กฟผ.ร่วมงานสมัชชาเครือข่ายจัดการทรัพยากร

สกู๊ปพิเศษ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับองค์กรสิ่งแวดล้อมด้านพลังงาน ทั้งทางภาครัฐและเอกชน จัดเวทีสมัชชาเครื่อข่ายจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน ณ ชุมชนบ้านคลองเรือ ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ ในการสร้างความสมดุล และความยั่งยืนของชีวิตชนบท บนฐานของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพื่อความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน คนรักษาป่าและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ บริเวณต้นน้ำให้เกิดประโยชน์ในทุกมิติ

ด้วยชุมชนหมู่บ้านคลองเรือ มีความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์ผืนป่า อันส่งผลต่อความสมบูรณ์ของทรัพยากรแหล่งน้ำ แต่ยังเป็นชุมชนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วเป็นความฝันอันสูงสุดของชุมชน ที่ต้องการเห็นลูกหลานในหมู่บ้าน ได้เห็นข่าวสารจากภายนอก ซึ่งถือเป็น “แสงสว่างแห่งปัญญา” ดังนั้นจึงเกิดโครงการ “การจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้” โดยความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยชีวิตเมืองนครศรีธรรมราช ภายใต้การสนับสนุกจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

โดยทำงานร่วมกับชุมชนบ้านคลองเรือตั้งแต่ปี 2551 ด้วยกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม เริ่มต้นจากการศึกษาศักยภาพของชุมชน ในด้านสังคมและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมๆกับเปิดโลกทรรศน์ ด้วยพาศึกษาดูงานด้านการผลิตไฟฟ้า จากแหล่งพลังงานต่างๆ ทั้งเชื้อเพลิง ถ่านหิน น้ำตก และชีวมวลในพื้นที่ภาคเหนือ แล้วพบว่า ชุมชนมีความพร้อมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะศักยภาพทางทรัพยากรน้ำ และความเข้มแข็งของชุมชน จึงมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในบริเวณน้ำตกเหวตาจันทร์ โดยเลือกกำลังการผลิต 100 กิโลวัตต์ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตของชุมชนดั่งเดิม

หัวหน้าโครงการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของโลกและประเทศไทย ในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น เห็นได้จากการเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภัยแล้ง ซึ่งได้สร้างความสูญเสียให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนเป็นจำนวนมาก สาเหตุสำคัญเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เป็นโครงการร่วมกันขับเคลื่อนและใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม จนสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านคลองเรือ และสามารถเดินเครื่องเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปัจจุบัน

พร้อมกับมีการจัดเวทีสมัชชาเครือข่าย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติบริเวณต้นน้ำ ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การศึกษา และด้านสุขภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมเวทีสมัชชาที่เป็นแกนนำ และสมาชิกของเครือข่ายองค์กรต่างๆ ร่วมทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 1,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยเน้นที่ประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ประกอบด้วยธนาคารต้นไม้ เกษตร 4 ชั้น การปลูกพืชแบบผสมผสาน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ธาตรี ริ้วเจริญ กล่าวว่า “กฟผ.มีหน้าที่หลักๆ ในการแสวงหาแหล่งพลังงานและผลิตกระแสไฟฟ้า ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ทั้งสนับสนุนจัดกิจกรรมเวทีสมัชชาเครือข่าย จัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน ที่ชุมชนบ้านคลองเรือในครั้งนี้ ทางกฟผ.ได้ให้สนับสนุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และระบบส่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านคลองเรือ

...โดยกฟผ.สนับสนุนมาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จนกระทั่งโรงไฟฟ้าสามารถเดินเครื่อง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในวันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางกฟผ.และราษฎรบ้านคลองเรือ มีความสุขและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และที่สำคัญ คือ กฟผ.ได้มีส่วนร่วมสนับสนุน ให้ได้รับพระราชทานรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯเนื่องในวโรกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554”

และภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษ โดยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในสาะระสำคัญ ว่า “นมัศการพระคุณเจ้า เรียนท่านปลัดจังหวัด ท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะท่านสมาชิกสมัชชาเครือข่ายที่รักและเคารพทุกท่านครับ เมื่อสักครู่อาจารย์จิตติได้ออกตัวไว้ว่า หมอห้ามไม่ให้ผมเดินทาง ผมก็ขัดคำสั่งหมอ เพราะว่า ถ้าห้ามผมมากๆ...ผมก็เปลี่ยนหมอ เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ยาก เหมือนชาวคลองเรือแก้ไขปัญหาตัวเอง ตามปกติใครที่เชิญผมมานั้น ส่วนมากจะให้บรรยาย 3 ชั่วโมงนะครับ ในวันนี้ก็กะเลิกประมาณหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย เสียงปรบมือนี่...ปรบมือไล่หรืออยากอยู่ ก็พูดเล่นๆนะครับ...ไม่ถึงกับขนาดนั้นหรอก

...โดยเฉพาะบ้านคลองเรือ อยู่ระหว่างกลางอย่างนี้...ก็ต้องคิดมาก พอเห็นคนที่เซ็นหนังสือมา คือ อาจารย์จิตติ แล้วมีคำว่า ธรรมศาสตร์ ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ ในฐานะที่เคยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา 3 วาระ ถึงแม้เพิ่งออกเมื่อสัก 2-3 เดือน พอออกปั๊บน้ำท่วมธรรมศาสตร์เลย ไม่ใช้น้ำตาคนธรรมศาสตร์...น้ำจริงๆ ส่งมาจากคลองเรือหรือเปล่าไม่รู้ แต่คงส่งย้อนขึ้นไปไม่ได้หรอก ฉะนั้นความผูกพันธ์ต่อสถาบัน...ก็มีอยู่ ผมคิดว่า งานตลอดชีวิตของผมนั้น จะเป็นงานทำส่วนตัวที่สภาพัฒน์ หรือเคยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษางานชนบทแห่งชาติ มาตอนหลังเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

...ชีวิตผมดูจะเหมือนไม่พลาดกับชุมชนเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งบริษัทปูนซีเมนต์ ปตท. แล้วก็องค์กรต่างๆ จะเชิญผมไปประธานโน้นประธานนี่ ก็เกี่ยวข้องกับชุมชนทั้งสิ้น เพราะชะตาชีวิตเราขีดมาให้อยู่ด้วยกัน...เจอกัน ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เมื่อได้รับการเชิญ วันนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องจะมาปาฐกถา แต่มาคุยกันระหว่างชีวิตของพวกเรา ที่จะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ชีวิตของเราที่อยู่ในโลกใบเล็กๆใบนี้ แล้วย่อส่วนมาอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของโลกนั้น ถามว่าเรารู้จักโลกกันจริงหรือเปล่า แต่เห็นจะไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่นะครับ เราไม่ค่อยแคร์ไม่ค่อยรู้สึก ย่อส่วนมาหน่อย...เรารู้จักประเทศไทยของเรามั๊ย

...ประเทศไทยเล็กๆที่เราเรียกว่า ขวานทอง ซึ่งตอนนี้เรายืนอยู่ที่ด้าม ก็ไม่ทราบรู้จักดีหรือเปล่า แล้วผลสุดท้ายคำถามง่ายๆ คือ เรารู้จักตัวเรามั๊ย เรารู้จักชีวิตเรามั๊ย ก็ตอบไม่ค่อยได้เหมือนกันว่า แท้ที่จริงแล้วเรารู้จักชีวิตของเรามั๊ย ผมไม่ได้เป็นปราชญ์ หรืออะไรที่สร้างความรู้ขึ้นมาเอง พยายามค้นคว้า พยายามเรียนรู้ แล้วโดยเฉพาะได้มีโอกาสหรือวาสนา ถวายงานพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้รับคำสอนมาตลอดระยะเวลา 35 ปี ได้มีโอกาสถวายงานตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ทรงสอนทุกอย่าง สอนให้รู้จักโลก สอนให้รู้จักชีวิต แล้วสอนให้ได้ดำรงอยู่ หรือมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ บนฐานของคำว่า...ประโยชน์สุข

