นริศรา ตันติกำเนิดกุล เรียน รู้ เล่น ไม่มีวันจบ กับ "จอยรักคลับ"

สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

เมื่อความเชื่อในเรื่องการเรียนรู้ไม่มีวันจบ มาพบกับสถานที่อันเหมาะสม "จอยรักคลับ" จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้ามาแสวงหาความรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆตามที่แต่ละคนสนใจ

"สิ่งที่เราทำบางทีอาจจะไม่ได้ตอบในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นผลด้านความรู้สึก เหมือนเวลาสอนเด็กจากตอนต้นชั่วโมงที่ยังไม่รู้อะไร แต่พอจบชั่วโมงแล้วเขามีงานมาให้ตรวจ ก็เหมือนกับว่าเป็นความสุขจากการได้เห็นการเปลี่ยนแปลง จากไม่รู้ไปหารู้ ในมุมของเราที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ ถ้าไม่มีความสุขคงไม่ทำ เพราะมีศักยภาพที่จะไปทำอย่างอื่นได้ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ ชีวิตสุดท้ายต้องออกแบบได้ว่าเราไม่อยากทำงานออฟฟิศ แต่อยากทำเรื่องการเรียนรู้ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นได้ด้วย ถือเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ทุกครั้งที่เกิดการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ถามว่าคุณได้ไหม ได้ แม้จะไม่ได้ลงไปเต็มร้อยในกระบวนการ แต่คุณก็อยู่ในบรรยากาศแบบนั้น"

นริศรา ตันติกำเนิดกุล เป็นทั้งครู นักเขียน และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มจอยรักคลับที่ขอให้คำจำกัดความกลุ่มของตัวเองว่าเป็น "คลับของการเรียนรู้ไม่รู้จบ เพื่อไลฟ์สไตล์ที่สมดุล" โดยมีบ้านหลังเล็กๆในย่านสาทรเป็นสถานที่สอนทำงานอดิเรกต่างๆ อาทิ ปักผ้า ทำสบู่ วาดรูปสีน้ำ เซรามิค เรื่อยไปจนถึงเปิดคอร์สแนะนำเกี่ยวกับการเขียน วางแผนการเงิน และอีกมากมาย นริศราตั้งใจให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้ ทั้งยังได้ผ่อนคลาย และพบเจอเพื่อนใหม่ที่มีความสนใจคล้ายคลึงกันด้วย ปัจจุบันจอยรักคลับวางตัวเป็นคลับของการเรียนรู้มาได้สองปีเศษแล้ว

"เมื่อก่อนเราเป็นครูสอนศิลปะและได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย เมื่อปี ๒๕๔๘-๒๕๕๓ ตอนอยู่ที่โน่นของที่เราเห็นล้วนแต่แฮนด์เมดทั้งนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การเรียนรู้เป็นเรื่องสากลและเราทำมันอยู่ทุกวันทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เลยหยิบเรื่องการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนเมืองมานั่งคุยกับเจ้าของบ้านหลังนี้ชื่อ น้าแป้น-คุณพัชรบูรณ์ ด่านโพธิวัฒน์ เป็นครูสอนทำขนมปังที่มีสไตล์ของตัวเองคือ เน้นการทำง่ายๆ สไตล์โฮมเมด คุณน้าเริ่มเปิดบ้านเป็นที่เรียนทำขนมปังก่อน ส่วนชั้นบนเป็นร้านอาหาร พอดีช่วงนั้นพื้นที่ตรงนี้เริ่มว่าง จึงคิดทำเรื่องการจัดการเรียนรู้เป็นคอร์สระยะสั้นอย่างจริงจัง โดยสร้างแบบบรรยากาศเป็นมิตร จับต้องได้ ไม่ได้หรูหราหรือกิ๊บเก๋มาดเยอะเหมือนบางที่ที่ไปแล้วคนเรียนรู้สึกเกร็ง ส่วนที่มาของชื่อเริ่มจากที่นี่จะว่าไปจอยรักคลับก็เป็นร้านค้านี่แหละ แต่เป็นสถานที่ที่ให้บริการเรื่องความรู้ งานอดิเรก แต่ไม่อยากให้รู้สึกซีเรียสเกินไป

