กรมศิลปากร ตามรอยเส้นทางเสด็จฯ

นำอาจารย์-นักเรียนนายร้อยจปร.ทัศนศึกษา จังหวัดชัยนาท-อุทัยธานี
บทความพิเศษ
ช่างภาพ: 

โครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ครั้งที่ 3 กรมศิลปากรจัดกิจกรรมท่องเที่ยวตามรอย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จฯนำอาจารย์-นักเรียนนายร้อยจปร.ทัศนศึกษา เพื่อศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดชัยนาท-อุทัยธานี ทั้งนี้ตามกำหนดการเดิม เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร และ ดร.สุนิสา จิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศิลปากรนำทีม แต่เนื่องจากติดภารกิจไปชี้แจงงบประมาณฯ ต่อรัฐสภา จึงมอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้ ภัคพดี อยู่คงดี (ชื่อที่มีคำแปลเป็นมงคลว่า ผู้มีโชคดี) หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี กาญจนา สากระแสร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี และทีมงานกรมศิลปากร บรรยายความรู้ชนิดที่เรียกว่าแบบหมดเปลือกให้คณะสื่อมวลชน ตัวแทนหน่วยงานและประชาชนที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการซักถามข้อสงสัยตลอดเวลาเพื่อความกระจ่างนำไปถ่ายทอดความรู้ต่อสาธารณชนให้เข้าใจถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรในเบื้องลึกอย่างแท้จริง

จังหวัดชัยนาท มีแหล่งอารยธรรมที่ซ้อนทับกันหลายยุคหลายสมัยตามบริเวณลุ่มน้ำทั้งสามสาย คือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำท่าจีน และลุ่มแม่น้ำน้อย อันมีหลักฐานแสดงว่ามีผู้คนตั้งหลักแหล่งอาศัยมานานนับพันปี มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ต่อการเพาะปลูกอย่างยิ่ง จึงเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมเก่าแก่ที่ปรากฏให้เห็นปัจจุบันซึ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จนมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีคุณค่าอย่างยิ่ง

วัดพระบรมธาตุวรวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นทั้งยังเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดชัยนาท เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบพิธีพุทธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ น้ำบริเวณหน้าวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นำไปใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา บริเวณแห่งนี้เคยเป็นเมืองชัยนาทมาก่อน สร้างสมัยขอม เดิมเรียกว่า วัดพระธาตุหรือวัดหัวเมือง หรือวัดศีรษะเมือง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยตอนหักโค้งไปทางทิศตะวันออก บางส่วนของวัดทางด้านหน้าขนานไปตามลำน้ำ บริเวณแถบนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองชัยนาทมาก่อน สร้างตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในองค์พระเจดีย์เป็นสำคัญ สร้างขึ้นใน พ.ศ.1897สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ทรงจัดการบำรุงและสมโภชพระธาตุในสมัยสุโขทัยหน้าพระอุโบสถวัดมหาธาตุชาวบ้านเรียกว่าหน้าพระลาน นับเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสรรคบุรีมาแต่อดีต มีหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าวัดมหาธาตุนี้เป็นวัดที่กษัตริย์ทรงสร้าง ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และต่อเนื่องมายัง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่นี่ยังมีฐานศิวลึงค์วัดมหาธาตุอายุพันปี

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 5) เสด็จฯไปวัดพระบรมธาตุวรวิหารรวม 2 ครั้ง ที่จังหวัดชัยนาท เมื่อ พ.ศ.2444 (ร.ศ.120) ผ่านมาแล้ว 113 ปี และเสด็จประพาสต้นเป็นครั้งที่ 2 พ.ศ.2449 (ร.ศ.125) ผ่านมาแล้ว 108 ปี เป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 มีคำนำพระนิพนธ์ของ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีใจความเกี่ยวกับการเสด็จประพาสต้นที่จังหวัดชัยนาท ในภาพนี้ทรงใช้กล้องส่วนพระองค์ถ่ายรูปหลวงพ่อช้าง (พระอาจารย์ในรัชกาลที่ 5) ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระครูอินทโมลีศรีบรมธาตุบริหารสุวิจารณ์สังฆปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ถวายแด่พระบรมธาตุวรวิหาร ทั้งนี้ครอบครัวเขียนทองกุล และครอบครัวอัยยวงศ์ เป็นเจ้าของภาพพระบรมฉายาลักษณ์นี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 มีนาคม 2478

การเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรเป็นการส่วนพระองค์ทรงกระทำอย่างเงียบๆไม่กระโตกกระตากให้ใครรู้ว่าประชาชนคนไทยกำลังเข้าเฝ้าเจ้าชีวิต เพื่อจะได้ทรงสนทนาปราศรัยทำความคุ้นเคยและล่วงรู้ทุกข์สุขของราษฎรได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านข้าราชการปกครอง บางครั้งเมื่อทรงทราบถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านมีพระบรมราชโองการให้เจ้าเมืองรับไปจัดการหรือแม้แต่ทรงเปลี่ยนตัวข้าราชการปกครองเสียเองก็มี ส่วนชาวบ้านเหล่านั้นก็มิได้ทรงละเลยในภายหลังทรงขนานนามพวกเขาว่า "เพื่อนต้น" และพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างสม่ำเสมอจนตลอดรัชกาล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่จังหวัดชัยนาท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2498 โดยเสด็จฯไปทรงนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร ตำบลชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับบำรุงพระอารามเป็นจำนวน 5,000 บาท ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ยกวัดพระบรมธาตุฯ เป็นพระอารามหลวง เมื่อ พ.ศ.2499 และได้เสด็จฯไปประทับแรม ณ เขื่อนเจ้าพระยา วันที่ 28 กันยายน 2498 เสด็จฯไปทอดพระเนตรความก้าวหน้างานก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯไปวัดมหาธาตุ ถวายสักการะพระพุทธมหาธาตุในพระอุโบสถ ถวายสักการะหลวงพ่อหลักเมือง คาถาบูชาหลวงพ่อหมอ (หลวงพ่อหลักเมือง) เป็นพระพุทธรูปปางพิชิตมาร ด้วยการสวดนะโม 3 จบ พุทธบูชามหาเตชะวันโต ประสิทธิพุทธรักษา ธรรมบูชามหาปัญโญ ประสิทธิธรรมรักษา สังฆบูชามหาลาโภ ประสิทธิสังฆรักษา พุทธะสังฆนะชาสิติ บูชาด้วยคาถานี้แล้วท่านจะมีอานุภาพมากมายให้ผู้มีสติปัญญาสามารถมหาอำนาจบารมีเจริญไปด้วยลาภยศทรัพย์สมบัติมหาศาล ศัตรูหมู่มารคนพาลยอมแพ้ภัยพิบัติแคล้วคลาดปลอดภัยโรคร้ายไม่มี ไพรีพินาศผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระองค์ นำสิ่งของมาบูชาพวงมาลัย ไข่ ผลไม้ต่างๆเป็นประจำเพื่อความเป็นสิริมงคลรุ่งเรือง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปเยือนวัดมหาธาตุถวายสักการะหลวงพ่อพุทธมหาธาตุที่อยู่ภายในโบสถ์ ทั้งนี้ทรงนำคณาจารย์และนักเรียนนายร้อยจปร.จำนวน 105 นายทัศนศึกษา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 และอีกครั้งหนึ่งทรงนำอาจารย์และนักเรียนนายร้อยจปร. ทัศนศึกษาในช่วงต้นปี 2557

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จทัศนศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนี เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2546

หลวงพ่อพุทธมหาธาตุ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสรรค์ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถของวัดมหาธาตุ ซึ่งไม่มีหลังคา ท่ามกลางแมกไม้ใหญ่เป็นป่าสีเขียวอยู่รายรอบ ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาด้วยมีความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารมีอายุ 700 กว่าปี หลวงพ่อพุทธมหาธาตุ หรือหลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่มาก ชาวเมืองสรรค์จึงพากันเรียกติดปากว่าหลวงพ่อใหญ่ ทอดพระเนตรโบราณวัตถุและทรงเยี่ยมราษฎร

