ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ

ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศศิพร ปาณิกบุตร กล่าวถึงที่มาของ "ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ" ว่า "จริงๆแล้ว...จุดเริ่มต้นของ 'ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ' มาจาก 'สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ' ได้จัดทำ 'โครงการสื่ออาสาสัญจร' ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ เพื่อเผยแพร่ในกลุ่มบน อย่างกลุ่มประชาชน

...ด้วยไม่เคยทำในกลุ่มเยาวชน ประกอบกับช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เสด็จฯออกที่ไหน การที่เยาวชนไม่ได้เห็นพระองค์ท่าน...ทำอะไร สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร. ก็น่าจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ เห็นว่าพระองค์ท่าน ทำเพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง แม้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้เห็น แต่ผลงานของพระองค์ท่าน ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

...เราคิดว่า การจัดค่ายในกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชน ในระดับมหาวิทยาลัย ถ้ามีการซึมซับที่ดี เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ ต่อไปในอนาคต เมื่อได้ทำงาน ก็อาจนำไปต่อยอดได้ ทางสำนักงาน กปร. จึงตัดสินใจจัดกิจกรรมค่ายระดับอุดมศึกษา ส่วนพื้นที่เป้าหมายก็มีอยู่แล้ว คือศูนย์ศึกษาและการพัฒนาต่างๆ โดยปีแรกที่เริ่มต้นจัดค่าย นำเยาวชนในระดับอุดมศึกษา 20 คน เรียนรู้ในพื้นที่ภาคกลาง ที่ยังไม่เน้นในความยั่งยืน

...พอมีการจัดค่ายเยาวชนรุ่นต่อมา ก็อยากทำให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งผู้บริหารก็มีความเห็นด้วย โดยเราเลือกศูนย์ศึกษาทั้ง 5 ศูนย์ มาประกอบในการเรียนรู้ ซึ่งช่วงแรกๆก็ทำเพียง 5 ค่าย จำนวนเยาวชน 80 คน ซึ่งจะเน้นในลักษณะของการมาเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อให้เยาวชนที่ได้เรียนรู้ สามารถไปถ่ายทอดได้ ภายในระยะเวลา 20 นาที เยาวชนก็จดจำ และไปถ่ายทอดได้ ในฐานะเป็นมัคคุเทศก์ แทนเจ้าหน้าที่ของศูนย์การศึกษา

...ปีต่อมา มีการให้รุ่นพี่ ไปบอกต่อกับรุ่นน้อง ว่ามีค่ายของทางสำนักงาน กปร. หรือเป็นการเชิญชวนต่อกันมา ที่จะแตกต่างไปจากเดิม โดยปีนั้นให้เยาวชน เข้าไปนอนบ้านเกษตรกรเลย ที่นอกจากการเรียนรู้ภายในศูนย์แล้ว ปรากฏว่า เยาวชนเกิดความสนุกสนานมาก พร้อมการรับรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำอะไรมากมาย ให้กับราษฎร ซึ่งเยาวชนบางคน ครอบครัวทำนา หรือที่เป็นเกษตรกร ก็จะกลับไปช่วยพ่อแม่ได้ด้วย

...ปีถัดมาก็คิดใหม่ เนื่องจากระยะเวลาอบรมสั้น จึงต้องให้กระชับมากขึ้น ในระยะเวลา 2 คืน 3 วัน พอไปอยู่บ้านเกษตรครึ่งวัน ก็ไม่ต้องไปนอน แต่ว่าเรียนรู้ในศูนย์ฯได้ครบ แล้วมาถึงปีที่ 3 เราจะเน้นการนำเสนอมากขึ้น พร้อมนำไปถ่ายทอดในมหาวิทยาลัย ด้วยเยาวชนคิดกันเก่ง หรือทำกันเก่งแล้ว แต่ยังขายไม่ได้ หรือนำเสนอไม่เป็น เราจึงดึงคนที่มีความรู้ เข้ามาช่วยในเรื่องของการนำเสนอ ผ่านสิ่งต่างๆ เพื่อทำให้ดีขึ้น พัฒนาขึ้น หรือนำเสนอดีขึ้น ที่สำคัญรู้ว่า ไปทำโครงการอย่างไร และปี 4 ก็ขยับสู่สถาบันการศึกษาอีกเช่นกัน"