ที่มาที่ไปคือเรานึกถึงคำว่า 'ชมรม' จากสมัยเรียนเป็นคนชอบทำกิจกรรม แต่คำว่า 'ชมรม' ก็อาจจะดูเชยไปหน่อย เลยพลิกมาเป็นภาษาฝรั่ง ได้คำว่า 'คลับ' พอได้คำว่าคลับก็นึกถึงหนังสือที่เป็นภาพยนตร์ด้วยที่ชื่อ Joyluckclub ธรรมชาติของนักเขียนขอพลิกอีกนิด เปลี่ยน 'Luck' เป็น 'รัก ruk' ซะ ส่วนคำว่า 'จอย' จริงๆแล้ว คำนี้มาก่อนเพื่อน เพราะเป็นปรัชญาที่ได้จากตอนไปเรียนที่อินเดียคือ โรงเรียนที่ไปเรียนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านความรื่นรมย์ joy ตรงกับภาษาแขกคือคำว่า 'อนันดะ หรือ อนันดา' เรียนอะไรก็ตาม ถ้าบรรยากาศดี รื่นรมย์ การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ตอนนั้นเหมือนทุกอย่างลงตัวกันพอดี มีพื้นที่ว่าง ตัวเราเองมีประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควร และจากการทำงานหลายวงการทำให้มีคนรู้จักที่มีความสามารถในด้านต่างๆเลยเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ประกอบกับเคยสอนหนังสือจึงนึกภาพและสามารถวางตารางเรียนได้ ซึ่งดูเผินๆอาจจะเหมือนจับฉ่ายมาก แต่ความจริงทุกอย่างมีการออกแบบมา เช่น กลุ่มงานไฟน์อาร์ต งานฝีมือ งาน D.I.Y. งานเพิ่มทักษะขาจร งานศิลปะเด็ก ซึ่งแต่ละคอร์สต้องพิเศษ คิดเยอะ อย่างกิจกรรมแรกๆที่จัดสอนปักผ้า เนื่องจากคุณน้าแป้นได้รู้จักครูตุ๊ก ซึ่งเป็นครูสอนปักผ้าที่มีฝีมือคนหนึ่ง ปัจจุบันครูตุ๊กเสียชีวิตแล้วนะคะ เราก็เปิดประเด็นคอร์สแรกของเราด้วยการสอนปักผ้า แล้วจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นคอร์สที่ได้รับความนิยม ที่นี่มีคอร์สสอนปักผ้าเป็นประจำทุกเดือน สอนโดยครูอ๋ายกับครูปู ซึ่งพี่ทั้งสองคนเคยเป็นนักเรียนคอร์สปักผ้าของครูตุ๊กที่จอยรักคลับ เห็นความสัมพันธ์ไหมคะ จอยรักคลับเป็นพื้นที่วันหนึ่งคุณเป็นผู้มาเรียน วันต่อมาคุณอาจเป็นผู้สอน เป็นผู้ส่งต่อความรู้กับคนอื่นได้ และก็โชคดีที่ครูของเราครีเอทีฟและทำการบ้านเยอะ เลยสามารถสร้างสรรค์เรื่องปักผ้าให้หลากหลายได้ตลอดเวลา เรารู้สึกว่าการปักผ้ามีเรื่องของการสังสรรค์ นั่งคุย นั่งมองหน้า ชวนกันปักผ้า มีความเป็นสมาคมเล็กๆ และทำต่อเนื่องได้ตลอด ใช้อุปกรณ์ไม่เยอะ และถึงแม้จะดูเหมาะกับผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายมาเรียนบ้างนะคะ ซึ่งคนที่มาก็ชอบ เพราะแต่ละลายที่ปักขึ้นมา พอทำได้ เขาจะรู้สึกเหมือนค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าตื่นตาตื่นใจ พอเราเอาความคิดสร้างสรรค์ใส่เข้าไป คิดทำเป็นคอนเซ็ปต์ต่างๆในแต่ละเดือนเลยกลายเป็นงานศิลปะที่เป็นทั้งงานอดิเรกและคลายเครียดได้ดี