วัดพระบรมธาตุวรวิหาร ยังมี หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นพระประธานประจำพระวิหารปัจจุบันอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนี พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนาอิทธิศิลปะสุโขทัยพุทธศตวรรษที่ 20-21 เป็นพระพุทธรูปโบราณลักษณะนี้มีอยู่เพียงชิ้นเดียวในประเทศ หาได้ยากด้วยมีคุณค่าโดดเด่นทางด้านศิลปะและเชิงช่างที่เชี่ยวชาญด้านการหล่อโลหะอย่างมากประกอบด้วยสุนทรียภาพเฉพาะตัวที่น่ายกย่องกล่าวได้ว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นอย่างยิ่ง พระพักตร์กลม พระชานุเป็นปม พระขนงโก่ง พระเนตรทอดลงต่ำ พระปรางสูง พระโอษฐ์รูปกระจับ พระกรรณยาว เม็ดพระศกใหญ่ รูปก้นหอยเวียนขวา พระรัศมีเป็นต่อมกลมคล้ายดอกบัวตูม ประทับนั่งสมาธิเพชร พระอุระกว้างครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถันเป็นรูปเขี้ยวตะขาบ นิ้วพระหัตถ์เรียวเป็นโบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติ

พระพุทธรูปองค์นี้เดิมถูกพอกปูน ต่อมา ปูนกะเทาะออกจึงทราบว่า เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย สมัยเชียงแสนยุคต้น พบที่วัดพระบรมธาตุวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2449 รัชกาลที่ 5 เสด็จฯมายังวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ทรงเห็นพระพุทธรูปองค์นี้แล้วทรงพอพระทัย ตรัสขอพระพุทธรูปองค์นี้ต่อพระอินทโมลีศรีบรมธาตุบริหารสุวิจารณ์สังฆปาโมกข์ (ช้าง) เจ้าอาวาสหลวงพ่อช้างท่านอนุญาต แต่ทูลว่า "อาตมาขอมหาบพิตรสักอย่าง" พระพุทธเจ้าหลวงตรัสถามว่า "ท่านต้องการอะไรล่ะ" หลวงพ่อช้างทูลตอบว่า "ขณะนี้อาตมายังไม่ขอทูลก่อน" เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต หลวงพ่อช้างจึงลงไปกรุงเทพฯ ขอพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ที่วัดพระบรมธาตุตามเดิม

ความศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องลือ คือ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2504 พระชัยนาทมุนีอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุได้จัดหล่อจำลองและมอบให้กองบิน 4 จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ.2540 กองบิน4 ได้รับโอกาสอันเป็นสิริมงคลอย่างสูง เมื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนาม หลวงพ่อเพชร ว่า "พระพุทธจตุรากาศยานประธาน" มีความหมายว่า พระพุทธรูปซึ่งเป็นประธานในหน่วยทหารอากาศกองบิน

หลวงพ่อเพชรมีความสำคัญที่มีพุทธลักษณะงดงาม ควรแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เยาวชนได้ศึกษาไว้ กรมศิลปากรได้เคยนำไปจัดแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศต่างๆมาแล้ว 5 ครั้ง รวม 5 ประเทศ

พระชัยนาทมุนี (นาม สุทตฺโต) อดีตเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท และอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร เป็นพระเถระผู้ใหญ่ เป็นที่น่าเลื่อมใสแก่ชาวชัยนาท เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พระพุทธรูปไว้เป็นจำนวนมาก ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างสูง ใน พ.ศ.2509 จึงได้มอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พระพุทธรูป พระพิมพ์ เครื่องถ้วยโถโอชามต่างๆให้กรมศิลปากร ในขณะนั้น ธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้รับมอบ และได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนี ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้กับวัดพระบรมธาตุวรวิหาร เปิดให้ประชาชนเข้าชม ตั้งแต่ ปี 2512 เป็นต้นมา เป็นสถานที่เก็บโบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติ พระพุทธรูปลักษณะนี้มีอยู่เพียงชิ้นเดียวในประเทศ จึงหาได้ยาก ทั้งยังมีคุณค่าโดดเด่นทางด้านศิลปะ และเชิงช่างที่เชี่ยวชาญด้านการหล่อโลหะเป็นอย่างมาก ประกอบด้วยสุนทรียะเฉพาะตัวที่น่ายกย่อง กล่าวได้ว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลป์อย่างยิ่ง

พระพุทธสรรค์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยประดิษฐานในวิหารคดของวัดมหาธาตุ ชาวบ้านมีความเลื่อมใสพระพุทธรูปเมืองสรรค์ที่มีอายุ 700 กว่าปี

ภายในวัดบรมธาตุฯ ยังมีบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์พระพุทธมนต์สมัยศรีวิชัย อายุ 1,500 กว่าปี มีการโยนเหรียญลงไปในบ่อน้ำมนต์เพื่อเสริมบารมีล้างอาถรรพณ์ คุณไสย อุบัติเหตุเภทภัยต่างๆ จึงเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีการขออธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง มีการสร้างเจดีย์ครอบบ่อน้ำพระพุทธมนต์ และเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชรจำลองที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสร้างถวาย ในปี 2553 นับเป็นพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวในเมืองไทยที่มีพระนามาภิไธยทั้งสองพระองค์ ทั้งสองพระองค์พระราชทานทรัพย์หล่อหลวงพ่อเพชร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นผู้สร้างถวายในการเททองหล่อในครั้งนั้น

มีเกร็ดเรื่องเล่าด้วยว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ปราบจระเข้วัดระฆังโฆสิตาราม ขณะเป็นสามเณร ได้มาศึกษากับหลวงพ่อดำ ใน พ.ศ.2345-2347 ปาฏิหาริย์มีจระเข้ตัวหนึ่งนอนขวางลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าพระบรมธาตุวรวิหาร ประชาชนที่สัญจรเรือต่างพากันหวาดกลัวไม่กล้าที่จะเดินทางผ่าน เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ ในสมัยนั้นจึงให้สามเณรช่วยกันไปปราบจระเข้จนสำเร็จ และเป็นตำนานของคำว่า จระเข้ขวางคลอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จประพาสวัดพระมหาธาตุ ทรงมีลายพระหัตถ์บันทึกไว้ว่า วัดมหาธาตุตั้งอยู่ใจกลางผ่านคูเมืองทั้งสองด้าน เชิงเทินยังมีปรากฏเป็นเนินดินยื่นเข้าไปจากฟากแม่น้ำด้านตะวันตก 20 เส้น แต่เมืองนี้เป็นเมืองทำนองสองฟากแม่น้ำเช่นเมืองทั้งปวง ฝั่งตะวันออกจะยื่นเข้าไปมากน้อยเพียงใดเค้าเงื่อนหายไป บางทีจะได้อยู่แค่ฟากเดียวชั้นหลัง วัดมหาธาตุตามฝีมือทำเป็น 2 คราว หรือ 3 คราว ชั้นเดิมทีเดียวเป็นอย่างเมืองละโว้ ชั้น2 เป็นเมืองลพบุรี พระระเบียงเดิมเป็นพระศิลานั่งเว้นห้องหนึ่ง มีห้องหนึ่งครั้นภายหลังทำแทรกลงไปในห้องว่างทุกๆห้อง เป็นพระก่ออิฐ และขยายพระระเบียงต่อออกไป เอามุมเป็นกลางอย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างพระวิหารใหญ่เห็นจะเป็นครั้งเจ้ายี่พระยาด้วยพระมหาธาตุนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆที่จะเป็นยอดเล็กยอดน้อยนั้นไม่ใช่พระปรางค์

ชมสถาปัตยกรรมสำคัญ พระปรางค์ทรงยอดกลีบมะเฟืองสวยงามสร้างด้วยอิฐถือปูนสูง 20 เมตร อยู่ด้านซ้ายของพระวิหาร พระปรางค์ได้รับอิทธิพลเช่นเดียวกับปรางค์ 5 กลีบมะเฟือง ศิลปะแบบลพบุรี เช่น วัดมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี แต่กลีบมะเฟืองของพระปรางค์วัดมหาธาตุเมืองสรรคบุรีมีรูปทรงที่ชะลูดกว่า ฐานเป็นรูปแปดเหลี่ยม เรือนธาตุมีซุ้มจระนำทั้ง 4 ทิศ ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปแบบศิลปะอยุธยา ยอดพระปรางค์ส่วนบนมีภาพสลักเป็นภาพเทพนม สภาพยังสมบูรณ์เนื่องจากได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร เมื่อพ.ศ.2526 ทำให้ดูเด่นเป็นสง่ายิ่งขึ้น

พิพิธภัณฑ์วัดพระบรมธาตุวรวิหาร ทุกคนที่เข้าชมจะได้เห็นธรรมาสน์รัชกาลที่ 5 และยังมีข้อความเกี่ยวกับข้าราชการที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เคยกล่าวไว้ว่า "ข้าราชการดีมีศีลธรรมหรือมีทศพิธราชธรรมเป็นหลักในการปกครองแล้วประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข หากข้าราชการไร้ศีลธรรมปกครองประชาชนนอกลู่นอกแนว 'ทศพิธราชธรรม' ประชาชนจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ท่านกล่าวถึงหลักในการปกครองของข้าราชการและทศพิธราชธรรมอันหมายถึงธรรมสำหรับพระราชาหรือนักปกครองได้อย่างควรที่ข้าราชการและผู้ปกครองทุกระดับจะรับไว้เป็นสติปัญญาและสิริมงคลแห่งตน ท่านกล่าวถึงความสำคัญของทศพิธราชธรรมและศาสนาไว้อย่างชวนคิดว่า สิ่งไหนที่เรามีอยู่สมบูรณ์ เรามักจะไม่เห็นความสำคัญ ตัวอย่างเช่น ลมหายใจเข้าออกเราไม่รู้สึกถึงลมหายใจเลยว่าเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับศาสนาอันเปรียบเหมือนเส้นชีวิตเส้นหนึ่งในการดำรงชีวิต แต่ไม่ค่อยได้สนใจกันตามควร ศาสนาแปลว่าเป็นข้อยุติกับว่าคือคำสั่งสอน ทุกคนจะต้องมีการสั่งสอน หรือบางครั้งศาสนาแปลว่าปกครอง ทุกคนต้องมีการปกครองใจตนเองอยู่เสมอ เราต้องรู้จักสั่งสอนใจตัวเอง อบรมตัวเอง ตัวเราเองมิใช่มีความรู้ความสามารถ จะดีเสมอไป คนเรามีส่วนไม่ดีอยู่ในตนเองหลายประการ ทางพระเรียกว่ากิเลส

สมาธินั้นได้เกิดความตั้งใจมั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการให้ใจตั้งไว้เพียงเรื่องเดียว ไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไป นอกจากเรื่องที่ต้องการจะให้ใจตั้งเป็นความตั้งใจดั่งนี้เป็นความหมายทั่วไปของสมาธิและจะต้องมีในกิจการที่จะทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรียนศึกษาหรือการงานอย่างใดอย่างหนึ่งในการเล่าเรียนศึกษา จะอ่านหนังสือก็ต้องมีสมาธิในการอ่าน และเขียนหนังสือก็ต้องมีสมาธิในการเขียน และฟังคำตอบ คำบรรยายของครูอาจารย์ ก็ต้องมีสมาธิในการฟัง ดังที่เรียกว่า ตั้งใจอ่าน ตั้งใจเขียน ตั้งใจฟัง ในความตั้งใจดังกล่าวนี้ก็จะต้องมีอาการของกายและใจประกอบกัน เช่นว่าในการอ่านร่างกายก็ดีหรือพร้อมที่จะอ่าน เช่นว่าเปิดหนังสือ ตาก็ต้องดูหนังสือ ใจก็ต้องอ่านด้วย ไม่ใช่ตาอ่านแล้วใจไม่อ่าน ถ้าใจไปคิดถึงเรื่องอื่นเสียแล้ว ตาจับอยู่ที่หนังสือ ก็จับอยู่ค้างๆเท่านั้นเรียกว่าตาค้าง จะมองไม่เห็นหนังสือ จะไม่รู้เรื่อง ใจจึงต้องอ่านด้วย และเมื่อใจอ่านไปพร้อมกับตาที่อ่านจึงจะรู้เรื่องที่อ่าน ความรู้เรื่องก็เรียกว่าเป็นปัญญาอย่างหนึ่งคือได้ปัญญาจากการอ่านหนังสือ"

การเดินทางมายังจังหวัดชัยนาทที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ติดต่อกันมาอย่างยาวนานในหลายพื้นที่ของจังหวัดชัยนาทจึงมีร่องรอยของชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนเหล่านั้นได้พัฒนาตัวเองกระจายอยู่ตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำน้อย ชุมชนมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงเจริญขึ้นและเสื่อมลงตามเหตุปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งยังรักษาสืบเนื่องเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หากผู้อ่านต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานร่วมกับกรมศิลปากร ขอเชิญร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนบูรณะโบราณสถาน กรมศิลปากรได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาราชดำเนิน ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อการบูรณะ โบราณสถาน หมายเลขบัญชี 018-0-09603-6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มคลังและพัสดุ กรมศิลปากร โทรศัพท์ 0-2221-9198 แจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้บริจาค ณ วันโอนเงินไปยังกลุ่มคลังและพัสดุ กรมศิลปากร โทรศัพท์ 0-2221-9198