มีสติ...มีสตางค์

เศรษฐกิจประจำบ้าน

ระยะนี้มักได้ยินข่าวเกี่ยวกับการสูญเสียบ่อยครั้ง และโดยส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น ทั้งการสูญเสียจากอุบัติเหตุ โรคระบาด หรือในต่างประเทศ แค่ทานไส้กรอกก็เสียชีวิตแล้ว ความไม่แน่นอนของชีวิตสามารถเกิดเมื่อไรและกับใครก็ได้ในปัจจุบัน การเตรียมความพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้า ถือเป็นการวางแผนที่ดีสำหรับคนที่ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และทำให้คนใกล้ชิดไม่เดือดร้อนและลำบากใจกับการจากไปอย่างกะทันหัน ถ้าใครสนใจในการเตรียมความพร้อมของตนเอง ก็ควรดำเนินการเสียตั้งแต่วันนี้ อย่าคิดผัดวันประกันพรุ่ง เพราะพรุ่งนี้ก็อาจจะสายไปสำหรับบางคน

การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไว้ ทำให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นได้ทราบว่า มีทรัพย์สินและหนี้สินอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน แหล่งใดบ้าง มีจำนวนเท่าไร และมอบให้กับใครบ้าง การจัดการทรัพย์สินและหนี้สินเหล่านี้ ต้องทำไว้ให้ละเอียดและชัดเจน แต่ถ้าไม่ได้เตรียมระบุไว้ คนใกล้ชิดก็ต้องศึกษาหาข้อมูลทางด้านกฎหมายไว้ให้ดี ซึ่งตามกฎหมายเมื่อใครก็แล้วแต่ถึงแก่ความตายทั้งทรัพย์สินและหนี้สินจะตกเป็นของทายาท โดยอัตโนมัติ จากผลของกฎหมายไม่ว่าทายาทคนนั้นจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ต้องรับสภาพตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 สำหรับทรัพย์สินคงไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นหนี้สิน ทายาทก็จำเป็นต้องรับสภาพในการชดใช้หนี้สินเหล่านั้น แต่ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ทายาทที่ถูกระบุไว้มีทั้งหมด 6 ลำดับในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 มีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังกันเรียงตามลำดับ คือ ผู้สืบสันดาน ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมาของเจ้ามรดก ได้แก่-บุตร หลาน เหลน รวมถึงบุตรนอกกฎหมาย ที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรมด้วย-บิดามารดา-พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน-พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน-ปู่ย่า ตายาย และ-ลุงป้า น้าอา

ความสำคัญในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อเตรียมวางแผนอนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ และถ้ายิ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเป็นตัวหลักในการทำมาหาเลี้ยงชีพแล้ว ยิ่งต้องวางขั้นตอนของการออมเงินในรูปแบบต่างๆให้ดี เพื่อจะได้เป็นทรัพย์สินในอนาคตได้ และพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้สินให้มากกว่าทรัพย์สิน

แหล่งของทรัพย์สินสำหรับผู้ที่ทำงานเอกชนและมีรายได้ประจำ จะได้สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน สิทธิที่ได้รับจากกองทุนประกันสังคมนั้น ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป (36 เดือนขึ้นไป) จ่ายให้กับทายาทหรือผู้มีสิทธิ์ แต่ไม่ถึง 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยหนึ่งเดือนครึ่ง และถ้าส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยห้าเดือน และจะได้รับค่าทำศพ 40,000 บาท ส่วนสิทธิที่ได้รับจากกองทุนเงินทดแทน คือ ค่าทำศพ จำนวน 100 เท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน หรือ ค่าทดแทนของค่าจ้างรายเดือนในอัตรา 60% ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี (จ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด) ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนได้แก่ บิดา / มารดา โดยชอบด้วยกฎหมาย สามี / ภรรยา (ต้องจดทะเบียนสมรสกัน) บุตร ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่ เมื่อมีอายุครบ 18 ปี และยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไป ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ บุตร ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี และทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ซึ่งอยู่ในอุปการะของผู้ประกันตนก่อนผู้ส่งเงินสมทบถึงแก่ความตายหรือสูญหาย บุตร ซึ่งเกิดภายใน 310 วันนับแต่วันที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายหรือวันที่เกิดเหตุสูญหาย มีสิทธิรับเงินทดแทนนับแต่วันคลอด หากไม่มีบุคคลดังกล่าวข้างต้น ให้ผู้อยู่ในความอุปการะของผู้ประกันตน ซึ่งเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะเป็นผู้มีสิทธิ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน)

