อุบัติเหตุ

ส่องทางรักษ์โลก

ตุลาคม 2554

กลางเมือง ชัยภูมิ

"ฟี้..." เลื่อยไฟฟ้าขนาดเล็กส่งเสียงคำราม ฝุ่นผงบางๆอวลอยู่รายรอบใบเลื่อย ขณะที่เฝือกสังเคราะห์สีชมพูค่อยๆขาดออกจากกัน สายตาของหญิงสูงวัยไล่ไปตามรอยแยกที่เพิ่มระยะทางมากขึ้น บางจังหวะร่างเธอกระตุกเบาๆเมื่อแผ่นเหล็กพลาดมาโดนผิวเนื้อ นานกว่าครึ่งชั่วโมงแผ่นใยสังเคราะห์จึงขาดออกจากกัน...

เมื่อขาซ้ายไร้วัสดุใดๆเคลือบคลุม แววตาของเธอคืนสู่ความสดใส รอยปื้นแดงที่ด้านข้างหัวเข่ากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยในทันที ด้วยเวลานี้ มันคงมิใช่เพียงท่อนขาเท่านั้นที่เป็นอิสระ หากในใจของเธอก็หาได้มีความรู้สึกแตกต่างกัน...

"หัวเข่ายังหลวมอยู่นะ เดี๋ยวหมอจะให้ใส่เฝือกอ่อนประคองเอาไว้ก่อน ใส่ต่อไปประมาณหนึ่งเดือนถึงจะดีขึ้น..." หมอเจ้าของไข้แนะนำวิธีรักษาต่อ...

เธอเพียงยิ้มน้อยๆแทนคำตอบ ก่อนจะใช้ไม้เท้าพยุงร่างกายเดินออกไปอย่างช้าๆ...

"เบาขึ้นเยอะเลย โล่งกว่าเดิมมาก..." หญิงสูงวัยเอ่ยขณะซ้อมเดินไปมาในระยะใกล้ๆ...

"วันนี้ไปไหนมั้ย พาไปตัดผมหน่อยนะ อยากตัดมานานแล้ว..." เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นขณะรอจัดการกับค่ารักษาพยาบาล...

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ นำเฝือกสีชมพูไปทิ้งยังถังขยะไม่ไกล เธอมองตามจนลับสายตาราวกับจะจดจำมันไว้ให้นานเท่านาน ก่อนจะหันกลับมาสัมผัสขาซ้ายของตัวเองเบาๆและยิ้มให้กับขาข้างเดิม...

นัยบางอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มันหาได้หมายเพียงถึงความโชคร้ายเท่านั้น...


มิถุนายน 2554

สถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ ป่าฮาลา บาลา อ.แว้ง จ.นราธิวาส

ขณะสายฝนกระหน่ำ "ตาหวาน" ทำได้เพียงหดคอแนบลำตัว หยุดนิ่งไม่ไหวติงร่างกาย นอกเสียจากกรอกตาไปมา บางคราวที่หยดน้ำไหลมารวมกันตรงปลายปากมันจะอาศัยเวลานี้ดื่มดับกระหาย

ตาหวานจะดำรงตนอยู่เช่นนี้กระทั่งฝนซา จึงเริ่มกระโดดไปบนลอนกระเบื้อง เพื่อมุ่งสู่หน้าจั่วหลังคาครัวที่มันโปรดปราณ จากนั้นจะเริ่มกรีดกรายสยายปีกทำความสะอาดขน โดยใช้ปลายปากรีดน้ำออกจากขนปีกและหาง ส่วนหัวจะสะบัดไปมาอย่างแรง ก่อนใช้เล็บแปรงจนหมาด...

ระหว่างการแต่งขนคืนความงาม ตาหวานไม่ได้สนใจเพียงตัวเองเท่านั้น หากมีใครเดินผ่านมา มันจะยืดคอ อ้าปากกว้างๆ คล้ายถามไถ่ทุกข์สุขของคนคนนั้น...

