หมอบรัดเลย์กับเมืองสยาม (๑)

บันทึกวันวาร

นี่คือเรื่องราวของชาวตะวันตกคนหนึ่งที่ได้สร้างคุณูปการไว้กับเมืองไทยอย่างมากมาย เขามิใช่แค่ผู้ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ทำให้คนไทยเราได้รู้จักการพิมพ์อักษรไทยในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมไปถึงเป็นผู้ที่ทำการผ่าตัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

เขาคือ หมอบรัดเลย์...

ในอดีต พ่อค้าชาวตะวันตกที่เข้ามาตั้งรกรากในบางกอก เมืองสยามคนแรกคือ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ ชาวสก๊อต ผู้ทำการค้าระหว่างนครบอมเบย์ อินเดีย และสิงคโปร์ ลอนดอน และบางกอก

พ.ศ.๒๓๙๙ สยามอนุญาตให้กงสุลต่างประเทศตั้งในดินแดนสยามเป็นครั้งแรก คือ ซินยอร์ คาร์ลอส ซิลเวียร่า เป็นกงสุลประจำไทยคนแรกจากโปรตุเกส มิชชันนารีโปรเตสแตนต์รายแรกมาเยือนบางกอกในปี ๒๓๗๑ และกว่าจะมีผู้ตั้งรกรากเป็นการถาวรก็ล่วงมาถึง พ.ศ.๒๓๗๕ เข้าไปแล้ว

พ.ศ.๒๓๗๓ พระสังฆราชเพอลากัวส์จากฝรั่งเศสเข้ามาเป็นผู้นำชุมชน ชาวคาทอลิก ฝรั่งเศส และโปรตุเกสที่ทยอยกันเข้ามาตั้งแต่ศตวรรษก่อน

มิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนต์ต่อขบวนขึ้นเมื่อชาวอังกฤษและอเมริกันเริ่มหันมาสนใจทำการค้าในเอเชีย กัปตันเรือเป็นผู้เปิดทางให้มิชชันนารีและในบางครั้งก็ใช้กองเรือรบอารักขาให้ความปลอดภัย คนอเมริกันเริ่มรู้จักคนสยาม ประเทศสยาม ผ่านทางฝาแฝดสยามอินจันที่กัปตันเรือชาวอเมริกันนำกลับไปออกแสดงร่วมกับคณะละครสัตว์ “บาร์นั่ม” ที่ตระเวนอยู่หลายปี เป็นตัวแทนที่ทำให้บรรดาพ่อค้าและมิชชันนารีต่างพากันมองเมืองสยามว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การค้าขาย และการที่จะคิดเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในสยาม

ชนชั้นนำของสยามให้ไมตรีและมีความต้องการที่จะคบค้าสมาคมกับชาวตะวันตก ผู้มาจากแดนไกล ต่างก็ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติในขณะเดียวกันที่จีนปิดประเทศ ไม่ยอมให้ชาวต่างชาติเข้าไปค้าขาย และเผยแพร่ศาสนา ดังนั้น ชาวตะวันตกจึงบ่ายหน้ามายังประเทศสยามและพม่า เพื่อเป็นประตูเปิดไปสู่อาณาจักรที่ยังไม่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบมาก่อน

ตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ โปรเตสแตนต์ในอเมริกาและคอนครีเทชั่นแนล คณะแบบติสต์และคณะเพรสไบทีเรียนมุ่งมั่นที่จะสอนให้ผู้คนหันมานับถือศาสนาคริสต์ ช่วง พ.ศ.๒๓๗๓-๒๔๙๓ ได้มีการระดมพลชายหนุ่ม-หญิงสาวเข้าร่วมขบวนการมิชชันนารี เอาชีวิตมาเสี่ยงในฐานะผู้บุกเบิกในดินแดนที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก และเกือบจะไม่เข้าใจอะไรเลย มิชชันนารีแทบทุกคนออกเดินทางหลังจากที่เพิ่งจะแต่งงาน และจบจากการศึกษาหรืออบรมใหม่ๆ พวกเขายังไม่พร้อมสำหรับการผจญภัยที่จะต้องเผชิญในอนาคต

นักสำรวจมิชชันนารีเยอรมันชื่อ คาร์ล กุตสลาฟ เป็นผู้เร่งรัดให้คณะกรรมการมิชชันนารีของสหรัฐฯ และคณะแบบติสต์ตัดสินใจที่จะตั้งฐานปฏิบัติการใน “สยาม”