นอกจากนี้องค์กรบางแห่งมีการตั้ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้กับพนักงาน ซึ่งเป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น เงินของกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งเรียกว่า "เงินสะสม" และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า "เงินสมทบ" นั่นคือ นอกจากลูกจ้างจะออมแล้ว นายจ้างยังช่วยลูกจ้างออมอีกแรงหนึ่งด้วย และนายจ้างจะจ่ายสมทบในจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าที่ลูกจ้างจ่ายสะสมเสมอ จึงอาจกล่าวได้ว่า การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นรูปแบบหนึ่งของการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้าง จึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้กับนายจ้างนานๆ ซึ่งทายาทสามารถติดต่อรับเงินสมทบได้จากนายจ้าง จำนวนเงินจะขึ้นอยู่กับเงินที่สะสมไว้นั่นเอง

ส่วนผู้ที่ทำงานภาครัฐ เช่น ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ตลอดจนพนักงานรัฐวิสาหกิจ เมื่อเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานครบตามกำหนดเวลาที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้โดยไม่มีความผิด และข้าราชการ ลูกจ้างประจำ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจนั้น ออกจากราชการ ก็มีสิทธิได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน เป็น บำเหน็จ บำนาญ เงินทดแทน เงินทำขวัญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจ่ายให้ และในกรณีที่ข้าราชการถึงแก่ความตายในระหว่างรับราชการ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ทายาทของข้าราชการผู้นั้นก็มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดหรือบำนาญพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดจะเป็นจำนวน เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการของข้าราชการ และทายาทผู้มีสิทธิ ได้แก่ บุตร ได้รับ 2 ส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตร 3 คนขึ้นไป ให้ได้รับ 3 ส่วน ลำดับต่อมา คือ สามี หรือภรรยา จะได้รับ 1 ส่วน ลำดับสุดท้าย คือ บิดามารดา จะได้รับ 1 ส่วน กรณีไม่มีทายาทผู้มีสิทธิตามที่กล่าวมา ผู้ที่ได้รับบำเหน็จตกทอดแทนจะเป็นบุคคลที่ ข้าราชการผู้นั้นได้แสดงเจตนาไว้ในหนังสือระบุตัว ผู้รับบำเหน็จตกทอด ที่ให้ไว้ต่อส่วนราชการที่ตนสังกัด หากไม่มีทายาท และบุคคลซึ่งผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้ สิทธิในการรับบำเหน็จเป็นอันยุติลง

ส่วนของลูกจ้างประจำ ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จตกทอดเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนเดือนที่รับราชการหารด้วยสิบสอง ทายาทผู้มีสิทธิได้รับจะระบุไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ในหนังสือรับรองทายาท) หรือลูกจ้างประจำบางรายอาจเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้างประจำส่วนราชการด้วย ถ้าลูกจ้างสิ้นสุดสมาชิกภาพเพราะเหตุถึงแก่ความตาย กองทุนจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์ของสมาชิกที่ได้ทำพินัยกรรมไว้ หรือที่ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่กองทุน ถ้าลูกจ้างตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือทำหนังสือมอบไว้แก่ผู้จัดการ ให้ผู้จัดการกองทุนจ่ายเงินแก่ (1) บุตรให้ได้รับ 2 ส่วน แต่ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ให้ได้รับ 3 ส่วน (2) สามีหรือภริยาให้ได้รับ 1 ส่วน (3) บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับ 1 ส่วน ถ้าผู้ตายไม่มีบุคคลดังกล่าวตาม (1) (2) หรือ (3) หรือมีแต่ได้ตายไปก่อน ให้แบ่งเงินที่บุคคลนั้นมีสิทธิจะได้รับให้แก่บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ และถ้าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมหรือทำหนังสือมอบไว้แก่กองทุน และไม่มีบุคคลดังกล่าวตาม (1) (2) หรือ (3) หรือ มีแต่ได้ตามไปก่อนแล้ว ให้เงินดังกล่าวตกเป็นของกองทุนเพื่อจัดการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุน ส่วนบำนาญพิเศษ คือ ถูกประทุษร้ายจนถึงแก่ความตาย เพราะกระทำตามหน้าที่ หรือ ถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติราชการในหน้าที่ โดยไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อ หรือไม่ใช่ความผิดของตนเอง ซึ่งการรับผลประโยชน์จะแบ่งส่วนตามสิทธิเหมือนการได้รับบำเหน็จตกทอด แต่จะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้น ได้แก่ บุตร จะรับถึงอายุ 20 ปีบริบูรณ์ หรือ ถ้ากำลังศึกษารับถึง 25 ปีบริบูรณ์ สามีหรือ ภรรยา จะได้รับเงินบำนาญตลอดชีวิต ยกเว้นมีการจดทะเบียนสมรสใหม่ ส่วนบิดา มารดา จะได้รับตลอดชีวิต

