ร่วมสร้าง"อาคารรังสีรักษา กับ หลวงปู่บุญเพ็ง วัดป่าวิเวกธรรม

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

84 ปีแล้วที่วัดป่าวิเวกธรรม ยังคงเป็นหลักชัยในพุทธศาสนาแห่งเมืองขอนแก่น ณ เลขที่ 181 หมู่ 4 ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น วัดนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2471 เนื่องจากพระครูพิศาลอรัญญเขต(บุญมี) เจ้าอาวาสของวัดศรีจันทร์ในขณะนั้นซึ่งเป็นผู้นำคณะธรรมยุติในจังหวัดขอนแก่นเป็นองค์แรก ได้นิมนต์พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม) แห่งวัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา แม่ทัพธรรม พระวิปัสสนาจารย์องค์สำคัญของพระกัมมัฏฐานในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้านการปฏิบัติที่จังหวัดขอนแก่น หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์หลายรูปจึงได้เดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาเห็นโคกเหล่างาซึ่งเป็นป่ารก เป็นป่าช้าผีดุ (วัดป่าวิเวกธรรมในปัจจุบัน) เหมาะแก่การธุดงค์กรรมฐาน ท่านจึงปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่บริเวณป่าโคกเหล่างานี้และตั้งเป็นวัดป่าเหล่างาขึ้น โดยมีหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ภูมี ฐิตธัมโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่สีโห เขมโก หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่จาม มหาปุญโญ หลวงปู่แว่น ธนปาโล และพระอาจารย์รูปอื่น ๆ อีกมาก มารับการอบรมธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่สิงห์ หลังจากนั้น หลวงปู่สิงห์ ฯ จึงได้ส่งครูบาอาจารย์เหล่านี้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาสายการปฏิบัติในทิศต่าง ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่าวัดป่าวิเวกธรรมเป็นที่กำเนิดของพระพุทธศาสนาสายอรัญญวาสีของภาคอีสานตอนกลาง และจวบจนปัจจุบัน หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ยังคงสืบทอดงานการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาด้านธรรมปฏิบัติต่อจากบรรดาบุรพาจารย์ทุกวันไม่เคยว่างเว้น

คณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก เล็งเห็นถึงความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ของสำนักปฏิบัติแห่งนี้ จึงได้ขอเมตตาหลวงปู่นำสร้าง "พระมหาเจดีย์บุรพาจารย์วัดป่าวิเวกธรรม" ขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานให้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 และบรรจุพระอัฐิธาตุของพระบุรพาจารย์ ตลอดจนเพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสายอรัญญวาสีในภาคอีสานตอนกลาง ช่วงที่เราเดินทางไปจังหวัดขอนแก่น ได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระมหาเจดีย์บูรพาจารย์วัดป่าวิเวกธรรม ชื่นชมความงดงามของพระมหาเจดีย์ที่ออกแบบเป็นศิลปะร่วมสมัยปัจจุบัน ผสมผสานกับวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของภาคอีสาน เจดีย์สูง 27.9 เมตร ฐานเจดีย์มีรูปทรงแปดเหลี่ยม ซุ้มภายนอกมีพระพุทธรูปปางปราบโจร(หลวงปู่ได้มีเมตตาให้หล่อพระพุทธรูปปางปราบโจรขึ้น เพื่อปราบทุกข์เข็ญ ปราบโจร ปราบโรค ปราบภัย ที่สำคัญคือปราบกิเลสของผู้คนให้เบาบาง) และพระปางห้ามญาติ ประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ผนังจารึกประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสายการปฏิบัติของบรรดาบุรพาจารย์ ชั้นบนเป็นที่บรรจุพระอัฐิธาตุและประดิษฐานรูปเหมือนพระบุรพาจารย์ พระเจดีย์ตอนบนประยุกต์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สมัยสุโขทัยกับรูปทรงเจดีย์ภาคอีสานแบบพระธาตุพนม ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซุ้มประตูเป็นแบบปราสาทขอม ด้วยการออกแบบที่งดงามเน้นประโยชน์ใช้สอย ด้านวิปัสสนากรรมฐาน พระมหาเจดีย์นี้จึงเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น

