าใจ...มันก็ดีไป คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะดูว่าเราหยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็ทำใจยอมรับ สุดท้ายใครจะมองเราอย่างไร เราไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด

กลุ่มแฟนคลับเป็นกลุ่มวัยรุ่น ต่อมาก็เป็นกลุ่มคนทำงาน โดยเฉพาะกับผู้หญิงวัยสามสิบอั้พ ผมว่า...เป็นผู้หญิงที่มีวุฒิภาวะ ไม่ต้องพูดจาอะไรมาก หรือเข้าใจชีวิตกันแล้ว ผมก็รู้สึกชอบนะ ด้วยทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น บางครั้งไม่ต้องพูด...เค้าก็เข้าใจ ส่วนกลุ่มแฟนคลับที่พิเศษมากๆ ก็จะเข้ามาแบบน่ารัก กับเข้ามาแบบน่ากลัว อย่างที่น่ารัก...ก็เข้ามาถ่ายรูป พี่พุฒ...เซลฟี่หน่อย ส่วนบางคนเข้ามา ขอจับซิกซ์แพ็คหน่อย ก็ไม่ให้เค้าจับหรอกนะ แต่ก็มีวิธีบอกปฏิเสธไป หรือก็เข้ามาขอกอดบ้าง ซึ่งก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ให้กอดไป

เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

พุฒไม่ค่อยชอบเที่ยวกลางคืน เพราะเคยเที่ยวมาแล้ว รู้สึกว่ามันหนักมาก โห!!! กลับบ้านตีสอง ชีวิตพังไปแล้วหนึ่งวัน แล้วเป็นคนไม่ชอบที่คนเยอะๆ ส่วนไลฟ์สไตล์ตัวเองตอนนี้ ว่างๆก็ดูแลตัวเอง ไปเข้าฟิตเนส ไปทรีทเม้นต์หน้า ไปชิวหาของกิน ไปดูหนัง หรือหาเวลาไปต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่ตอนนี้ที่เน้นเป็นพิเศษ ดูแลร่างกายของตัวเองให้ดูเฟิร์ม ให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะใช้งานเมื่อไหร่ แล้วสิ่งเหล่านี้...ร่างกายไม่สามารถสองสามวันฟิตได้ ดังนั้น ต้องรักษาให้มันคงที่ พร้อมใช้งานได้ต่อไปเรื่อยๆ ก็เลยให้ความสำคัญกับการเล่นฟิตเนส หรือว่าดูแลกล้ามเนื้อของตัวเอง ควบคู่ไปกับการดูแลอาหาร

เกี่ยวกับการออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย เทรนเนอร์เป็นหัวใจสำคัญครับ แต่ตัวเองสำคัญที่สุด คือต้องมีวินัย ต้องต่อสู้ มันจะสะใจอย่างมาก วันที่พลังถึง...เราทำครบเซตได้ ในน้ำหนักที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะยกขึ้นได้ อย่างเล่นยกอกไปได้ 140 กิโลกรัม โอ้ว!!! ทำได้ไงเนี่ย การออกกำลังกาย มันสอนให้เราสู้ หรือสอนให้เราอดทน เพราะเวลาที่เรารู้สึกไม่ไหวแล้ว แต่เราต้องไปต่อให้ได้ ก็เลยเอามาใช้กับเรื่องอื่นๆได้ ซึ่งควรออกกำลังกายมากสุด 5 วัน หรือน้อยสุดอาทิตย์ละ 3 วัน ถ้าทำไม่ได้จริงๆ อาทิตย์ละหนึ่งวัน คืออย่าไปทิ้งเป็นอาทิตย์ โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย จะทำให้ร่างกายเหนื่อยในการเล่น ควรแบ่งเป็นจันทร์-พุธ-ศุกร์ พอถึงเสาร์-อาทิตย์...หยุดพัก และควบคู่กับการทานอาหารด้วย จะทำให้ร่างกายคงสภาพแข็งแรงได้ต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อก่อนจัดรายการเลิกดึก ก็หาของกิน แล้วกลับบ้านนอน ก็เกิดการสะสม กลายเป็นไขมันอยู่ในร่างกาย ทำให้อ้วน หรือมีพุง สำหรับผม...กว่าจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา มันเหน็ดเหนื่อยมาก เลยไม่อยากทำลายด้วยการกิน เทรนเนอร์บอกว่า มื้อเช้ากินได้ทุกอย่าง พอกลางวันลดลงมา ส่วนมื้อเย็น...ตัดแป้ง เหลือพวกโปรตีน และผลไม้ กระทั่งนมถั่วเหลือง ปลา เกาเหลา สลัด เป็นมื้อเย็นที่จะช่วยให้ไม่มีไขมัน สะสมในร่างกาย ด้วยหลังจากหกโมงเย็น ร่างกายไม่ค่อยนำไปใช้อะไรมากแล้ว และสุดท้าย...ก็ฝากผลงานทุกด้านเลยครับ ไม่ว่าจะด้านการเป็นดี.เจ. เป็นพิธีกรรายการ หรือผลงานด้านละคร...ขอฝากติดตามด้วยครับ