กลุ่มที่เป็นพวกงานฝีมือ แบ่งเป็น ๑.ไฟน์อาร์ต หรือ ศิลปะบริสุทธิ์ เช่น การวาดรูปสีน้ำ ๒. D.I.Y. ทำเองใช้เอง เช่น ทำสบู่ ถักสร้อย ๓.คอร์สเกี่ยวกับนักอยากเขียน เนื่องจากพื้นฐานตัวเองเป็นนักเขียนด้วยจึงมีนักเขียนที่รู้จักหลายคน อีกอย่างเรารู้สึกว่ามีคนอยากเป็นนักเขียนเยอะ ทุกครั้งที่เปิดจะมีคนสนใจตลอด อย่างตอนที่ทำธีมไก๊ด์บุ๊คส์ ก็จะแบ่งเนื้อหาเป็นก่อน-ระหว่าง-หลังการเดินทาง เช่น ก่อนเดินทางต้องหาข้อมูลอะไรตรงไหนบ้าง กล้องที่เตรียมไปใช้แบบไหนดี ซิมการ์ด วีซ่า ฯลฯ คือเป็นการติวจากประสบการณ์ของนักเขียนตัวจริง ๔. เรื่องอาหารการกิน เพราะในบ้านหลังเดียวกันมีทั้งร้านอาหารและร้านขนมปังเลยคิดคอร์สที่จะเชื่อมโยงทุกอย่างที่มีในบ้านนี้จึงชวนคนมาทำอาหาร ให้เชฟจุ๊บ-คุณจารุวรรณ บุญวิวัฒนา เจ้าของร้านอาหารทำเสื้อทำสวน ร้านตั้งอยู่ชั้นบนลงมาสอนทำน้ำสลัดหรือซุปสามสี เป็นต้น

๕.การทำกิจกรรมกับเด็ก อันนี้เป็นเพราะว่าเคยสอนเด็กมา ตอนแรกที่ทำจะเป็นคอร์สศิลปะเด็กจอย ทุกอาทิตย์ตอนเช้าจะมาทำกิจกรรมกัน โดยเปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ แต่ตอนหลังกิจกรรมอื่นเบียดบังเลยมาทำค่ายเด็กปีละ ๒ ครั้ง ช่วงปิดเทอม เป็นค่ายวรรณกรรมผสมศิลปะและการแสดง ๕ วันติด มีน้องๆจากกลุ่มมะขามป้อมมาช่วยเรื่องการแสดง และตัวเราที่เรียนจบอักษรฯ มาจะมีพื้นวรรณกรรมที่สามารถย่อยมาเล่นเป็นกิจกรรมได้ ที่เคยทำไปแล้ว เช่น รามเกียรติ์ เพราะจัดในช่วงที่มีภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่องยักษ์เลยทำเรื่องยักษ์เล็กขี้เล่น หรือไซอิ๋วก็ปรับมาเป็นไซจิ๋ว คืออะไรที่เด็กจะต้องโตไปแล้วได้เรียนก็ได้เรียนก่อนเลย โดยเราย่อยมาให้เหมาะกับวัยเขา ๖.เรื่องท่องเที่ยว ตอนนี้ขยายมาทำทัวร์ด้วย เช่นจัดทริปพาคนที่รักการถ่ายภาพไปถ่ายภาพที่อินเดีย หรือไปปักผ้ากับช่างฝีมือตัวจริงเสียงในฟิล์มที่อินเดีย

สรุปคือ จอยรักคลับสามารถจัดคอร์สทุกอย่างเป็นงานอดิเรกที่ยืนพื้นอยู่ที่การเรียนรู้ แต่การจัดกิจกรรมบางครั้งต้องดูกระแสด้วย อันไหนที่ทำได้ทุกเดือนก็ทำ แต่บางอันก็รู้สึกว่าต้องเว้น เช่น วาดสีไม้ หรือเซรามิค เปิดทุกเดือนคงไม่ได้และอาจารย์ที่สอนไม่ว่างด้วย ดังนั้น บางกิจกรรมเราถึงจัดเมื่อทุกอย่างว่างตรงกันและคนเริ่มมีความรู้สึกว่ากำลังคิดถึงอยู่พอดี แต่ต้องบอกว่าจอยรักคลับจะไม่มีความเป็นชุมชนเกิดขึ้นเลยถ้าไม่ได้เกิดในยุคเดียวกับเฟซบุ๊คที่ทุกอย่างกลายเป็นว่าทำเสร็จแล้วมีการถ่ายรูปโชว์ พอเพื่อนในกลุ่มเห็นแล้วอาจจะอยากเรียนเหมือนกันบ้างจนกลายเป็นได้รับความนิยมต่อเนื่องกันมา ความเป็นชุมชนของเฟซบุ๊คทำให้เรายังเห็นกันอยู่ พอมีกิจกรรมอะไรน่าสนใจ เขาก็จะอยากมาเรียนต่ออีก