ข้อมูลจากชมรมพระพุทธศาสนา เอไอเอ ซึ่งจัดทำเว็บไซต์เพื่อเป็นอาจริยบูชาน้อมถวายคุณหลวงปู่บุญเพ็ญ กัปปโก กล่าวว่า....ท่านสร้างกุฏิหลังแรกด้วยองค์ท่านเอง และต่อมาท่านได้ดำเนินการสร้างศาลาขันตยาคมานุสรณ์เพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล และปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ท่านยังได้รวบรวมปัจจัยก่อสร้างอุโบสถขนาดเล็กเพียงพอต่อการใช้เป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ตามแบบสิม(โบสถ์)อีสานโบราณ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆในวัดป่าวิเวกธรรม สำเร็จได้ด้วยบารมีของท่าน หลวงปู่ไม่ได้มุ่งก่อสร้างถาวรวัตถุที่หรูหราเกินความจำเป็นหากแต่ยึดหลักความเรียบง่ายเหมาะแก่ประโยชน์ใช้สอย ดังนั้นแม้ว่าเมืองขอนแก่นจะเจริญเติบโตขึ้นจนเป็นเมืองล้อมวัด แต่เมื่อเข้าไปในวัดป่าวิเวกธรรมก็ยังคงมีบรรยากาศของวัดป่าซึ่งมีสิ่งก่อสร้างที่เรียบง่าย และมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป ในช่วงปี พุทธศักราช 2541-2542 ถาวรวัตถุในวัดเริ่มทรุดโทรมตามกาลเวลา และไม่เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์ของสามเณรและลูกศิษย์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก หลวงปู่จึงได้เริ่มงานก่อสร้างซ่อมแซมถาวรวัตถุในวัดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งค่อยทยอยสำเร็จลุล่วงไปด้วยบารมีและความเหนื่อยยาก เพราะหลวงปู่ไม่ใช่พระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ลูกศิษย์ของท่านเป็นบุคคลที่มีทุกข์จึงแสวงหาทางพ้นทุกข์โดยการฝึกภาวนา ดังนั้นจึงไม่มีกำลังที่จะถวายปัจจัยให้มากมาย หลวงปู่จึงสั่งวัสดุก่อสร้าง และจ้างแรงงานจากลูกศิษย์หรือใช้แรงพระเณรในวัด เมื่อมีผู้ศรัทธาทำบุญท่านก็ไม่เคยนำไปใช้จ่ายอะไร นอกจากเก็บเล็กผสมน้อยทยอยจ่ายค่าวัสดุ ค่าแรง ไปจนหมด แต่หลวงปู่ก็ไม่เคยเป็นหนี้ใคร..."

ในการอบรมภาวนาสำหรับฆราวาส หลวงปู่บุญเพ็งเน้นให้ดำเนินความสงบเพื่อความสุขสบายในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ท่านไม่เคยบังคับให้ถือศีล นุ่งขาวห่มขาว หรือควบคุมกริยาความประพฤติต่าง ๆ แต่เมื่อจิตสู่ความสงบแล้ว ผู้ปฏิบัติก็เห็นผลเสียของการดำรงตนนอกกรอบศีลธรรมประเพณี และค่อย ๆ ปรับปรุงตนเองไปทีละน้อย การตำหนิลงโทษผู้อื่นก็ค่อยลดน้อยลงไปเพราะท่านสอนให้ "โอปนยิโก" คือ น้อมเข้าหาตัว เมื่อเห็นกิเลส เห็นผิดของตนเอง เขาก็ค่อยปรับปรุงตนเองให้ถูกต้อง และเมื่อผู้อื่นทำผิดก็คิดได้ว่าเราก็เคยผิดเช่นนี้ ก็เลยให้อภัยกันไปได้ ศีลธรรม-เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เกิดขึ้นไปโดยอัตโนมัติ เป็นศีลแท้และธรรมแท้ที่เกิดขึ้นในใจท่านบอกว่า ธรรมะเป็น สันทิฎฐิโก คือ ผู้ปฏิบัติดีแล้วย่อมรู้เองเห็นเอง และเป็น ปัจจัตตัง คือ รู้เฉพาะตน พอนานเข้า พวกเราก็พึ่งตนเองได้ แก้ไขปัญหาให้ตนเองได้ สมดังพุทธภาษิตที่ว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

