บรมราชานุสรณ์

ประชาธิปก ปร.

พ.ศ.2475 ซึ่งนำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกนั้นได้เกิดเหตุการณ์อีกหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ที่ทำให้เป็นเครื่องประจักษ์แก่อาณาประชาราษฎร์ว่า แม้จะไม่เคยคาดฝันจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี แต่ทรงมีความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ในอดีตเป็นอเนกอนันต์ จึงได้มีพระราชดำริที่จะสืบสานงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานถวายแด่พระมหากษัตริย์รัชกาลก่อนๆหลายพระองค์

แต่เดิมการขนส่งหรือโดยสารรถไฟสายใต้ต้องอาศัยเรือและแพข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นความยากลำบากและไม่สะดวกแก่การคมนาคม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เริ่มสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อพ.ศ.2465 แต่การยังไม่ทันแล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สนองพระราชประสงค์ และทรงเป็นพระราชธุระ เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการก่อสร้างสะพานแห่งนี้เป็นระยะๆ เมื่อการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเสร็จ ในปี 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า สะพานพระราม 6 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า และในวันที่ 1 มกราคมศกเดียวกัน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสะพานพระราม 6

ต่อมาทรงพระอนุสรณ์ระลึกถึงพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงพระอัจฉริยภาพทางการประพันธ์แทบทุกแขนง บทพระราชนิพนธ์ที่ทรงไว้ล้วนแต่ทรงคุณค่าในทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดสร้างหอพระสมุดวชิราวุธขึ้นเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมบทพระราชนิพนธ์ประเภทต่างๆของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ให้ผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ได้เข้าศึกษาและได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทำพิธีเปิดหอ ณ ถนนหน้าพระธาตุ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า "อายุกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์จะครบ 150 ปีบริบูรณ์ เป็นอภิลักขิตมงคล สมควรจะมีการสมโภชพระนครและสร้างสิ่งสำคัญเป็นอนุสรณ์ขึ้นไว้ให้ปรากฏแก่ตาโลก" ทรงปรึกษากับอภิรัฐมนตรีและเสนาบดีทั้งปวงต่างก็เห็นชอบพร้อมกัน มีพระราชดำริว่าควรสร้างสองสิ่งประกอบกัน สิ่งหนึ่ง คือ สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ องค์ปฐมบรมกษัตริย์มหาจักรีวงศ์ซึ่งทรงสร้างพระนครอมรรัตนโกสินทร์นี้ขึ้นไว้ในที่เปิดเผย ชวนมหาชนให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณเป็นสวัสดิมงคลสืบไปเป็นนิรันดร อีกสิ่งหนึ่งนั้นควรจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำทำทางถนนเชื่อมพระนครฯให้ติดต่อกับจังหวัดธนบุรี เพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนชาวพระนคร ทรงพระราชดำริว่า คงจะถึงเวลาต้องทำสะพานข้ามแม่น้ำ ขยายพระนครไปทางเมืองธนบุรีสักวันหนึ่งในภายหน้า เพราะฉะนั้นถ้าทำสะพานขึ้นเสียแต่บัดนี้ก็จะเป็นประโยชน์เร็วขึ้น

พระราชกรณียกิจอันสำคัญประการหนึ่งของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงแก่ปวงประชาชน คือการที่ทรงริเริ่มสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสะพานพระพุทธยอดฟ้าข้ามลำน้ำเจ้าพระยาเชื่อมระหว่างฝั่งพระนครและธนบุรีเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระนครครบรอบ150ปี ในการนี้พระองค์พระราชทานที่ดินก่อสร้างและทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมสร้างพร้อมทั้งโปรดฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมบริจาคตามกำลังทรัพย์ด้วยการเรี่ยไรรับบริจาคเงินสมทบทุนในการก่อสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติเป็นอเนกประการ สะพานดังกล่าวแล้วเสร็จและทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475

ในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเรื่องแบบแปลนพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ผู้อำนวยการแผนกศิลปากร ทอดพระเนตรแบบแปลนการก่อสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อทอดพระเนตรจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามแปลนนี้ และให้ นายโคราโด เฟโรจิ หรือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นายช่างปั้นชาวอิตาเลี่ยนที่รับราชการอยู่ในศิลปากรสถานเป็นผู้ขึ้นหุ่นพระบรมรูป แล้วส่งไปหล่อที่ยุโรป ก่อนนำมาประดิษฐานบนบัลลังก์เหนือเกย มีอัฒจันทร์ขึ้นลงสองข้างและมีซุ้มจรนำสกัดหลังตั้งเป็นลับแล มีศาลาจารึกอยู่ด้านหลัง ประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนคร

โปรดฯให้มีพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ พระมณฑปยอดเศวตฉัตร ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2475 อันถือเป็นพระราชพิธีที่สำคัญยิ่งในการพระราชพิธีเฉลิมพระนครที่ประดิษฐานมาครบ 150 ปี

ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันที่ระลึกมหาจักรีและยังอยู่ในช่วงการพระราชพิธีเฉลิมพระนครประดิษฐานครบ 150 ปี เมื่อการพระราชพิธีทรงเปิดแพรคลุมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และเปิดป้ายนามสะพานพระพุทธยอดฟ้า ที่บริษัทดอร์แมน ลอง จำกัด แห่งประเทศอังกฤษ เป็นผู้ออกแบบก่อสร้างเสร็จสิ้นลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับบนเกย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กระบวนพยุหยาตรายาตราผ่านหน้าที่ประทับ และเมื่อกระบวนพระบรมราชอิสริยยศยาตราถึง จึงเสด็จขึ้นประทับเหนือพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราใหญ่ทางสถลมารคข้ามสะพานพระพุทธยอดฟ้า ไปยังฝั่งธนบุรี

เมื่อเสร็จการพระราชพิธีเปิดปฐมบรมราชานุสรณ์ ในการพระราชพิธีเฉลิมพระนครครบ 150 ปี และประทับทอดพระเนตรกระบวนเรือรบแล่นผ่านถวายตัวลอดสะพานพระพุทธยอดฟ้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จลงประทับเหนือพระราชบัลลังก์บุษบก ในเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากฝั่งธนบุรี กลับไปท่าราชวรดิฐ โดยมีพสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเนืองแน่น

ขณะเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวังเนื่องในการเฉลิมพระนครครบ 150 ปี ซึ่งประเมินค่าใช้จ่ายไว้เป็นเงินจำนวน 600,000 บาท ทรงพระราชศรัทธาอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมสมทบอีก 200,000 บาท รัฐบาลจัดงบประมาณโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบอีก 200,000 บาท ส่วนเงินที่ยังขาดอีก 200,000 บาทนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปิดรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างเหรียญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรเป็น 4 ชนิด คือ เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองขาว และเหรียญทองแดง สำหรับพระราชทานเป็นที่ระลึกแก่ผู้บริจาคเงินสมทบในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในการนี้ทำให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้านทิศตะวันออกได้รับการบูรณะ ทำให้ยังคงรักษาภาพเรื่องมารวิชัย ตามแบบที่เขียนขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ไว้ดังเดิม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูหัว ทรงครองแผ่นดินด้วยความเป็นธรรม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าตามกาลสมัยมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในอันที่จะให้พสกนิกรของพระองค์ได้เข้าอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมแก่ตนเองและภาวการณ์บ้านเมืองมาแต่ต้นรัชกาล โดยจัดเตรียมวางรากฐานเป็นลำดับเพื่อให้เกิดความพร้อม แต่ก็ไม่ทันใจสำหรับผู้ประสงค์ในมีการเปลี่ยนแปลง และนำมาซึ่งเหตุการณ์การเข้ายึดอำนาจของคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเล็งเห็นการณ์ไกลว่าไม่มีผู้ใดทราบว่าเหตุการณ์จะรุนแรงถึงขนาดฆ่าฟันล้มล้างพระราชวงศ์เช่นที่เคยเกิดในประเทศฝรั่งเศสและรัสเซียหรือไม่ ทั้งสองพระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อใต้เบื้องพระยุคลบาททำการต่อสู้ยึดอำนาจการปกครองมาถวายคืน และไม่ทรงยอมที่จะเสียพระเกียรติยศด้วยการเสด็จพระราชดำเนินหลบออกจากพระราชอาณาจักร ทรงยอมรับที่จะเป็น "ตัวเชิดเพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาล ให้เป็นรูปตามวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก" ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในเอกราชของบ้านเมือง ไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะให้ต่างชาติถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงหรือมีอำนาจครอบคลุมเหนือประเทศชาติได้

เสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครโดยขบวนรถไฟพระที่นั่งในเวลาดึกสงัดปราศจากกองทหารรักษาพระองค์ ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ด้วยพระอิริยาบถที่อ่อนโยนแจ่มใสเป็นปกติ