"เรื่องเล่าลี้ลับ ณ บ้านนรสิงห์"

ประสบการณ์ลี้ลับ

ยังมีสถานที่เก่าแก่โบร่ำโบราณที่สร้างมานานหลายแห่งในเมืองไทย ที่มักปรากฏเรื่องเล่าลี้ลับเล่าสืบต่อกันมา ฉบับที่แล้วได้เล่าถึง "บ้านพิษณุโลก" ทีมีอาถรรพณ์ หลายคนได้ยินเสียงแปลกๆ อาทิ เสียงม้าร้อง ม้าวิ่งรอบบ้าน บางคนโดนวิญญาณเข้าสิง จนถึงกับหวาดกลัวไม่กล้าเข้าไปอยู่หรือพักค้างคืน สถานที่ลักษณะนี้ยังมีอีกแห่งหนึ่งที่มีเรื่องราวให้เล่าขานไม่แพ้กัน คือ "บ้านนรสิงห์" หรือปัจจุบันคือทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผู้สร้างก็คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เช่นกัน พระองค์สร้างบ้านนรสิงห์พระราชทานให้กับ "เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ)" คู่กับ "บ้านพิษณุโลก" ที่สร้างพระราชทานให้กับ "พระยาอนิรุทธเทวา" ผู้เป็นน้องของเจ้าพระยารามราฆพ

เจ้าพระยารามราฆพดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็กและผู้บัญชาการกรมมหรสพ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรเกล้าฯให้ถวายงานใกล้ชิด โดยโปรดฯให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวย ทั้งมื้อกลางวันและกลางคืน และตามเสด็จโดยลำพัง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

ชื่อบ้านนรสิงห์ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นชื่อพระราชทานหรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง คาดว่าเนื่องจากเจ้าพระยารามราฆพเคยเป็นผู้บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งมีตราเป็นรูปนรสิงห์อันเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ อวตารลงมาปราบยักษ์หิรัณยกศิยุ แต่เดิมเคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัวตั้งอยู่กลางสนามหญ้าหน้าตึกไกรสร (ตึกไทยคู่ฟ้า) ปัจจุบันถูกย้ายไปซึ่งไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด

ต่อมาราว พ.ศ.2484 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาญี่ปุ่นได้เจรจาขอซื้อหรือเช่าบ้านนรสิงห์ เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพราะเห็นว่ามีความสวยงาม ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.2484 ปีเดียวกัน เจ้าพระยารามราฆพเจ้าของบ้านได้มีหนังสือถึง นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอขายบ้านแก่รัฐบาลในราคาสองล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและเสียค่าบำรุงรักษาสูง แต่กระทรวงการคลังปฏิเสธ ล่วงมาถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เห็นควรให้รัฐบาลไทยซื้อบ้านนรสิงห์ไว้เพื่อเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดได้ตกลงซื้อขายกันในราคาหนึ่งล้านบาท ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลโดยให้ใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐมนตรี และเป็นสถานที่รับรองแขกเมืองตั้งแต่นั้นมา

"บ้านนรสิงห์มีเรื่องร่ำลือถึงความน่ากลัวจากความเก่าแก่ของสถานที่ ทุกอณูของพื้นที่ในเขตรั้วเวลากลางคืนดูเงียบสงบวังเวงจึงมักได้เห็นอะไรดีๆ อาคารภายในบ้านนรสิงห์มีชื่อเรียกต่างๆ อาทิ ตึกไทยคู่ฟ้า เดิมชื่อว่า "ตึกไกรสร" ส่วนตึกนารีสโมสร เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เนื่องจาก ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม เดิมชื่อ "ตึกพระขรรค์" มีที่มาจาก เจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งเป็นมหาดเล็กผู้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรี หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอมได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ตึกบริหาร" ในปัจจุบันใช้เป็นที่แถลงข่าวและที่ทำการสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เล่ากันว่า "ตึกนารีสโมสร" ในช่วงแรกๆที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เคยใช้ห้องหนึ่งภายในตึกเป็นห้องนอน เนื่องจากท่านต้องทำงานจนดึกดื่น และนี่จึงเป็นเหตุให้บรรดาข้าราชการที่ทำงานอยู่ภายในทำเนียบและอยู่เวรดึกได้พบเห็นสิ่งลี้ลับ อาทิ มีคนเห็นผู้ชายในชุดโจงกระเบน สวมเสื้อคอปิดแขนยาว ซึ่งเป็นรูปแบบองขุนนางในสมัยรัชกาลที่ ๖ บางครั้งกลางดึกช่วงตีหนึ่งกว่าๆยังมีคนเคยเห็นเด็กชายไว้ผมจุก นุ่งโจงกระเบนกวักมือเรียกให้มาเล่นด้วย นอกจากนี้หลายคนจะได้ยินเสียงคนเดิน เสียงปิดเปิดประตู ทั้งๆที่ไม่มีใครเลย วิญญาณเหล่านี้ไม่มีใครทราบว่าเป็นใคร และทำไมยังไม่ไปไหน

สถานที่ภายในทำเนียบรัฐบาลนี้มีการแก้เคล็ด ล้างอาถรรพณ์ ปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยกันมาทุกรัฐบาล แม้แต่ช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง มีการบุกยึดใช้เป็นสถานที่ชุมนุม มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพราะโดนระเบิดเอ็ม ๗๙ ก็ยิ่งเพิ่มอารรพณ์ ทั้งยังพบร่องรอยการทำพิธีทางไสยศาสตร์อีกหลายจุด อาทิ มีการนำขี้ผึ้งและแผ่นทองคำเปลวไปป้ายและปิดดวงตาขององค์ท้าวมหาพรหมบนหลังคาตึกไทยคู่ฟ้า มีการทาสีองค์ท้าวมหาพรหมจากสีทองเป็นสีแดง แถมยังมีการนำผ้ายันต์สีดำมาแปะติดตามอาคารต่างๆ ทั้งตึกบัญชาการ ตึกสันติไมตรี นอกจากนั้นไม่พอยังมีการสาดเลือดบริเวณประตูทางเข้าต่างๆรอบๆทำเนียบ สิ่งที่ทำนี้เป็นการสะกดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลนั่นเอง

นึกๆดูแล้วก็น่าเห็นใจท่านเจ้าที่เจ้าทางและดวงวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในทำเนียบฯ คือไม่ว่ารัฐบาลไหน เวลาทะเลาะกันและแยกเป็นสองฝ่าย ท่านก็ยังไม่แคล้วต้องเดือดร้อนไปด้วย แต่เชื่อเถิดว่ากรรมตรงนี้ย่อมส่งผลให้ผู้กระทำไม่ดีต้องตกต่ำร่วงหล่นจากอำนาจในวันใดวันหนึ่งแน่นอน เวลานี้เราก็ได้เห็นกันแล้ว