จากบันทึกของเขา เขาเขียนบอกรุ่นต่อๆไปว่า อุปสรรคที่สุดในการตั้งคณะในเมืองสยามนั้น คือ “โรคเมืองร้อน” โดยคาร์ลได้ให้คำแนะนำว่าควรจะส่งเฉพาะแต่มิชชันนารีที่มีความรู้ทางแพทย์มาเท่านั้น ผู้บุกเบิก ๓ คน คือ กุลสลาฟฟ์ เอบิล และทอมสัน อยู่ในบางกอกได้คราวละ ๒-๓ เดือนเท่านั้น เพราะล้มป่วยลงอย่างหนัก

พ.ศ.๒๓๗๖ มัชชันนารีคณะแบบติสต์อเมริกัน คือ จอห์น เทเลอร์ โจนส์ กับ เอลิซ่า ภรรยา ย้ายจากพม่ามาถึงบางกอก

ในฤดูร้อนของปีนั้น แดน บีช บรัดเลย์ กำลังเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก บรัดเลย์ติดตามนายแพทย์สเติน ออกไปเยี่ยมคนป่วยและออกไปสถานบำบัดโรคทุกวัน พอถึงฤดูใบไม้ร่วง บรัดเลย์ก็ได้เป็นนายแพทย์ประจำสถานพยาบาลผดุงครรภ์นิวยอร์ก

เขาเป็นหนึ่งในคณะมิชชันนารีที่กำลังจะเดินทางไปบางกอก หมอบรัดเลย์คิดว่าคงจะได้ลงเรือไปทวีปเอเชียในฤดูใบไม้ร่วงนั้น แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิถัดไป เลยทำให้เกิดปัญหาด้านการเงินติดพันมาตลอด ขอยืมเงินใครก็ไม่ได้ เพราะผู้ที่พอมีเงินจะให้หยิบให้ยืมต่างพากันคิดว่ามิชชันนารีเช่นบรัดเลย์ คงจะตายเสียก่อนที่จะมีเงินมาใช้หนี้ได้ทัน งานที่สถานพยาบาลช่วยแก้ปัญหาไปได้พักหนึ่ง แต่โชคไม่ค่อยดี พอบรัดเลย์เข้ามาเป็นหมอประจำก็เกิดเรื่องมีปัญหาขึ้นหลายเรื่อง จนคณะกรรมการแพทย์ต้องเข้ามาสอบสวน ถึงแม้ว่าผลที่ออกมาจะไม่ใช่เรื่องที่หมอบรัดเลย์จะต้องรับผิดชอบ แต่ก็ถือว่าเป็นมารยาทที่จะต้องลาออกจากงาน

ในที่สุด เมื่อพบทางตันบรัดเลย์ก็ยื่นคำร้องไปยังคณะกรรมการ ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือโดยการให้บรัดเลย์ไปปฏิบัติงานโรงพยาบาลนิวยอร์ก สุขศาลาประจำเมือง และสถานบำบัดโรคตา

 

ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๗ บรัดเลย์ก็ได้รับจดหมายจากแอนเดอร์สันว่า

“ให้หมอบรัดเลย์พร้อมที่จะลงเรือเดินทางจากบอสตันราวต้นเดือนมิถุนายน”

บรัดเลย์เดินทางไปจัดการเรื่องส่วนตัว ช่วงนี้ก็ได้ข่าวว่าให้พร้อมจะลงเรือที่บอสตันเพื่อไปปัตตาเลียราวสิ้นเดือนมิถุนายน เขาเดินทางกลับไปคลินตันทันทีที่ได้ข่าว และเข้าพิธีแต่งงานกับ “เอมิลี่” เมื่อ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๗๗ ศาสนาจารย์เอช เอช เดลลอก เป็นผู้ประกอบพิธี มีผู้คนมาในงานพิธีเต็มไปหมด มันเป็นวันสุขสันต์อย่างที่หวัง

วันรุ่งขึ้น บรัดเลย์เดินทางไปลาญาติมิตร เขารู้ดีว่ามันเป็นการอำลาไปในดินแดนที่ไกลสุดขอบฟ้า คงจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าหลายคนบนผืนแผ่นดินเกิดอเมริกานี้อีก บรัดเลย์ซึมเศร้ามากเมื่อเข้าไปลาบิดาซึ่งแก่ชรามาก สุดจะบรรยายเมื่อเขาเปิดประตูเดินเข้าไปช้าๆ ก็พบว่าท่านนั่งทำงานอยู่ พอได้ยินเสียงฝีเท้าท่านก็หันมามอง แล้วร้องทักว่า

“โอ นี่แดนลูกพ่อรึนี่”

บรัดเลย์เข้าไปโอบกอดท่านไว้ ความรู้สึกของบรัดเลย์ขณะที่กุมมือบิดาอยู่เป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ได้...เนื้อหนังที่มือของพ่อเหี่ยวย่น ใบหน้าก็แฝงริ้วรอยของคนอายุ ๖๗ ปี