การสร้างทานบารมีนั้นหลวงปู่บอกว่า ....เป็นการเสียสละมิใช่พยายามสะสมเงินทองข้าวของแข่งกัน แม้ว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมาจะเป็นประโยชน์ในทางโลกก็ดี ในทางการสืบทอดศาสนาก็ดี แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงเรื่องภายนอกซึ่งไม่อาจช่วยให้พ้นไปจากการเวียนเกิดเวียนตายได้ นอกจากต้องบำเพ็ญภาวนาบารมีต่อไปเท่านั้นเมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว การร่วมแรงร่วมใจและร่วมปัจจัยถวายเพื่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ จึงไม่ได้มุ่งที่ความสำเร็จในการก่อสร้างถาวรวัตถุอีกต่อไป หากแต่มุ่งสะสมทานบารมี เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า เหมือนปล่อยจรวดต้องมีเชื้อเพลิงไว้ให้พอ

หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก (พระโสภณวิสุทธิคุณ) ท่านมีนามก่อนอุปสมบทว่า บุญเพ็ง เหล่าหงษา ท่านถือกำเนิดจากโยมบิดาคือนายเอี่ยม โยมมารดาคือนางคง ในวันมาฆบูชา ปีมะโรง จ.ศ.1290 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2471 ที่บ้านบัวบาน ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม มีพี่น้องร่วมท้อง 7 คน เป็นชาย5 คน หญิง 2 คน โดยมีหลวงปู่เป็นลูกหล้า(บุตรคนสุดท้อง) ครอบครัวของหลวงปู่มีอาชีพทำไร่ทำนา มีฐานะพอมีอันจะกิน หลวงปู่เล่าให้ฟังว่าท่านเคยควบคุมดูแลการหลบลูกระเบิดสมัยสงครามอินโดจีนเมื่อปี พุทธศักราช 2483 ตั้งแต่ท่านเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่ 4 แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มีความฉลาดเฉลียว และมั่นใจในตนเองมาตั้งแต่เด็ก ในแต่ละวันท่านก็คิดเมตตาสงสารวัวควายที่ท่านใช้งาน และคิดสลดสังเวชการวนเวียนดำเนินชีวิตของผู้คนรอบข้างที่ทุกข์ยาก สู้ภัยธรรมชาติปีแล้วปีเล่า แม้ว่าหลวงพ่อท่านอยากจะบวช แต่ก็ต้องรับผิดชอบในการทำงานแทนบรรดาพี่ชายซึ่งบวชกันไปหมด จนกระทั่งท่านมีอายุได้ 21 ปี จึงได้มีโอกาสบวช ก่อนออกบวชท่านก็ได้ทดแทนคุณบิดามารดาด้วยการสร้างบ้านให้บิดามารดาและพี่น้องด้วยตัวท่านเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่หาไม้จนกระทั่งสำเร็จเป็นบ้านอยู่อาศัยได้

ในปีพุทธศักราช 2471 นั้นหลวงปู่เทสก์ มาธุดงค์กรรมฐานและมาอยู่รับการอบรมธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่สิงห์ ที่โคกเหล่างาด้วย พอออกพรรษาเข้าหน้าแล้งหลวงปู่เทสก์ได้ไปแสวงหาที่วิเวกกรรมฐานทางทิศตะวันออกของเมืองขอนแก่น คือไปทางจังหวัดมหาสารคาม ท่านได้ไปพักอยู่ที่ป่าช้าหัวหนองตอกแป้น บ้านบัวบาน อำเภอเชียงยืน และได้อบรมหลักการปฏิบัติธรรมแก่ญาติโยมบ้านบัวบาน โยมบิดา มารดาของหลวงพ่อหลวงปู่บุญเพ็งมีความเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่เทสก์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้มอบบุตรชายคนโตคือ พระครูศีลสารวิมล (ล้วน สีลราโม พี่ชายของหลวงปู่บุญเพ็ง) เป็นลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่เทสก์ไปธุดงค์กรรมฐานตามสถานที่ต่าง ๆ จนกระทั่งได้อุปสมบท และ ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ภูมี วัดคีรีวัลล์ อำเภอท่าช้าง จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นพระครูศีลสารวิมล จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบาน ในปี 2485เพื่อโปรดโยมบิดามารดาและญาติพี่น้อง นำญาติพี่น้องบวช ขณะนั้นหลวงปู่บุญเพ็งมีอายุประมาณ 14-15 ปี และต้องรับภาระการประกอบอาชีพดูแลครอบครัว ท่านจึงไม่เคยมีโอกาสบรรพชาเป็นสามเณร หลวงปู่บุญเพ็งได้เข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 3 พฤษภาคม 2492 ที่วัดศรีจันทร์(ธรรมยุต) จังหวัดขอนแก่น โดยมีพระพิศาลสารคุณเป็นพระอุปัชฌายะ พระครูคัมภีรนิเทศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายา "กัปปโก" ซึ่งแปลว่า "ผู้สำเร็จ"

เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงปู่บุญเพ็งจำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบาน 2 ปี โยมบิดาป่วย และเสียชีวิต หลังจากจัดการฌาปนกิจศพโยมบิดาเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่บุญเพ็งจึงเดินทางมาศึกษาปริยัติธรรม และพำนักยังวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนได้นักธรรมโท ครั้นถึงเดือนสิงหาคม พุทธศักราช 2494โยมมารดาเสียชีวิต ท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดป่าวิเวกธรรม เพื่อจัดการงานศพของโยมมารดา และไม่กลับไปศึกษาปริยัติธรรมอีก ในปีพุทธศักราช 2495 พระพี่ชายคือพระครูศีลสารวิมล ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกธรรม(วัดเหล่างา) หลวงปู่บุญเพ็งจึงจำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบานเพียงองค์เดียว เป็นเวลา 5 ปี ต่อมาจึงได้ติดตามพระพี่ชายมาจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม เมื่อปี พุทธศักราช 2499

ระหว่างหลวงปู่บุญเพ็งนั้นได้เดินทางไปธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ โดยไปทางโคราช และอรัญญประเทศ จนกระทั่งข้ามไปยังประเทศกัมพูชาระหว่างทางท่านก็ได้ผจญกับสัตว์ร้ายและโรคภัยสารพัด และยังได้มีโอกาสช่วยเหลือรักษาโรคภัยให้แก่ชาวบ้าน เพราะท่านมีพรสวรรค์ในการรักษาโรคโดยวิธีการพื้นบ้านตามที่โยมบิดาท่านสอนให้ เช่น รักษาตาต้อ คางทูม ฯลฯ ท่านบอกว่า เอาไว้ช่วยตนเองและสงเคราะห์คนอื่นยามที่ไม่อาจรับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันได้ การเดินธุดงค์ส่วนมากใช้เท้าเปล่าและเอารองเท้าพาดบ่าเพราะรองเท้าตัดจากหนังควายแห้งใส่แล้วกัดเท้าเจ็บ แต่ถ้าเข้าป่ามีหนามจึงนำออกมาสวมจนกระทั่ง ปีพุทธศักราช 2502 หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางมายังจังหวัดขอนแก่นและแวะเยี่ยมพระครูศีลสารวิมล หลวงปู่บุญเพ็งจึงได้มีโอกาสฟังธรรมจากหลวงปู่สิม เป็นเหตุให้ท่านมีโอกาสเข้าใจในเรื่องการภาวนาที่ลึกซึ้งมากขึ้น และหลวงปู่สิมได้ชวนให้ไปอยู่เชียงใหม่ด้วยกัน หลังจากหลวงปู่สิมเดินทางกลับไปแล้ว หลวงปู่บุญเพ็งจึงตัดสินใจเดินทางติดตามไปโดยลำพัง ขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปแวะพักค้างคืนที่วัดบรมนิวาส เชิงสะพานกษัตริย์ศึกแล้วนั่งรถไฟต่อไปถึงเชียงใหม่เมื่อวันที่3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2503 หลวงปู่บุญเพ็งได้รับการฝึกหัดอบรมกรรมฐานจากหลวงปู่สิม และได้ติดตามหลวงปู่สิมไปธุดงค์กรรมฐานที่ภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นป่าที่มีสัตว์ร้ายอยู่มาก แต่หลวงปู่สิมก็นำท่านบุกป่าฝ่าดงไปเพื่อแสวงหาโมกขธรรม โดยอาศัยความสงบของจิตและ "พุทโธ" เป็นเครื่องต่อสู้กับความทุรกันดาร และสัตว์ร้ายนานาชนิด ต่อมาหลวงปู่บุญเพ็งยังมีโอกาสได้ไปศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งสมความรู้ไหวพริบปฏิภาณในการแก้ไขปัญหาธรรมะรวมถึงอิทธิวิธีจากหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่บุญเพ็งท่านจะเล่าให้บรรดาสานุศิษย์ฟังถึงความสงบเย็น ความมุ่งมั่น อดทน ความกล้าหาญ เมตตา และเสียสละของหลวงปู่สิม และปฏิภาณ ไหวพริบ อิทธิฤทธิ์ ของหลวงปู่ตื้อ ซึ่งท่านรับมาปฏิบัติจนทุกวันนี้