เมื่อเร็วๆนี้ทางด้านของ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมมือกับทาง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส จัดโครงการ "ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ" รุ่นที่ 4/2 ขึ้น ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส โดยได้รับเกียรติจาก เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สุวัฒน์ เทพอารักษ์ มาเป็นประธานเปิดโครงการนี้

โดยในการจัดโครงการค่ายเยาวชนฯ ได้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ได้แก่ หนึ่ง...เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรมาอย่างต่อเนื่อง สอง...เพื่อเป็นการเผยแพร่ในพระราชดำริ พระราชกรณียกิจ พระจริยวัตร และพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สาม...เพื่อเป็นการเผยแพร่ องค์ความรู้และประโยชน์ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสี่...เพื่อในการสร้างเครือข่าย และสนับสนุนเยาวชน ในการทำหน้าที่สืบสาน และเผยแพร่แนวราชดำริ

เยาวชนร่วมโครงการฯ จะเรียนรู้ภาคทฤษฎี จากการบรรยายพิเศษ เกี่ยวกับการทรงงานพระราชดำริ การพัฒนา และบทบาท ในหัวข้อ "สำนักงาน กปร. กับการสนองพระราชดำริ" จากเลขาธิการ กปร. สุวัฒน์ เทพอารักษ์ และการบรรยายพิเศษหัวข้อ "สะสมดินเปรี้ยว แกล้งดินอย่างเดียว พัฒนายั่งยืน" จากผู้อำนวยการ สายหยุด เพ็ชรสุข ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

สำหรับการเรียนรู้ภาคปฏิบัตินั้น เยาวชนจะเรียนรู้ ทั้งจากต้นแบบในการพัฒนา ตามแนวพระราชดำริ ภายในพื้นที่ศูนย์ศึกษาฯ อาทิ โครงการแกล้งดิน การเพาะเห็ดครบวงจร งานปศุสัตว์ งานสาธารณสุขด้านการพัฒนา อาทิ การทำยากันยุง งานด้านอุตสาหกรรม การจักสานผลิตภัณฑ์พื้นบ้านจากปาหนัน นอกจากนั้นยังได้ร่วมเรียนรู้ จากเกษตรตัวจริง ณ โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง ที่บ้านรอตันบาตู ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมกับการสนับสนุนจาก ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ได้มีอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ต่อจากนั้นเยาวชนทุกคนจะร่วมกันทำกิจกรรม "เยาวชนอาสา สร้างงานเพื่อในหลวง" ซึ่งเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริ การฟื้นฟูป่าเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำมาปฏิบัติจริงภายในศูนย์ศึกษาฯ โดยจะร่วมกันปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของ "ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ" หรือ RDPB Camp ให้ยั่งยืนตลอดไป

ปิดท้ายด้วยการให้เยาวชนได้มีการนำเสนอความคิดในการสร้างผลงาน ที่ได้สืบสานพระราชดำริ ตามความถนัดและเหมาะสม ในฐานะเยาวชนในโครงการ "เยาวชนอาสาสืบสานพระราชดำริ" เพื่อชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากองคมนตรี พร้อมทุนในการดำเนินโครงการ เพื่อการนำไปต่อยอด สร้างประโยชน์และเพิ่มองค์ความรู้ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้กับทางสถาบันการศึกษา และชุมชนต่อไปอีกด้วย