“คุณพ่อครับ ยังแข็งแรงดีหรือเปล่าครับ!” บรัดเลย์กล่าว พ่อก็ตอบว่า

“สบายดีลูก ตอนนี้ดีกว่าที่ผ่านมา จิตใจสบาย แล้วลูกล่ะ เป็นยังไงบ้าง”

“ลูกก็สบายดีครับคุณพ่อ”

นั่นคือคำพูดที่สองพ่อลูกทักกัน ก่อนที่จะจากกันไปอยู่คนละซีกโลก แม้จะมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งแค่ไหนก็ตาม ทั้งสองไม่อาจมีคำพูดใดๆมาทดแทนความรู้สึกในส่วนลึกๆของหัวใจของพ่อลูกได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ บรัดเลย์ลงนามในหนังสือที่ยืนยันว่า จะไม่เรียกร้องทรัพย์สินใดๆจากบิดาอีกต่อไป เขาเขียนว่า

“ข้าพเจ้ายืนยันว่า ได้รับเงินจากบิดาจำนวน ๔๑๖ ดอลลาร์ ข้าพเจ้าพอใจกับเงินจำนวนนี้ และถือว่าข้าพเจ้าได้รับสิทธิที่ควรจะได้ในมรดกของบิดาโดยสมบูรณ์แล้ว”

บรัดเลย์พักอยู่ที่บ้าน ๒-๓ วัน ก็กลับไปร่ำลาญาติๆของเอมิลี่ที่คลินตัน แล้วจึงไปบอสตันเพื่อเตรียมตัวเดินทาง

บรัดเลย์ซึ่งตอนนี้เป็นนายแพทย์เต็มตัว พร้อมกับเอมิลี่-ภรรยาไปลงเรือ“แคชเมียร์” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๓๗๗ พร้อมกับคณะมิชชันนารีที่จะไปเมาะละแหม่งและบางกอก เมื่อไปถึงสิงคโปร์ก็ต้องรออยู่ที่นั่นเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนๆ กว่าจะหมดมรสุมจึงจะเดินทางต่อไปยังสยามได้

เช้าวันออกเดินทาง ชาวบอสตันจำนวนมากขึ้นมาส่งคณะมิชชันนารีบนเรือ เมื่อคนมาส่งที่ไม่ใช่ผู้โดยสารลงจากเรือหมดแล้ว เรือก็พร้อมที่จะออกเดินทาง คณะมิชชันนารีก็เริ่มร้องเพลง “บ้านเกิดเมืองนอนที่รัก”

...บอสตันและฝั่งอเมริกาค่อยๆห่างหายไปจากสายตา อาจเป็นภาพะสุดท้ายในชีวิตที่คณะมิชชันนารีจะได้เห็น “บ้านเกิดเมืองนอนที่รัก” เขาเหล่านั้นคงเกิดความวังเวงจับจิต

บนเรือมีครอบครัวมิชชันนารี ๑๗ คู่ ที่มาจากบอสตัน เหลืออยู่เพียง ๖ คู่ ที่จะไปต่อถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๓๗๘ รวมเวลาได้ ๖ เดือน หลังจากเรือ “แคชเมียร์” ออกเดินทางจากบอสตัน สมาชิกได้ที่พักในบ้านของสมาคมมิชชันนารีลอนดอนซึ่งว่างอยู่

ต้องรอให้มรสุมสงบจึงจะเดินทางได้ อีก ๖ เดือนกว่าจะไปถึงสยาม หลังจากนั้นหมอบรัดเลย์และคณะมิชชันนารีก็อาศัยเรือเลียบชายฝั่งชื่อ “ฟรัตเตลเบอร์รี่” สู่สยาม ใช้เวลาอาทิตย์เดียว เรือก็มาจอดทอดสมอหน้าสันดอนปากน้ำ สมุทรปราการ และถึงบางกอกในวันคล้ายวันเกิดปีที่ ๓๐ ของหมอบรัดเลย์พอดี ในปีนั้นตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เรือฟรัตเตลเบอร์รี่ ถึงสันดอนปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยา วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๓๗๘ แล้วทอดสมอรอคนนำร่องจากปากน้ำ ตอนนั้นเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ศาสนาโจนส์และดีน นั่งเรือพายลำยาวเข้าไปบางกอกเลย

ส่วนดีนกลับมาพร้อมกับนำร่อง แต่กลับไม่ได้ทั้งวัน เนื่องจากเกิดพายุลมแรง ท้องทะเลเกิดคลื่นใหญ่ กระแสลมจากทิศใต้พัดแรงจนเกือบจะเป็นไต้ฝุ่นตลอดทั้งคืนอันมืดมิด

ลมมาอ่อนตัวลงเมื่อตอนรุ่งเช้า ดีนและคนนำร่องเสี่ยงแล่นมายังเรือใหญ่ กว่าจะถึงเรือด้วยความลำบากก็ตกบ่ายสามโมง ลมแรงมาก จนต้องปลดผ้าใบทางตัวเรือลง

เช้ารุ่งขึ้น หลังจากที่รับรู้ว่าเรือจะข้ามสันดอนไม่ได้ในช่วง ๘-๙ วันนี้ เพราะน้ำไม่ขึ้น สตีฟเฟน จอห์นสัน มาคอยรับบรัดเลย์อยู่แล้ว ตอนที่ขึ้นฝั่งประมาณเที่ยงๆวัน

หมอบรัดเลย์ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสยามกักตัวเอาไว้เกือบสองชั่วโมง เพื่อตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆ สภาพที่ทำการสร้างขึ้นหยาบๆ โทรม มีเสื่อสกปรกอยู่ผืนหนึ่งมีเบาะพิง ๒-๓ ใบ ส่วนข้าหลวง (คล้ายหัวหน้า ตม.) รูปร่างอ้วนล่ำ แข็งแรง น้ำเสียงโฮกฮาก และสายตาสอดส่ายสงสัย ความยืดยาดและไม่ประสีประสาของเขาเกือบจะทำให้หมอบรัดเลย์และพวกหมดความอดทน แต่พวกเขาก็ต้องทนนั่งเก้าอี้ไม้ในบ้านของเขา ส่วนข้าหลวงกลับไปนั่งเก้าอี้แบบเดียวกันที่ตั้งอยู่ห่างจากที่หมอบรัดเลย์นั่ง

ส่วนบริวารและคนรับใช้ หมอบคลานอยู่กับพื้นราวกับเล่นเป็นตัวซ่อนหา และอยู่ในท่าที่ไม่มีศักดิ์ศรี บนพื้นห่างจากที่เจ้านายนั่งอยู่หลายก้าว คนใช้พากันหมอบราบ และซุกหน้าลงกับฝ่ามือ ผู้อาวุโสนั่งไม่สวมเสื้อ มีผ้าหน้าแคบๆคาดเอวอยู่ผืนเดียว นั่งปั้นหน้าทำเป็นไม่แยแส ไม่รู้ไม่ชี้เท่าที่จะทำได้ มีคนบอกพวกเขาว่า นี่เป็นวิธีที่ชาวสยามแสดงศักดิ์ศรีของตน คนนี้ประสานมือหลังศีรษะใต้ทรงผมแบบพิเศษของเขา ขาข้างหนึ่งพาดไปข้างหลังเก้าอี้ อีกข้างหนึ่งเหยียดไปข้างหน้า เขามักมองออกไปทางหน้าต่างตรงข้ามกับฝ่ายหมอบรัดเลย์ และใช้เวลาส่วนใหญ่พูดกับคนข้างนอก

หมอบรัดเลย์ตอบคำถามของเขาผ่านล่ามชาวโปรตุเกส อารักษ์บันทึกปากคำของหมอลงในสมุดปกดำ หลังจากคำถามอื่นๆมากมาย ข้าหลวง (ตม.ไม่ใส่เสื้อ) ถามว่า “มีเหล้าติดมารึเปล่า!” เขาอยากได้มาเป็นกระสายยาสักเล็กน้อย ข้าหลวงพูดต่อไปว่า หมอห้ามเขาดื่มแรงๆ เพราะอาการป่วยจะใกล้ตายเข้าไปอีก เขาป่วยด้วยโรคปวดท้อง บรั่นดีอังกฤษสักสองขวดจะช่วยให้เขาหายโรคได้ โดยมีเป็ดและไก่ ๒-๓ ตัว เป็นการตอบแทน ศาสนาจอห์นบอกว่าข้าหลวงติดใจเหล้าบรั่นดี เพราะชาวยุโรปและชาวจีนที่ผ่านท่านี้เอาเข้ามา ดังนั้น เรื่องเหล้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เวลาเขาพบกับชาวต่างชาติ

หมอบรัดเลย์ได้รู้ว่า คนสยามเรียกชาวยุโรปว่าฝรั่ง จิตใจหมอผู้มาใหม่สุดหดหู่ที่ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่เสื่อมโทรม และความสกปรกอย่างมากของชาวปากน้ำ เกิดคำถามว่า ตัวหมอเองจะต้องใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับพวกนี้หรือ!

หลังจากที่ผ่านอาณานิคมสิงคโปร์ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นอย่างดี ตรงข้ามกับที่นี่ ปากน้ำเมืองสยาม ดูตรงกันข้าม ไม่ชวนให้อยู่เลย สงสัยว่าพระผู้เป็นเจ้าจะให้พวกเขาอยู่ในดินแดนนี้ได้อีกนานสักเท่าไร