ในปี พุทธศักราช 2508 ในขณะนั้นหลวงปู่บุญเพ็งยังมีอายุไม่ถึง 40 ปี ด้วยซ้ำไป ท่านไปร่วมงานศพพระเถระที่จังหวัดสงขลา และได้รับนิมนต์ขึ้นเทศน์2 ธรรมาสน์ทั้งที่อาพาธด้วยไข้หวัด แต่ท่านก็เทศน์ได้ดีจนกระทั่งหลวงปู่สิม ออกปากชม ญาติโยมจากวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งไปร่วมงานในครั้งนั้นเกิดความประทับใจในปฏิภาณของท่าน จึงกราบอาราธนาท่านไปจำพรรษาที่วัดอโศการามตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2509 ในระหว่างพรรษาท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาอบรมพุทธบริษัทอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งท่านแสดงธรรมวันละ3 รอบ รอบละเกือบ 2ชั่วโมง เนื้อหาเผ็ดร้อน ตรงประเด็นเกี่ยวกับจิตตภาวนาล้วน ๆ ไม่มีจืด ไม่มีซ้ำ ชื่อเสียงในการเป็นนักเทศน์ของหลวงปู่บุญเพ็งขจรขจายมาจนถึงวัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน โดยมีอุบาสก อุบาสิกา นำมาเล่าให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมมธโร) เจ้าอาวาสในขณะนั้นฟัง เมื่อสมเด็จฯ ท่านซักถามถึงชื่อเสียงก็ทราบว่ารู้จักกันอยู่ก่อน จึงให้พระเถระในวัดพระศรีฯ ไปรับมา แต่หลวงปู่บุญเพ็งก็ได้ผัดผ่อนไปก่อนเพื่อที่จะออกธุดงค์ไปวิเวกที่จันทบุรี จนเมื่อเข้าพรรษาในปีพุทธศักราช 2510 หลวงปู่บุญเพ็งจึงได้มาจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน และได้อบรมจิตตภาวนาให้แก่ญาติโยมพุทธบริษัททางด้านนี้สลับกับที่วัด อโศการามเป็นเวลาเกือบ 10 พรรษา โดยส่วนใหญ่จะจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ดังนั้นเมื่อหลวงปู่บุญเพ็งจึงพูดถึงสองวัดนี้ ว่าเป็นวัดของท่านด้วยความคุ้นเคยอย่างยิ่งกับพระเณรและญาติโยมทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ทุกครั้งที่เดินทางมากรุงเทพฯ ท่านเจ้าอาวาสจัดกุฎิเฉพาะให้ท่านคือ กุฎิ กี ประยูรหงส์ ด้านหน้าศาลากลางน้ำ

