อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 1 จิตตนคร นครหลวงของโลก "จิตตนคร" เป็นผลงานพระนิพนธ์ชิ้นเอกของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผู้ทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางผลงานพระนิพนธ์มากมายหลายหลาก ทั้งที่เป็นตำรา พระธรรมเทศนา หลักธรรมทั่วไป จนถึงพระนิพนธ์แปลต่างๆที่ทรงนิพนธ์ขึ้น ผลงานเล่มนี้เป็นเพียงเล่มเดียวที่ทรงประพันธ์ขึ้นในลักษณะที่เป็นหนังสือธรรมะเชิงนวนิยาย หรือ "ธรรมนวนิยาย" โดยมีการสมมติตัวละครต่างๆขึ้น มีการดำเนินไปของเรื่องราว มีความขัดแย้งต่อสู้ มีชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์แพรวพราว อันเป็นเสมือนฉากจำลองการต่อสู้กันระหว่างกิเลสกับคุณธรรม ฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม ฝ่ายพระเอกกับฝ่ายผู้ร้าย ต่างฝ่ายต่างก็มีการเพลี่ยงพล้ำในท่ามกลางการห้ำหั่นกันและกัน เปรียบเสมือนฉากการต่อสู้ภายในจิตใจของมนุษย์เรา ที่ต้องพากเพียรเอาชนะเหล่ากิเลสมารน้อยใหญ่ที่แฝงฝังอยู่ภายในจิตใจของเราเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ภายในใจของเราแต่ละคน และเกิดขึ้นกับจิตใจเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ที่มาของพระนิพนธ์ "จิตตนคร" เริ่มจากการที่ทรงเรียบเรียงขึ้นสำหรับอ่านออกอากาศทางสถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต ในรายการ "การบริหารทางจิต" ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2513-2515 เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระสาสณโสภณ ต่อมาจึงมีการรวบรวมนำมาพิมพ์เป็นเล่มขึ้น แรงบันดาลใจที่ทำให้ทรงถ่ายทอดผลงานเรื่องนี้ มาจากพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้แต่ครั้งพุทธกาลว่า "พึงรู้ว่ากายนี้มีอุปมาแตกง่ายเปรียบด้วยหม้อดิน พึงกั้นจิตที่มีอุปมาด้วยนครที่มีป้อมปราการสร้างไว้ดีแล้ว พึงรบชนะมารด้วยใช้ปัญญาเป็นอาวุธ" จึงทรงนำมาขยายความเป็นเรื่องเล่าทางรายการวิทยุดังกล่าว จนกระทั่งเกิดเป็นหนังสือ "จิตตนคร" ขึ้นในเวลาต่อมา

สำหรับพระประสงค์ที่ทรงนิพนธ์เรื่องราวเหล่านี้ขึ้น ก็ด้วยทรงต้องการอธิบายขยายความพุทธพจน์ข้างต้นให้เข้าใจได้ง่าย จึงทรงนำเรื่องราวของ "จิต" และ "ธรรมะ" ในแง่มุมต่างๆ มาผูกเป็นเรื่องราวทำนองบุคลาธิษฐานคล้ายนวนิยายธรรมที่ลึกล้ำพิสดาร ทรงเฟ้นเอาหลักธรรมอันจำเป็นแก่การดำเนินชีวิต ที่ทรงเลือกมาอย่างถูกฝาถูกตัว แล้วหยิบยกเอาตัวละครต่างๆเหล่านั้นเข้ามาใช้แก้ไขสถานการณ์อันหลากหลายที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นตัวอย่างและเข้าใจข้อธรรมะต่างๆได้กระจ่างชัดขึ้น อีกทั้งเป็นการซึมซับรับรู้อย่างมีอรรถรส ทำให้เข้าใจและจดจำข้อธรรมต่างๆเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