คนที่มาเรียนมีทุกวัย เนื่องจากเราบอกว่าที่นี่เป็นคลับของการเรียนรู้ไม่รู้จบเพื่อไลฟ์สไตล์ที่สมดุลจึงครอบคลุมหมดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เคยมีคุณป้าท่านหนึ่งอายุ ๖๗ นั่งรถไฟฟ้ามาเรียนปักผ้า ปรากฏว่าพอถาม ถึงรู้ว่าเป็นรองศาสตราจารย์สอนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ขอนแก่น เป็นผู้หญิงเท่ แต่ลึกๆแล้วอยากปักผ้า คุณป้าบอกว่าดีใจมากเลยที่ในวัยนี้ได้มานั่งปักผ้า เขารู้สึกว่าได้เติมเต็มในสิ่งที่อยากทำมานาน ยังมีอีกคนมาไกลจากประเทศลาว เขามีร้านสปาอยู่ที่โน่นแล้วอยากจะทำสบู่ขายหน้าร้านด้วยเลยมาเรียน ซึ่งเขาก็เอาไปทำได้เลย เพราะเราบอกแหล่งขายวัตถุดิบด้วย คือการมาเรียนเพื่ออะไรก็แล้วแต่ว่าคุณจะเอาไปใส่ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดเอาอีกทีได้ยังไง เรามีหน้าที่ทำที่นี่ให้เป็นเหมือนที่ที่ไอเดียต่างๆมาเจอกัน บางคนอาจต้องการแค่เรียนจบไปด้วยความเบิกบานใจและมีของที่ทำเองกลับไป แต่บางคนเอาไปต่อยอดทำเป็นสินค้าขาย ก็แล้วแต่ว่าจุดประสงค์ของแต่ละคนคืออะไร

สิ่งที่กำลังจะทำต่อไปคิดว่าจะเอาองค์ความรู้ทั้งหมดมาทำเป็นหนังสือ ๑ เล่ม เป็นของขวัญปีใหม่ ในนั้นเปิดมาอาจจะเจอวิชาปักผ้า การทำเซรามิค บทสัมภาษณ์ บทกวี หรือภาพสเก็ตช์ของคุณครู คนเรียนปักผ้าที่อายุน้อยที่สุด อายุมากที่สุด หรือคนที่มาไกลที่สุด เราจะเอามารวบรวมเอาไว้ เพราะอยากเก็บความรู้สึกว่าแม้จะมาเรียนครั้งเดียว แต่เขาก็คือหนึ่งในสมาชิกของเรา อีกเรื่องที่ทำเป็นหนังสือนิทาน เราตั้งใจขายหุ้น ๑๐๐ หุ้น เพื่อมาจัดพิมพ์นิทาน ให้คนซื้อหุ้น ๑ หุ้น หุ้นละ ๑,๐๐๐ บาท หนึ่งคนซื้อได้ไม่เกิน ๕ หุ้น และจะได้เงินปันผลกึ่งหนึ่งของเงินที่ลงทุน เช่น ซื้อ ๕,๐๐๐ บาท ได้เงินคืน ๒,๕๐๐ บาท อันนี้เป็นแนวคิดที่ว่าทำยังไงให้คนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งถ้ายังตื่นตัวแบบนี้ก็มีเรื่องน่าทำเยอะมาก เช่นที่มีไอเดียว่าต่อไปจอยรักคลับต้องไม่ใช่ที่ที่จุได้ ๑๐-๑๕ คน แต่ตั้งใจอยากทำโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เราทำอยู่ขณะนี้คือขั้นตอนที่จะไปสู่การทำโรงเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็อยากทำในแบบที่ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

 

จอยรักคลับมีฐานลูกค้าที่ชอบอะไรเหมือนกัน รสนิยมใกล้เคียงกัน อยากทำสิ่งดีงาม ชอบการเรียนรู้เหมือนกัน ฉะนั้นเราก็จะได้คนกลุ่มนี้อาจจะมาเป็นเจ้าของร่วมกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่เราออกแบบ สิ่งที่ดีที่สุดของการทำจอยรักคลับ คือพอคิดแล้วทำได้ เราสามารถออกแบบสิ่งที่อยากทำ แม้จะเป็นการทำซ้ำก็ไม่เบื่อ เพราะมีธีมที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลานั้นๆ กับสมาชิกคลับที่สุดท้ายกลายมาเป็นเพื่อนกัน บางคนมาเรียนแล้วก็มีไปเที่ยวด้วยกันอีก ความสัมพันธ์มันเหมือนเรารู้จักกันมาก่อน มีความเป็นชุมชน และความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน"