ศศิธร ทองศรีพงศ์-มยุรา ชินบุรารัตน์

"Thaibubbles.com" ชุมชนคนรักการทำสบู่
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

แม้จะอยู่กันคนละประเทศ แถมยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยด้วย แต่อาศัยสื่อกลางเพียงแค่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเท่านั้น สาวๆ เหล่านี้ก็กลายมาเป็นเพื่อนซี้กันได้แล้ว

"เราไม่ใช่เพื่อนรุ่นเดียวกัน อยู่กันคนละประเทศ แต่มาเชื่อมโยงกันได้ด้วยเรื่องสบู่ แล้วจากสบู่ก็ต่อไปยังเรื่องอื่นๆ จนกลายเป็นเพื่อนกัน อยากจะบอกว่าสิ่งนี้ให้ทั้งเพื่อนและความมุ่งมั่นกับเรา ทำให้เวลาที่ทำอะไรจะต้องเต็มที่และเต็มร้อย อย่างตอนทำสบู่เหลวซึ่งที่จริงต้องใส แต่กลับออกมาไม่ใส มีขุ่นนิดหนึ่ง ยิ่งถ้าอยู่ในอากาศเย็นยิ่งขุ่นใหญ่ โอ้โห...เททิ้งเป็นแกลลอน ทำอยู่นั่นแหละ ต้องใสให้ได้ อาจจะดูเหมือนบ้านะคะ แต่ก็เป็นความมุ่งมั่นว่าเราจะต้องทำของที่ดีที่สุดออกมา และที่สำคัญนอกจากตัวเราใช้แล้วดี เราก็อยากให้คนอื่นใช้แล้วดีด้วย ดังนั้น จะไม่มีการเอาของที่ไม่ดีไปให้คนอื่นเด็ดขาด"

Thaibubbles.com เป็นเว็บไซต์ไทยแห่งแรกที่สอนการกวนสบู่ธรรมชาติหลายรูปแบบ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มคนที่ชื่นชอบในงานอดิเรกนี้ที่อยากจะเผยแพร่และแบ่งปันความรู้เรื่องการทำสบู่อย่างถูกต้องแก่บุคคลทั่วไปที่สนใจผ่านทางสื่อออนไลน์ โดยในโอกาสนี้ทางกลุ่มได้ส่ง คุณแอน-ศศิธร ทองศรีพงศ์ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินประจำสายการบินเดลต้า และ คุณหน่อย-มยุรา ชินบุรารัตน์ อดีตพนักงานบัญชีที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นครูสอนทำสบู่และมีเฟซบุ๊คแฟนเพจ ชื่อ Mayura's Soap มาเป็นตัวแทนบอกเล่าถึงความเป็นมาของเว็บไซต์นี้

ศศิธร : จุดเริ่มต้นมาจากคน ๓ คน คือ ดิฉัน แจง และจิว แจงกับดิฉันรู้จักกันมาก่อน เพราะเราสองคนอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แจงอยู่ที่นิวเจอร์ซี่ ดิฉันอยู่มินนิโซต้า ย้อนกลับไปเกือบ ๒๐ ปีที่แล้ว ตอนนั้นเหงา เลยไปที่ร้านหนังสือ เจอหนังสือชื่อ A Complete Soap Maker พออ่านดูรู้สึกว่าไม่ยากเลย ค่อยๆหาวัตถุดิบมาลองทำดู ตอนหลังได้คุยกับแจงปรากฏว่าเขาก็มีหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน เลยต่างคนต่างทำแล้วถ่ายรูปส่งให้กันดูทางหลังไมค์ของพันทิป สักพักมาเจอจิวซึ่งเมื่อก่อนอยู่ที่สิงคโปร์ เขานี่แหละที่เป็นคนริเริ่มการทำเว็บไซต์ ชื่อไทยบับเบิล เพราะว่าอยากหาที่คุยที่เป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น ช่วงแรกๆ สมาชิกมีไม่มากสักสิบกว่าคน เพราะของเราเป็นเว็บปิด ค่อนข้างที่จะเลือกคน อยากให้เข้ามาคุยมาแชร์ความรู้กันมากกว่าที่จะมาขายของ

มยุรา : ตอนที่หน่อยเข้าไปครั้งแรก ไทยบับเบิลเป็นสังคมของการเรียนรู้จริงๆ พี่ๆจะเป็นรุ่นบุกเบิกทำมาก่อน พลาดมาก่อนก็จะมาบอกมาสอนเราซึ่งเป็นรุ่นที่สองที่เอาความรู้ของเขามาต่อยอดอีกที เนื่องจากรุ่นแรกส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งในแง่วัตถุดิบ ของเขาจะดีกว่า เพราะเป็นงานอดิเรกที่มีคนทำกันเยอะ แต่บ้านเรายังไม่ค่อยมี รุ่นหน่อยจึงเป็นรุ่นที่มาบุกเบิกวัตถุดิบในเมืองไทยว่าหาซื้ออะไรได้ที่ไหนบ้าง ทุกคนจะเป็นเหมือนนักวิจัย มีหน้าที่ทดลอง แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาแชร์กันในเว็บจนกลายเป็นว่าข้างในนั้นเป็นเหมือนสารานุกรมเล่มใหญ่ เพราะทุกคนพอทำสบู่ได้จะรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์อื่นก็ทำเองได้ ในเว็บจึงมีเนื้อหาครอบคลุม ทั้งอาหาร โครเชท์ นิตติ้ง ควิลท์ เย็บตัดเสื้อผ้า มันเป็นอะไรที่พอก้าวไปข้างหนึ่งแล้วหยุดไม่ได้จริงๆ

ศศิธร : การทำสบู่เป็นอะไรที่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะเวลาที่เทส่วนผสมลงไปในแม่พิมพ์แล้วต้องรอ ๒๔ ชั่วโมงถึงจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำไปใช้ได้ไหม หรือว่าจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วยังต้องรอให้โซดาไฟหมดฤทธิ์อีกอย่างน้อย ๓ สัปดาห์ถึงจะเอาไปใช้ได้ การทำสบู่จึงเป็นทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะที่มารวมกันอย่างดีมาก เช่น น้ำมันมะพร้าวให้ฟองเยอะมาก แต่ถ้าใส่มาก ผิวจะแห้ง แต่เราเป็นคนชอบฟองเยอะๆ ทำยังไงล่ะ คำตอบคือใส่น้ำมันละหุ่งลงไปด้วย พอทำเสร็จแล้วต้องเอามาลองใช้เองด้วยถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งคำว่าดีนี้ก็ไม่ใช่ว่าดีสำหรับทุกคน เพราะสภาพผิวและความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าใครชอบสบู่แบบไหน เราสามารถปรับสูตรไปตามนั้นได้หมด แต่ต้องบอกว่าเป็นงานอดิเรกที่แพงมาก ทำล่มจมได้นะคะ แต่พวกเราก็ยังยอมล่มจมกันอยู่ เพราะชอบจริงๆ เมื่อก่อนเคยทำไปขายตามตลาด พวกฟาร์มเมอร์มาร์เก็ตช่วงวันหยุด แต่ด้วยความที่ต้องเลี้ยงลูกเอง ทำงานนอกบ้านด้วย แล้วที่ตลาดแบบนี้ต้องไปตั้งแต่เช้าถึงเย็น สามีเลยบอกว่าให้ทำแบบขายส่งดีกว่า แต่เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้ว เพราะเราไม่มีหัวทางธุรกิจ เป็นพวกทำเอาสนุกมากกว่า

มยุรา : พี่แอนถือเป็นครูของหน่อย ตอนนี้ในเว็บทุกคนเรียกพี่เขาว่า อาจารย์ปู่ (หัวเราะ) จำได้ว่าสมัยที่ยังทำไม่เก่ง พี่แอนให้สบู่มาก้อนหนึ่ง ซึ้งใจมาก แถมกลิ่นก็หอม แฟนเราก็ชอบเลยเอาไปใส่ในตู้เสื้อผ้า พอบอกพี่แอนว่าทำอย่างนี้...โดนด่ากระเจิง (หัวเราะ)

ศศิธร : คือถ้าให้สบู่ใครไปแล้วไม่ใช้ เอาไปวางทิ้งไว้นี่โกรธนะ ที่เราให้ คือให้เอาไปใช้ เพราะอยากรู้ผลว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรเพื่อเราจะได้เอามาปรับปรุง เพราะทุกครั้งที่ทำจะจดสูตรไว้

มยุรา : หน่อยจะเหมือนพี่แอนตรงที่ตื่นเต้นทุกครั้งเวลาตัดสบู่ คือเรารักสบู่ยิ่งกว่าลูก ทะนุถนอมมาก ค่อยๆ แกะออกมา วันที่จะตัดสบู่ ใจเต้น สบู่ฉันจะเป็นยังไง ถ้าสีและลายออกมาถูกใจจะแฮปปี้มีความสุข

ศศิธร : เวลาดูในยูทูบเห็นฝรั่งทำสบู่เป็นลายต่างๆ แล้วสวยก็จะเป็นหน้าที่ของพวกเราช่วยกันลองทำบ้าง ถ้าสวยจะถ่ายรูปมาอวด แต่ถ้าไม่ แปลว่าเจ๊ง (หัวเราะ) แต่เมื่อก่อนไม่มียูทูบ คิดดูว่าต้องอธิบายปากเปล่ากันว่าทำยังไง ต้องเอาไม้แขวนเสื้อลงไปกวนทำเป็นลาย หรือใช้ช้อนค่อยๆ เททีละช้อนชา แต่ทั้งนี้การทำสบู่โดยพื้นฐานแล้วมีส่วนประกอบแค่โซดาไฟ น้ำมัน และน้ำ ๓ อย่างเท่านั้นเอง แต่ที่จะทำให้สบู่มีคุณภาพขึ้นมาได้ เราต้องไปค้นคว้าเรื่องน้ำมันว่าแต่ละอย่างมีสรรพคุณอย่างไร

มยุรา : อย่างที่พี่แอนบอกว่าโดยหลักการมีแค่ ๓ อย่าง โดยเฉพาะน้ำมันหรือไขมันที่แต่ละอย่างเวลาทำออกมาเป็นสบู่แล้วจะให้คุณสมบัติไม่เหมือนกัน ดังนั้น เริ่มต้นเลยคุณต้องเลือกก่อนว่าอยากได้คุณสมบัติของสบู่แบบไหนก็เลือกน้ำมันชนิดนั้นมาทำ จากนั้นเราจะมีสูตรในการคำนวณค่าของด่างซึ่งในที่นี้คือโซดาไฟให้พอดีกับน้ำมันและน้ำที่จะใช้ พอละลายน้ำกับโซดาไฟแล้วถึงค่อยเอามาผสมกับน้ำมันกวนจนข้น ใส่สีใส่กลิ่น แล้วเทลงแม่พิมพ์ ทิ้งไว้ประมาณ ๒๔ ชั่วโมงในการเซตตัวจนแข็งถึงเอาออกมาตัดเป็นก้อนๆ ได้

ศศิธร : นี่คือแบบเทธรรมดาเลยนะคะ แต่มันไม่สะใจ ถึงได้มีการทำเป็นลวดลายต่างๆ บางคนเอาสมุนไพรมาผสมด้วย ซึ่งทำได้หมด แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

มยุรา : ปกติเราจะจำแนกสบู่ด้วยวิธีการออกทำเป็น ๓ อย่าง คือ CP (Cold Process) HP (Hot Process) และ MP (Melt and Pour) CP คือการทำสบู่ก้อนพื้นฐาน ทุกคนต้องเริ่มจากวิธีนี้ เป็นวิธีที่ไม่มีการใช้ความร้อนหรือเร่งปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องรออย่างต่ำ ๓ สัปดาห์ถึงจะเอาไปใช้ได้ เพราะต้องให้โซดาไฟในสบู่ของเราทำปฏิกิริยาจนหมดเสียก่อน ดังนั้น จึงเกิดสบู่ HP หรือการเอาความร้อนมาใช้เพื่อเร่งปฏิกิริยาของโซดาไฟให้หมดไปเร็วขึ้น นั่นคือพอกวนเสร็จแล้วให้เอาไปใส่เตาอบที่ไฟประมาณ ๑๕๐ องศาเซลเซียส ให้ความร้อนช่วยเร่งให้ค่าของโซดาไฟเป็นกลางสัก ๔๐ นาที พอเห็นว่าสุกแล้วถึงค่อยใส่สีและกลิ่น เทใส่แม่พิมพ์แล้วตั้งทิ้งไว้ให้เย็นก็สามารถตัดแล้วเอามาใช้ได้เลย แต่ถ้าไม่มีเตาอบให้ใช้หม้อตุ๋นสัก ๔๕ นาที แต่มีเพื่อนอีกคนใช้ไมโครเวฟก็ได้เหมือนกัน แต่ต้องคอยเปิด-ปิดๆ เอาออกมากวนเป็นระยะๆ

ศศิธร : ส่วน MP คือ สบู่ใส หรือสบู่หลอมเท ส่วนมากจะเป็นของสำเร็จรูปมาจากโรงงาน เราแค่เอามาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ไมโครเวฟหรือหม้อตุ๋น ใส่สีใส่กลิ่นแล้วเท พูดง่ายๆ ว่าวิธีนี้เป็นเหมือนของเด็กเล่น แต่ในขณะที่คนอื่นซื้อมาจากโรงงาน เราสองคนทำเองค่ะ กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ไฟจะไหม้บ้านเอา เพราะต้องเทเอทิลแอลกอฮอล์ลงไปด้วย

มยุรา : นิสัยอย่างหนึ่งของคนทำสบู่จะชอบคิดว่า ของคนอื่นไม่ดีหรอก ฉันอยากทำเอง ไม่ยากหรอก หรือต่อให้ยาก เราก็จะพูดว่าไม่ยาก แล้วพยายามทำจนได้ มีสิ่งหนึ่งที่พี่แอนสอนเรามาตลอดคือสบู่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับชำระร่างกายให้สะอาดกับไม่ทำให้ผิวแห้ง เท่านั้น จบ ไม่มีมาทำให้ผิวขาว ผิวเด้ง ฉะนั้นต่อให้คุณใส่ของที่มหัศจรรย์ลงไปในสบู่ คุณก็ล้างมันออก ไม่มีโอกาสที่ของพวกนี้จะมาทำอะไรกับผิวเราได้ อีกอย่างคือคนไทยไม่ชอบพูดถึงโซดาไฟจนทำให้ผู้ใช้ส่วนหนึ่งเชื่อว่า สบู่บางอันไม่ได้ใช้โซดาไฟ แล้วจะมีใจต่อต้านว่าสารนี้เป็นสารอันตราย เคยมีคนถามหน่อยว่า สบู่เธอใช้โซดาไฟด้วยหรือ ทั้งที่ความจริงสบู่ต้องทำจากโซดาไฟ ถ้าไม่มีโซดาไฟ มันไม่ใช่สบู่ แต่วิธีการคือต้องทำให้ถูกต้องจนไม่มีฤทธิ์ของโซดาไฟหลงเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นหน่อยถึงได้ตั้งใจเลยว่า สิ่งที่ได้รับมาจากพี่ๆ เราจะต้องถ่ายทอดให้รุ่นต่อไป แล้วก็หวังให้รุ่นต่อไปทำเหมือนเรา นั่นคือถ่ายทอดความรู้ที่แท้จริงและถูกต้องให้แก่คนรุ่นต่อจากนั้นไปอีก ไม่ใช่มาบอกว่าใส่กลูต้าสิ แล้วได้ผลจริงๆ ถ้าเป็นเราไปบอกพี่แอน เขาจะบอก งั้นเธอลองใส่สิ แล้วได้ผลเป็นยังไงมาบอกฉันด้วย เราจะไม่มีการบอกให้ทำหรือรับรองว่าได้ผล

ศศิธร : เราอยากให้เขารู้ว่าสบู่จริงๆ นั้นเป็นอย่างไร อยากให้เขาทำสบู่ที่ดีออกมาก่อน หลังจากนั้นจะเอาสบู่ตัวนี้ไปพัฒนาอย่างไรต่อหรือว่าเอาไปทำขาย นั่นเป็นเรื่องของเขาแล้ว โดยส่วนตัวเราแค่อยากให้คนมาคุยกันเรื่องสบู่ มาแลกเปลี่ยนความรู้มากกว่า แต่ขอนิดหนึ่งว่า ถ้าสนใจให้ศึกษาเองก่อนแล้วถึงค่อยมาถาม

มยุรา : จะบอกว่าในนี้ดุกันทุกคน (หัวเราะ) แต่หน่อยว่าดีนะคะ ที่มาทำตรงนี้ได้ เพราะเราเคยเจอการเรียนการสอนแบบนี้จากพี่ๆ มาก่อน เราถึงกลายเป็นคนที่ต้องค้นคว้า ทดลอง ไม่เคยกลัวกับการทำแล้วเจ๊ง ทุกวันนี้ยังบอกนักเรียนเลยว่าไม่ต้องกลัว มันเจ๊งแน่ๆ แต่เชื่อเถอะว่าที่คุณทำเจ๊งไม่เท่ากับที่เราเคยทำมาก่อนหรอก หน่อยเชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกคนต้องลงมือทำ อย่ารอให้ครูหรือใครมาคอยป้อนให้ แล้วเราจะจำและทำจนออกมาดีได้