ในอดีตนั้นตรงข้ามกับวัดป่าวิเวกธรรมหรือวัดเหล่างาเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งมีคนไข้จากจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดขอนแก่นเข้ารับการรักษา เมื่อเสียชีวิตลง ญาติไม่สามารถนำศพกลับไปยังบ้านเกิดได้ก็นำมาฝังในวัด บางครั้งศพมีจำนวนมากการฝังไม่เรียบร้อย หลวงปู่บุญเพ็งเล่าว่าบางครั้งพระลงศาลาฉัน สุนัขก็จะลากอวัยวะศพผ่านไปเป็นที่อุดจากตา ท่านจึงพยายามรวบรวมปัจจัยจากลูกศิษย์ลูกหาในกรุงเทพฯ ก่อสร้างเมรุเผาศพขึ้นมา ทำให้ปัญหาดังกล่าวลุล่วงไปได้ และบริเวณป่าช้าก็มีการใช้ประโยชน์น้อยลง พอดีกับวิทยาลัยเทคนิคฯ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดขาดสถานที่ที่จะก่อสร้างสนามฟุตบอล จึงมาขอเมตตาหลวงพ่อท่าน ซึ่งหลวงพ่อท่านก็เมตตาด้วยเห็นแก่เยาวชนซึ่งต้องการสถานที่ออกกำลังกาย ท่านบอกดีกว่าให้เข้าไปติดยาเสพติด ดังนั้นในปัจจุบันมุมด้านตะวันออกของวัดมีสนามฟุตบอลอยู่ เด็กที่มาเล่นฟุตบอลส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าข้างใต้นั้นมีซากศพกองอยู่จำนวนมาก

จากแนวโน้มผู้เป็นมะเร็งสูงขึ้นเรื่อยๆ หลวงปู่บุญเพ็งเมตตาให้พวกเราได้สร้างบุญกุศล เมื่อร่างกายแข็งแรง นำร่างกายนั้นมาปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์และ ประกอบความดีให้กับสังคมต่อไป เนื่องด้วยในปัจจุบันโรงพยาบาลขอนแก่นให้การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเฉลี่ยปีละ 430 คน โดยในส่วนของบำบัดโดยรังสีรักษา (ฉายแสง) ต้องส่งไปรับบริการที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ซึ่งต้องรอการนัดนาน 20-150 วัน ทำให้อาการของโรคลุกลามไปมาก การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เพื่อลดระยะเวลาการรอรับการบำบัดรังสีรักษาลง โรงพยาบาลขอนแก่นจึงดำริจะตั้งหน่วยรังสีรักษาขึ้นเพื่อให้บริการฉายแสงแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเวลาอันสมควร โดยโรงพยาบาลขอนแก่นมีความพร้อมด้านบุคคลากรและอุปกรณ์แล้ว แต่ยังขาดอาคารซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ อาคารรังสีรักษาต้องออกแบบก่อสร้างโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสี เป็นอาคาร 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 1784 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องตรวจ 6 ห้อง ห้องให้ยาและสารเคมี 8 เตียง 1 ห้อง ห้องฉายแสงและห้องควบคุม 1 ห้อง ห้องผ่าตัด 4 ห้อง ห้องพักฟื้น 6 เตียง 1 ห้อง วงเงินงบประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งโรงพยาบาลขอนแก่นได้กราบขอเมตตาจากหลวงปู่บุญเพ็ง สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้าง โดยตั้งชื่ออาคารว่า "อาคารรังสีรักษา หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก" เรามีโอกาสได้เข้าไปกราบหลวงปู่ที่กุฏิ ท่านกล่าวถึงอาคารรังสีรักษา และบอกกับผู้เขียนว่า "มาช่วยกันหน่อย"

ทั้งนี้ในอังคารที่ 6 และวันพุธที่ 7 มีนาคม(วันมาฆะบูชา) 2555 ที่ผ่านมา วัดป่าวิเวกธรรมได้จัดพิธีฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์บูรพาจารย์วัดป่าวิเวกธรรม และงานทำบุญฉลองอายุครบ 7 รอบ 84 ปี พระโสภณวิสุทธิคุณ(หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก) และถวายผ้าป่าสร้างอาคารรังสีรักษา โรงพยาบาลขอนแก่น จึงขอเรียนเชิญท่านที่มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคปัจจัยค่าก่อสร้าง"อาคารรังสีรักษา หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก" ได้ที่ วัดป่าวิเวกธรรม ถนนศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์สาขาขอนแก่น ชื่อบัญชี วัดป่าวิเวกธรรม เลขที่ 511 2 92888 5 (ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศ) สอบถามรายละเอียดที่ นพ.วัฒนชัย สุแสงรัตน์ 043 -236-974 และน.ส.ทัศนีย์ ฉันทาดิศัย 081- 817-2990 ....ขออานิสงส์แห่งทานในครั้งนี้จงบันดาลให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่อุดมด้วยโภคทรัพย์อันไม่มีประมาณ เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวตลอดไปค่ะ