และเช่นเดียวกัน ที่ไม่ว่าใครต่างต้องหยุดสนทนากับมันด้วยความเอ็นดู เอ็นดูเพราะรู้ว่า คราหนึ่งในชีวิตของมัน ตาหวานประสบอุบัติเหตุมาตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่าโลกภายนอกเป็นเช่นไร...

"ตาหวาน" คือชื่อนกเงือกหัวแรด ประจำสถานีวิจัยสัตว์ป่า ที่ผมถือวิสาสะตั้งชื่อมันเช่นนั้น ตามคนรัก ณ เมืองไกล...

 ตาหวานอยู่กับสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ ป่าฮาลา บาลา มาแล้วกว่า ๕ ปี มันถูกนำมาที่นี่ในสถานภาพ "เป็นของกลาง" ที่ถูกคนลักลอบล้วงลูกนกเงือกขายเอาออกมาจากโพรงรัง...

"ตาเสียตั้งแต่เอามาแล้ว เราก็เลี้ยงดูมาเรื่อย บอกตรงๆนะครับไม่คิดว่ามันจะอยู่มาได้นานขนาดนี้..." พี่ชิน เจ้าหน้าที่ประจำสถานีวิจัยฯ เล่าถึงความเป็นมา...

"ผมเป็นคนเอามันออกมาจากกรงเอง ตอนนั้นอยู่รวมกับนกกกและก็ไม่รู้ว่าตาบอด แต่พอเข้าไปป้อนอาหารใกล้ๆเห็นมันงับไม่ถูกเหมือนตัวอื่น จึงได้รู้ว่าตามันเสีย..." พี่สุเนตร การพันธ์ ผู้ช่วยหัวหน้าสถานีวิจัยฯ เล่าถึงช่วงเวลาที่รู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง...

"ตอนอยู่ในกรง หมัด ไร เต็มไปหมดถ้าจับตัวมันเข้านะ หมัด ไร ไต่ขึ้นมาตามมือเราเลยหละ ก็เลยคิดว่าจะลองเอามันออกนอกกรงน่าจะดีกว่า อีกอย่างก็สงสารมัน มันกินอาหารไม่ทันตัวอื่นๆแถมตาก็เสียอีก..."พี่สุเนตร พูดต่อ

"พออกมาข้างนอก มันก็ใช้เวลาปรับตัวพอสมควรนะ แต่พอคุ้นเคยแล้วสุขภาพก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็บ หมัด ไร หายไปเยอะ และดูเหมือนมันจะมีความสุขดีนะ แม้จะบินไปไหนไม่ได้เหมือนตัวอื่นๆก็ตาม..." พี่สุเนตร ปิดท้ายก่อนจะหันไปมอง ตาหวาน ที่เกาะอยู่บนหลังคาใกล้กับวงสนทนา...

ด้วยเสียตาไปข้างการกะระยะจึงทำได้ไม่ดี ทำให้ส่งผลต่อการบินโดยตรง "ตาหวาน" จึงทำได้เพียงโผไปมาในระยะใกล้ หรือมันจะทำการ "บิน" ด้วยท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากพฤติกรรมเช่นที่กล่าวมา ตาหวาน จึงเป็นที่เอ็นดู และเป็นดาราหน้ากล้องสำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนผ่านเข้ามา กระทั่งพวกเราตั้งให้มันเป็นดาราประจำสถานีวิจัยฯ กันเลยทีเดียว...

ในแต่ละวัน ตาหวาน มีวิถีซ้ำๆ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนหลังคาโรงครัว เมื่อหิวจึงร่อนลงพื้นมากินอาหารที่มีเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ จากนั้น ตาหวาน จะเตร็ดเตร่อยู่ตามตำแหน่งที่ทุกๆคนสามารถมองเห็นได้ง่าย เพื่อให้ใครๆที่เดินผ่านมา ส่งมันขึ้นยังต้นไม้ใกล้ๆ...