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ไลลา อาแซ กล่าวถึงการมาร่วมโครงการฯว่า "ก็มีรุ่นพี่ที่เรียนสาขาเดียวกัน เค้าเคยมาเข้าค่ายจากรุ่นที่แล้ว พอเค้ากลับไปที่มหาวิทยาลัย ก็จัดให้มีกิจกรรมภายในสาขา พร้อมกับบอกน้องๆ หนูก็ว่า...เห็นชื่อโครงการอย่างเดียว ก็คิดเพียงว่าเป็นการอบรมทั่วไป น่าจะไม่มีอะไรสนุกสนาน คงแอบหลับได้ทุกวัน พี่เค้าก็ว่า ไม่เชื่อลองไปดู ทั้งอาจารย์เอง ก็สนับสนุนว่านะ หนูน่าจะไป ด้วยอยู่ชั้นปี 3 แล้ว จะต้องเป็นพี่ มาจัดค่ายให้น้องๆ หรือเป็นแก่นนำหลักของสาขาเลยก็ว่าได้ แล้วเมื่อกลับมา กระจายความรู้ให้กับน้องๆ ซึ่งน้องๆแต่ละคนนั้น มาไม่เหมือนกันเลย น้องๆที่มีน้อยกว่าเรา อาจจะได้เยอะไปจากเรา ส่วนน้องๆที่มีมากกว่า เราอาจจะได้เพิ่มขึ้นจากเค้า เท่ากับว่า...จะมีความรู้เท่าเทียมกัน

...เมื่อมาถึงครั้งแรก มีพี่ๆที่ค่ายเค้าถามว่า โครงการเสร็จยัง...หนูก็งงค่ะ พี่ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้บอกให้เตรียมโครงการไว้ก่อน ก็รู้สึกเครียตในช่วงแรก พอผ่านมาวันที่ 2 พี่ที่ค่ายว่า ไม่ต้องซีเรียส เดี๋ยวน้องจะสนุกไปเอง โครงการที่ว่านั้น ก็อยู่ในการอบรมนั่นแหละ แล้วพอทำกิจกรรมไป รู้สึกว่าระยะเวลามันสั้น คือเราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านแต่ละถิ่น ที่ไม่เหมือนกันเลย แม้ว่าจะอยู่ในละแวกหรือใกล้เคียงกัน อย่างบางบ้านทำสวนทำเกษตร บางบ้านจักรสานเสื่อ นั่นเป็นประสบการชีวิตล้วนเลยค่ะ

...ในส่วนที่หนูชอบมากๆ น่าจะเป็นการสานเสื่อ คือ หนึ่งเป็นงานฝีมือ สองเป็นความรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เสมือนเราได้สืบทอดในความรู้ที่เก่าแก่ หนูภูมิใจอย่างมากค่ะ ที่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ไปแล้ว หากจบจากค่ายออกไป จะบอกน้องๆให้มาเลย ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเครียด และหนูเชื่อว่า ทุกคนที่มาในปีนี้ อยากมาปีหน้าอีก

...ทางบ้านของหนู คือ คุณแม่สานต่อการค้าจากคุณย่า ส่วนคุณปู่เป็นคนทำสวน แล้วในแง่การนำความรู้ไปใช้นั้น ด้วยบ้านคุณปู่ มีพื้นที่สวนอยู่ 2 ส่วน คือ ที่อยู่ใกล้ๆบ้าน กับที่อยู่ไกลบ้านเลย ส่วนที่อยู่หลังบ้าน จะปลูกพืชผักสวนครัว ที่สามารถเก็บมากินได้ อีกส่วนที่อยู่ไกลบ้าน คุณปู่จะปลูกมังคุด ทุเรียน และส่วนใหญ่เป็นกล้วย ก็จะไปพัฒนาการปลูกกล้วย เพราะเห็นว่าในหมู่บ้าน มีการบริโภคกันมาก แล้วยังมีการเลี้ยงนกหัวจุก ก็มักให้กินกล้วย มากกว่าอาหารเม็ด วันหนึ่งต่อตัวหนึ่งลูก แล้วต้องให้กินกันทุกวัน ถ้าเราพัฒนากล้วย ก็เป็นการตอบโจทย์ได้ เพราะบางบ้านไม่มีกล้วย จะต้องมาซื้อกล้วยจากเราไปค่ะ"

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น ชั้นปีที่ 3 นูรุลฮุดา อับรู กล่าวถึงการร่วมโครงการฯว่า "ด้วยหนูเป็นตัวแทนนักศึกษาอยู่แล้ว นายกทางการศึกษา บอกให้มาเข้าค่ายเยาวชน เพราะศาสตร์ที่เรียนเป็นการพัฒนาชุมชน เลยตั้งใจจะมาอยู่แล้ว เพื่อมาเรียนรู้ ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปใช้ในวิชาที่เรียนอยู่ด้วย ก่อนมาก็พอรู้บ้างว่า โครงการเป็นอย่างไรบ้าง คือปกติการเรียน หนูก็ลงไปตามชุมชน ดูชาวบ้านทำเกษตรกันอยู่แล้ว

...ส่วนที่หนูประทับใจอย่างมาก ช่วงที่ได้ลงภาคสนาม หรือไปศึกษากับชาวบ้านมากกว่า โดยเฉพาะได้ช่วยชาวบ้านทำปุ๋ย ด้วยสามารถนำวิธีทำปุ๋ย กลับไปทำที่บ้านได้ด้วย ชาวบ้านเค้ามีสูตรการทำปุ๋ย ด้วยการหมักจากผลไม้ที่เน่าเสียแล้ว นำมาสับแล้วหมักไว้ราวหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นนำไปผสมกับน้ำ เอาไว้ฉีดกับต้นยาง ต้นไม้ หรือพืชผักต่างๆ และชาวบ้านเค้ายังว่า จะส่งผลดีทำให้ผักสวย ผักปลอดสารพิษ หรือน่ากินมากยิ่งขึ้นด้วย

...หากนำไปใช้ที่บ้านคงได้ผลดี ด้วยทางครอบครัวเป็นข้าราชการ แต่ก็มีสวนเล็กๆอยู่ด้วย ก็สามารถนำวิธีทำปุ๋ยไปใช้ในสวนของเรา หรือนำไปสอนกับชาวบ้าน และด้วยความที่หนู...เป็นรองประธานชมรม ซึ่งชมรมจะเข้าไปพัฒนา หรือทำกิจกรรมกับชาวบ้าน ก็จะเสนอทฤษฎีของเศรษฐกิจพอเพียง และใช้ในชมรมตัวเอง ส่วนมหาวิทยาลัย จะเผยแพร่ สร้างเฟส แชร์หน้าเฟส เพราะในเฟส...ก็มีคนติดตามมาก จะทำให้ได้รู้จักทั่วกัน

...ความพอเพียง...สำคัญมากค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว ก็มักไม่ค่อยพอเพียงกัน อยากได้ อยากมีเกินความจำเป็น ควรหันมามองวิถีเล็ก ชีวิตความเป็นอยู่ที่ง่ายๆ ซึ่งเป็นพื้นฐาน หรือรากเหง้าของชีวิตเรา จะได้มีความเป็นอยู่ ในโลกแห่งความเป็นจริง คนที่บ้านรอตันบาตู เค้าเข้มแข็งกันมากค่ะ ผ่านช่วงชีวิตที่เลวร้ายที่สุด แล้วกลับมามีชีวิตที่ดีได้ หนูเห็นเค้ายิ้มอย่างมีความสุข หนูก็ยิ้มด้วยความสุขตามไปกับเค้า วันนี้มาช่วยลุงเค้าปลูกคะน้า เห็นลุงมีความสุข หนูก็มีความสุขเหมือนกัน คุ้มค่าอย่างมากค่ะ...แม้จะต้องมาเปื้อนดินเปื้อนโคลน"

และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาสังคม ชั้นปีที่ 3 อามีน บูลายามา กล่าวถึงการมาร่วมค่ายเยาวชนว่า "คือผมมารู้ข่าวของค่ายชัดเจน...จากเพื่อนครับ เป็นเพื่อนในวงการกิจกรรม แรกๆผมก็ไม่ค่อยสนใจนัก แต่พอรู้ว่าเป็นกิจกรรมของในหลวง แล้วยังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้เลย เกี่ยวกับในหลวง ในบางครั้งอาจจะมองข้าม หรือเห็นเป็นสิ่งเล็กๆ กับกิจกรรมเรียนรู้ด้านการเกษตร การแกล้งดิน หรือการเพาะเห็ด ซึ่งสิ่งเหล่านั้นสำคัญต่อชีวิต ควรรู้ในฐานะนักศึกษา

...การศึกษาพระราชดำริของในหลวง มักศึกษากันในห้องเรียน แต่พอมาได้ลงพื้นที่จริงๆ อ้อ!!!พระองค์ท่านมีความอดทน ทำเพื่อประชาชนจริงๆ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญ กับคนภาคใดภาคหนึ่ง จะให้ความสำคัญเท่าเทียมกันทุกภาค จึงรู้สึกประทับใจอย่างมากครับ เมื่อได้ทราบในรายละเอียดมากขึ้น ส่วนกิจกรรมที่ประทับใจ น่าจะเป็นการเพาะเห็ดครับ แถวๆบ้านผมไม่ได้ทำแบบนี้ หรือไม่ได้มีเป็นสูตร ซึ่งก็แน่นอนที่ว่า สามารถนำไปต่อยอดได้ ทั้งที่บ้านก็พัฒนาเป็นสูตรหัวเชื้อ ยิ่งที่มหาวิทยาลัย จะทำเป็นโครงการเกษตร

...นอกจากนั้นยังเผยแพร่ให้นักศึกษา ว่าวิถีชีวิตที่พอเพียงจากในหลวง มีความสำคัญอย่างมากมาย แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ทว่าควรตระหนักกันให้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญในอนาคตข้างหน้า ถ้าไม่มีเยาวชนสนใจเรียนรู้ ก็ไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศชาติ...จะเป็นไปอย่างไร นอกจากไปเผยแพร่ที่มหาวิทยาลัย ก็จะนำไปบอกเล่าต่อในหมู่บ้าน อยากฝากว่า โครงการค่ายดีๆอย่างนี้ ควรหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม เพราะว่าโครงการพระราชดำริ ของในหลวงดีที่สุดแล้ว ทั้งเป็นวิถีชีวิตที่มีความยั่งยืน ก็เห็นบ้างจากบางคน ที่ไม่ได้ตระหนักในวิถีพอเพียง อยากให้เห็นว่า มันเป็นวิถีที่สร้างคน ให้ชีวิตใหม่ ที่มั่นคง และยั่งยืน"

โครงการ "ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ" นับว่าเป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่ได้มาสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เยาวชน เพื่อทำให้ได้รับทราบ ในประโยชน์และคุณค่า ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งได้เป็นเยาวชนต้นแบบ ที่พร้อมใจน้อมนำ แนวพระราชดำริ ที่เป็นประโยชน์ ไปใช้ในการดำเนินชีวิต หรือประกอบสัมมาอาชีพเพื่อตนเอง ครอบครัว และสังคม อีกทั้งสามารถจุดประกายความคิดใหม่ๆของเยาวชน ที่จะได้บูรณาการต่อยอดองค์ความรู้ อันมาจากการศึกษาดูงาน หรือร่วมทำกิจกรรม ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเป็นสื่อกลางของคนรุ่นใหม่ ในการสืบสานแนวพระราชดำริต่อไป