"พึงกั้นจิตที่มีอุปมาด้วยนคร" เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเริ่มต้นพระนิพนธ์ชิ้นเอก ด้วยการยกพุทธภาษิตดังกล่าวนี้ไว้ในเบื้องแรก เพื่อกระตุ้นเตือนให้หันกลับเข้ามาสำรวจดูภายในนครแห่งจิตของเราเอง ทรงเปรียบจิตตนครว่าเป็นมหานครแห่งหนึ่ง ที่ทำให้ผู้อ่านจินตนาการตามได้โดยง่าย โดยทรงยกว่า "จิตตนคร เป็นนครที่แลไม่เห็นด้วยตา น่าจะคล้ายกับเมืองลับแล แต่ก็ไม่ถึงกับลี้ลับจนติดต่อไม่ได้เสียเลย จิตตนครมีทางติดต่อกับโลกแห่งวัตถุได้ ทั้งมีการติดต่อกันอยู่เสมอ น่าจะไม่ต่างกับเมืองไทยที่ติดต่อกับเมืองต่างๆได้ทั่วโลก โดยทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ จิตตนครเป็นเมืองที่ไม่สงบนัก ต้องทำสงครามอยู่เสมอ เพราะมีโจรผู้ร้ายข้าศึกศัตรูอันจำต้องป้องกันปราบปรามโดยไม่อาจประมาทได้ คล้ายกับเมืองทั่วๆไป" จิตที่ผู้เป็นเจ้าของนครแห่งจิต หรือในเรื่องนี้สมมติว่าคือ นครสามี ซึ่งหากนครสามีหรือเจ้าเมืองไม่รู้จักปิดกั้นจิตให้พ้นไปจากกิเลสมารทั้งหลาย บรรดาชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในจิตตนครก็ย่อมหนีไม่พ้นถูกบดขยี้ด้วยภูเขาบดโลกที่เข้าท่วมทับจิตใจจนต้องอยู่ในโลกด้วยทุกข์ทรมานใจครอบงำ

จิตตนคร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มหานครแห่งจิตอันอยู่ภายในกายอันยาววา หนาคืบนี้ ย่อม " เป็นแหล่งเกิดแห่งสุข ทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม สมบัติ วิบัติ แห่งโลกทั้งสิ้น" หรือถ้าจะกล่าวขยายความออกไป ก็อาจกล่าวได้อีกว่า " จิตตนครเป็นแหล่งเกิดแห่งสวรรค์นิพพานทุกอย่าง ก็น่าจะไม่เกินไป แต่จิตตนครเป็นนครหลวงลับแล มองไม่เห็นด้วยตาอยู่นั่นเอง จะว่าตั้งอยู่ในแดนสวรรค์วิมานชั้นใดชั้นหนึ่งก็ไม่ใช่เพราะตั้งอยู่ในเมืองมนุษย์นี้เอง แต่เป็นที่ซึ่งคนทั้งปวงไม่ค่อยจะสนใจไปเที่ยวดูชม ที่เรียกว่าไปทัศนาจร คนทั้งปวงสนใจไปเที่ยวดูชมเมืองที่เห็นด้วยตา ฟังได้ด้วยหูมากกว่า แม้จะไกลสักเท่าไหร่ก็พยายามไป พยายามไปในโลกนี้รอบ แล้วก็พยายามไปในโลกอื่น ดังที่พยายามไปดวงจันทร์กันมาแล้ว น่าจะพยายามไปดูจิตตนคร ซึ่งเป็นนครหลวงอันแท้จริงของโลก หรือของทุกๆคน"

แน่นอนว่ามหานครแห่งจิตนั้นย่อมลึกล้ำพิสดาร เราทุกคนแม้มีกายใจอยู่คู่กัน กายเราที่มองเห็นได้ และกายของผู้อื่นที่เรามองเห็น เป็นเรื่องธรรมดาสามัญเมื่อมองเห็นด้วยตาเนื้อ แต่ทว่าใจที่อยู่คู่กับกายนี้ แม้รับรู้ได้ว่า "ใจ" หรือ "จิต" หรือ "จิตใจ" นั้นมีอยู่ และสุดแสนล้ำลึก สุดแสนพิสดาร แต่เหตุไฉนจึงไม่สามารถมองเห็นได้

ในความเป็นจริงแล้ว ใช่ว่า "จิตตนคร" หรือมหานครอันเป็นที่อยู่ของจิตใจนี้จะไม่อาจมองเห็นได้เสียทีเดียว เพราะเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงอธิบายไว้ว่า " ถึงจะเป็นนครลับแลไม่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ก็อาจไปดูได้ด้วยตาใจ และจิตตนครนี้อยู่ไม่ไกล อยู่ใกล้ที่สุด เพราะตั้งอยู่ในจิตของทุกคนนี้แหละ เพียงทำความสงบจิตดู จิตของตนก็จะเห็นจิตตนครรางๆ ซึ่งอาจยังไม่เห็นว่าจะเป็นนครที่น่าดูตรงไหน เพราะเมื่อดูก็จะพบกับอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านคือเรื่องต่างๆ จนไม่อยากจะดู สู้ดูโทรทัศน์หรือไปเที่ยวดูอะไรต่ออะไรไม่ได้ มานั่งดูจิตใจตนเองไม่น่าจะสนุกที่ตรงไหน"

เป็นอันว่าการดูจิตด้วย "ตาใจ" นี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่ามีน้อยคนนักที่สนใจหันกลับเข้ามาดู มารู้ มาสำรวจจิตใจตนเอง ด้วยว่าเป็นเรื่องไม่น่าสนุกเท่ากับไปหาดูอะไรสวยๆงามๆจากภายนอกที่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องชวนบันเทิงสนุกสนานทั้งนั้น ยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยี ตลอดจนช่องทางสื่อสารต่างๆล้วนแต่ย่อโลกมาอยู่ในมือ ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็มือที่กดรีโมท นอกจากพูดคุยสื่อสารกันแล้ว ก็เลือกดูได้สารพัด ทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ ติดตามข่าวสารชนิดเข้มข้น หรือจะเม้าท์ใคร อยากรู้เรื่องดาราคนไหน ขุดคุ้ยนักการเมือง หรืออยากเจาะเรื่องอะไรต่อมิอะไร ก็ทำได้ในพริบตา ผ่านช่องทางที่มีให้เลือกหลากหลาย รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่ล้วนส่งเสริมให้เพลิดเพลินและจดจ่ออยู่กับการเฝ้าดูโลกภายนอก ผู้คนมีอาการเสพติดมือถือ ไปไหนมาไหนทำอะไร เดี๋ยวเดียวก็ก้มหน้านั่งจิ้มมือถือ บางคนทำงานไปใจไม่ได้อยู่กับงาน คอยเงี่ยหูฟังแต่เสียงสัญญาณไลน์ว่ามีใครเข้ามาทักทาย ตอบโต้ หรือส่งข่าวอะไรไว้บ้าง ไม่ก็จ้องหาจังหวะดูว่ามีอะไรเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คบ้างแล้วหรือยัง

ยิ่งยุคนี้เป็นยุคของทีวีดิจิทัลด้วยแล้ว ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มีช่องทางหลั่งไหลพรั่งพรูแบบไม่รู้จบสิ้น ก็ยิ่งทำให้การดูหรือเข้าไปรับรู้เรื่องราวภายนอก เป็นเรื่องน่าสนใจยิ่งกว่าการย้อนกลับเข้ามาดู มารู้เห็นภายในจิตใจของตัวเอง ดังที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงบอกไว้แต่แรกว่า เมื่อดูก็จะพบแต่ความคิดฟุ้งซ่านกับอารมณ์ต่างๆนานา จนกลายเป็นเรื่องไม่ดูไป เพราะดูไม่สนุกเท่ากับการดูออกไปภายนอก

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ไม่เพียงทรงเปรียบการเดินทางเข้าสู่ภายในจิตใจ ว่าเปรียบได้กับการเดินทางเข้าไปชมเมืองลับแล ที่ว่าเดินทางเข้าไปถึงได้ยากแล้ว ยังทรงเตือนไว้ด้วยว่า บางทีเข้าไปแล้ว เมื่อกลับออกมาก็จำทางเข้าไปอีกไม่ได้ก็มี ดังที่ทรงยกตัวอย่างไว้ว่า "เปรียบจิตตนครกับเมืองลับแลได้ก็เห็นจะตรงที่ว่ากันว่า เมืองลับแลนั้น คนที่เคยพลัดเข้าไปพบ ได้เห็นภูมิประเทศบ้านเรือนและผู้คนหญิงชายสวยงามน่าดูน่าชม กลับออกมาแล้วก็จำทางกลับไปอีกไม่ได้ แต่ได้เที่ยวบอกเล่าใครๆ ถึงความสวยงามน่าดูน่าชมในเมืองลับแลนั้น และชี้บอกสถานที่ตั้งได้เพียงคร่าวๆ บรรดาผู้ที่อยากเห็นเมืองลับแลก็พากันเดินทาง แต่ก็ไม่ได้พบเมืองที่ว่าสวยงามเหลือเกินนั้น"

เมื่อยังไม่พบทางเดินเข้าสู่เมืองลับแลให้ถูกต้อง ก็ย่อมไม่ได้ชมความงามวิจิตรของเมืองลับแลเป็นธรรมดา ในขณะที่หากรู้หนทางเป็นอย่างดี สามารถเดินทางเข้าออกได้ด้วยความคุ้นเคยคล่องแคล่ว ก็ย่อมมีโอกาสเข้าไปชมดูรู้เห็นถึงความวิจิตรงดงามนั้นได้ด้วยตนเอง ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเล่าไว้ว่า "การจะไปชมจิตตนครก็เช่นกัน ถ้ายังเดินทางไปไม่ถึงจิตตนคร ก็ย่อมจะยังไม่ได้ชมความงามอย่างวิจิตรพิสดารของจิตตนคร จะได้พบแต่ความวุ่นวายฟุ้งซ่านของอารมณ์ยุ่งๆทั้งหลาย ที่ไม่น่าดูไม่น่าชม แต่กลับน่าเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ แต่จิตตนครจริงๆนั้น มีความพิสดารน่าดูน่าชม"

ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เราปล่อยจิตใจให้ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมา หรือจิตขุ่นมัวด้วยอารมณ์ต่างๆที่เข้ามาปรุงแต่ง จิตถูกพัดพาไปในอดีตที่ไม่น่าจดจำ หรือปล่อยจิตล่องลอยไปในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เกิดการปรุงจิตให้ฟุ้งไปต่างๆนานา สิ่งเหล่านี้เมื่อปรากฏขึ้นในจิต ย่อมไม่ต่างจากท้องน้ำที่ถูกกวนจนตะกอนขุ่นข้นนั้นแผ่กระจายไปทั่ว เมื่อเพ่งมองลงไปในท้องน้ำ ก็มองเห็นได้เพียงแค่รางๆ

ในขณะที่หากจิตอยู่ในภาวะนิ่งสงบนั้น ก็เปรียบได้ดั่งธารน้ำใสไหลเย็นที่ปราศจากโคลนตะกอน ย่อมมองเห็นทุกอย่างได้ใสแจ๋ว มองเห็นกรวดทรายข้างล่างได้ ฝูงปลาใหญ่น้อยแหวกว่ายไปมา มองดูสวยงามและเพลิดเพลินเจริญใจยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของจิตนั้นมีการดิ้นรนซัดส่ายไปมาอยู่เสมอ ดังที่ผู้รู้ท่านเปรียบว่า เสมือนดั่งลิงที่ซุกซนไม่อยู่นิ่ง หากสามารถฝึกจิต บริหารจิต จนสามารถกำหนดจิตให้เข้าสู่ภาวะสงบนิ่งได้นั้น ย่อมส่งผลให้จิตใจผ่องแผ้วเป็นสุข ไม่ยินดียินร้าย เกิดความขะมักเขม้น ไม่เฉื่อยชาเกียจคร้าน เกิดเป็นพลังของจิตที่สว่างไสวนำไปสู่สติและปัญญา สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน รวมถึงใช้แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต จากจิตใจที่เคยหมกมุ่นจ่อมจมอยู่กับความทุกข์ หรือถูกลากจูงไปด้วยกิเลสนานา กลับกลายเป็นจิตที่อิ่มอยู่ในความร่มเย็นเป็นสุข ด้วยพลังแห่งสติและปัญญานั่นเอง

ผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยสติและปัญญานั้นย่อมเกิดจากการฝึกฝน ด้วยการเจริญสติ และเจริญปัญญา ผ่านการเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ปล่อยใจให้อารมณ์เข้าครอบงำ จนเกิดตัณหา อุปาทาน เกิดเป็นความยึดมั่นถือมั่น จนนำไปสู่ความทุกข์ พลังแห่งสติและปัญญานอกจากก่อเกิดเป็นความสงบและร่มเย็นขึ้นในใจผู้เป็นเจ้าของแล้ว ยังเผื่อแผ่ออกไปสู่ผู้คนรอบข้างได้

นอกจากนี้จิตใจที่สงบนิ่งยังชักนำให้สามารถเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งจิตตนครที่ตั้งอยู่ภายในจิตใจของเราทุกคน แต่การที่จะเข้าถึงนครแห่งจิตนี้ได้ ก็ต้องหมั่นอบรมฝึกฝนจนจิตใจผ่านภาวะซัดส่ายฟุ้งซ่านต่างๆไปจนเข้าถึงความสงบได้ในที่สุด และในฐานะเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ที่เข้าถึงจิตตนครนั้นแล้ว จึงย่อมทรงกล่าวได้ว่าจิตตนครนั้นเต็มไปด้วยสิ่งสวยงามเพริศแพร้ว ย่อมทรงชักชวนแนะนำให้ใครๆทั้งหลายพยายามไปให้ถึงจิตตนคร โดยไปตามทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้บอกไว้แล้ว ด้วยวิธีที่ตรัสสอนไว้แล้วเช่นกัน

เราท่านทั้งหลาย แม้ยังมิได้เดินทางเข้าถึงจิตตนคร แต่ก็อาจรับรู้เข้าใจได้จากการที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านทรงเมตตานำมาถ่ายทอดไว้ให้ได้รับรู้และนึกคิดจินตนาการตาม เพื่อให้เกิดมีพลังใจ มีความตั้งใจพากเพียรที่จะเดินทางเข้าไปสู่จิตตนคร มหานครแห่งจิตที่อยู่ภายในจิตใจของเราทุกคนนั่นเอง ซึ่งก็คงไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปหรือเป็นไปไม่ได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ"

ในท้ายเรื่องก่อนจบตอนเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังทรงกล่าวให้กำลังใจแก่สาธุชนทั้งหลาย ผู้ใฝ่ใจบริหารจิตด้วยความตั้งใจจริง ซึ่งความพากเพียรปฏิบัติดังกล่าว "นับได้ว่า ได้เริ่มก้าวเข้าสู่ทางที่จะนำไปถึงจิตตนครได้แล้ว แม้มีความตั้งใจจริงพยายามตลอดไปก็ย่อมจะเดินไปได้ถึงจุดหมายปลายทาง ถึงจิตตนคร ได้เห็นความวิจิตรพิสดารของนครนั้นด้วยตนเอง"