การประกันชีวิต เป็นทรัพย์สินที่ขึ้นอยู่กับบุคคลว่าได้ทำประกันชีวิตไว้หรือไม่ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทสามัญ ประเภทกลุ่ม และประเภทอุตสาหกรรม แต่ประเภทที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ คือ ประเภทสามัญ และประเภทกลุ่ม ประเภทกลุ่มนั้น เป็นการประกันชีวิตที่กรมธรรม์หนึ่งจะมีผู้เอาประกันชีวิตร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ส่วนมากจะเป็นกลุ่มของพนักงานบริษัท ในการพิจารณารับประกันอาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท การประกันชีวิตกลุ่มนี้อัตราเบี้ยประกันชีวิตจะต่ำกว่าประเภทสามัญและประเภท อุตสาหกรรม ส่วนประเภทสามัญ เป็นการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ในการพิจารณารับประกันชีวิตอาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจสุขภาพ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท และมีการชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี ราย 6 เดือน ราย 3 เดือน หรือรายเดือน สำหรับรูปแบบการประกันชีวิตพื้นฐานมีอยู่ 4 แบบคือ แบบชั่วระยะเวลา แบบตลอดชีพ แบบสะสมทรัพย์ และแบบเงินได้ประจำ

แบบชั่วระยะเวลา ให้ความคุ้มครองในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ โดยบริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้น แบบตลอดชีพ บริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัย ให้ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ไม่ว่าจะเสียชีวิตเมื่อใดก็ตาม ทั้ง 2 แบบเป็นการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตแล้วเท่านั้น แบบสะสมทรัพย์ บริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนที่เอาประกันภัยไว้ ให้แก่ผู้รับประโยชน์ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือจ่ายเงินเอาประกันชีวิตให้แก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีที่มีชีวิตอยู่รอดพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ แบบเงินได้ประจำ บริษัทจะจ่ายเงินได้ประจำ หรือเงินบำนาญให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติเนื่องจากความชรา ไปจนถึงวันที่กำหนดไว้ (อาจเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือตลอดอายุก็ได้) แบบสะสมทรัพย์ และแบบเงินได้ประจำนี้เป็นการจ่ายเงินโดยมีเงื่อนไขว่าผู้เอาประกันภัยต้องมีชีวิตรอดอยู่จนพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ [ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประภันภัย (คปภ.) ]

แหล่งทรัพย์สินเหล่านี้ ยกเว้นการประกันชีวิตประเภทสามัญ ถือว่าเป็นหลักทรัพย์ของผู้มีรายได้ประจำ เหมือนเป็นสวัสดิการที่หน่วยงานต้นสังกัดได้ช่วยให้พนักงาน ข้าราชการ หรือลูกจ้าง ได้เก็บออมเงินส่วนหนึ่งไว้ ใช้ในยามเกษียณ หรือให้ครอบครัวไม่ลำบากในการดำรงชีวิตอยู่โดยไม่มีผู้หารายได้หลักเลี้ยงครอบครัว เพราะชีวิตไม่มีความแน่นอน ผู้ที่วางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้า ย่อมได้รับผลคุ้มค่าไม่มีความเสี่ยง...