หากวันใดมีพี่ๆเจ้าหน้าที่มานั่งพูดคุยกันหลายคน มันจะกระโดดมาตามลอนกระเบื้องจนถึงตำแหน่งใกล้ๆ ก่อนจะป่อนหัวลงมาพร้อมกับทำเสียง "เอื้ออ อ้า" ราวกับจะมาร่วมวงเสวนา...

จากการหยอกเย้าและพูดถึงมันอยู่เสมอของพี่ๆเจ้าหน้าที่ที่เราล้วนสัมผัสได้ว่าทุกคนรัก "ตาหวาน" อย่างจริงใจ หากวันใดที่มันหลบไปอยู่ในตำแหน่งไกล หาตัวยาก ไม่ใครก็ใครต้องออกตามหาจนเจอตัวถึงจะสบายใจ...

ไม่เพียงเท่านั้น บ่อยครั้งที่ใครได้พบหรือเผชิญกับเรื่องราวอันหนักหนาในชีวิต "ตาหวาน" นับเป็นชีวิตแรกๆที่จะสร้างรอยยิ้มให้ใครคนนั้นได้คืนสู่ความเข้มแข็งโดยพลัน...

"มันโชคดีนะที่ได้มาอยู่กับเรา ถ้าถึงมือพ่อค้าตั้งแต่วันนั้น ป่านนี้มันคงไม่รอดแล้วหละ..." พี่ชิน พูดในเย็นวันหนึ่งบนโต๊ะหินอ่อน...

"คงไม่ใช่เพียงตาหวานหรอกครับที่โชคดี ผมเองก็นับได้ว่าโชคดีเช่นกันที่ได้มารู้จักกับมัน" ผมคิดก่อนจะหันไปมอง ตาหวาน ที่เกาะอยู่ไม่ไกล...

อุบัติเหตุในชีวิตของ ตาหวาน บางทีมันหาได้เป็นความโชคร้าย...


ตุลาคม 2554

กลางเมือง จ.ชัยภูมิ

ร้านตัดผมไม่มีลูกค้ามากนัก หญิงสูงวัยค่อยๆก้าวไปอย่างเชื่องช้าด้วยไม้เท้าคู่กาย บางสายตามองเธออย่างหมิ่นแคลนก่อนจะหันมาสบตาผม คล้ายจะบอกว่า "ทำไม่ไม่รอให้หายก่อนถึงมา"

ผมหาได้ใสใจ เพราะความสนใจมุ่งไปยังหญิงสูงวัยเพียงอย่างเดียว ที่ในขณะนี้เธอได้กระเถิบขึ้นเตียงสระผมไปเป็นที่เรียบร้อย

หลังจากขั้นตอนการสระ ช่างเสริมสวยและลูกมือ ช่วยพยุงเธอมาส่งยังเก้าอี้ตัดผม...

สายตาคู่เดิมยังหมิ่นแคลนอยู่เช่นนั้น...

หลายใครอาจเห็นการฝืนสังขารมากระทำการในครั้งนี้ของหญิงสูงวัยเป็นเรื่อง ดื้อรั้น หรือ ดันทุรัง หากผมกลับหาได้คิดเช่นนั้น ด้วยรู้ดีถึงความรู้สึก ณ ห้วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ในพื้นที่แคบๆเป็นเวลานาน ครั้นได้พ้นมาสัมผัสโลกที่กว้างกว่าเดิม ผมคงไม่ต้องบอกต่อกระมังว่าเธอจะมีความสุขเช่นไร...

หากในขณะที่เธอก้มอ่านหนังสือ ผมเหลือบมองไปยังกระจกตรงหน้าของหญิงสูงวัย...

ภาพที่ปรากฏกลับพบว่า มันเป็นภาพของตัวผมเอง...