...ทุกท่านครับ...โลกใบเล็กๆใบนี้ มันเกิดมาสี่พันหกร้อยล้านปีมาแล้ว มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีพวกเราที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลกเลย เท่าที่พื้นที่จะอำนวยอยู่ ในจำนวนเจ็ดพันกว่าล้าน ในสามสิบปีข้างหน้านั้น ยูเอ็นบอกว่า จะเพิ่มขึ้นไปถึงเก้าพันล้านคน ทุกเมื่อเชื่อวันกินโลกอยู่ทุกวัน นั่งอยู่เฉยๆกินอะไรอยู่...กินอากาศ เห็นมั๊ยนี่นั่งเฉยนะไม่ได้ทำอะไร...ยังกินโลกอยู่เลย สูดกินอากาศเข้าไป แต่ที่นี่อากาศดีมากบริสุทธิ์เหลือเกิน ในทันทีทันใดที่กินอากาศแล้ว ในลมหายใจที่ถัดมานั้น ก็ประพฤติตัวเหมือนคนอกตัญญู ถ่ายขยะใส่โลกเลย...ใช่หรือเปล่า ถ่ายอะไรออกมา...คาร์บอนไดออกไซย์

...ชาวชุมชนที่นี่ฉลาดมากรู้หมด ของเหลวละ...บริโภคมั๊ย น้ำเมื่อกี้ดื่มไปหลายอึกเลย แล้วเดี๋ยวก่อนนอนไปทำไม...อาบน้ำ แล้วระหว่างอาบน้ำโดยมากทำอะไร ฉิงฉ่องออกมาอย่างแน่นอนเลย ถ่ายเทน้ำออกมารดแผ่นดิน อาหารการกินเมื่อกี้นี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ก็ออกมาหมดแล้ว ของแข็งละ...มันอยู่กับเราตลอดมั๊ย โต๊ะเก้าอี้อะไรต่ออะไรนี่...อยู่กับเราตลอดมั้ย วันหนึ่งก็หมดอายุการใช้งาน แล้วผลสุดท้ายก็ทิ้งกลับที่โลก เพราะฉะนั้นทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกลมหายใจนั้น มนุษย์กินโลกอยู่ แล้วกินอย่างไม่บันยะบันยังด้วย พระคุณเจ้าครับ พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้ดำรงยึดมั่นแค่ปัจจัยสี่...ใช่มั๊ยครับ แต่โลกสมัยนี้ ไม่ได้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า

...ชาวชุมชนบ้านคลองเรือ ขนาดได้รางวัลเศรษฐกิจพอเพียง เสื้อผ้าเต็มตู้มั๊ย ครึ่งหนึ่งที่มีเราไม่ได้ใส่มันเลย มีเท้าอยู่สองข้าง...มีรองเท้ากี่คู่ มีเยอะทำไมไม่ใส่มาคู่หนึ่ง แล้วแขวนคออีกคู่หนึ่ง มีเยอะใช้มันให้คุ้มซิ มันก็ใช้คู่เดียวนั่นแหละ เราใช้ของมากมายก่ายกองเกินเหตุ เราบริโภคเกินเหตุจนต้องไปหาหมอ แล้วพอไปหาหมอเสร็จ...ทำไง จ่ายยาลดไขมัน จ่ายยาลดโน้นลดนี่ ความจริงไม่ต้องให้หมอจ่ายยาลดหรอก คุมปากตัวเองให้มันอยู่เถอะ กินให้มันพอเพียง อย่าเลยเถิดกินให้มันเกินไป เมื่อกี้กินซะอิ่มแล้ว...เอาข้าวเหนียวทุเรียนมาให้ อุ๊ย!!!ไม่รู้ทำไงมันทนไม่ไหว...ทานเข้าไปอีกแล้ว (หัวเราะ)

...คิดดูซิ...โลกใบเล็กๆนี้ คนลุมกินกันตั้งเจ็ดพันล้านคน สรุปแล้วทรัพยากรธรรมชาติ มีไม่พอคนแล้วครับ นับวันทรัพยากรธรรมชาติจะหดหายไป ในขณะที่ปริมาณคนนับวันจะทวีคูณขึ้น มันสวนทางกันครับ ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติขาลง ฝ่ายจำนวนคนมันขาขึ้น แล้วยังงี้จะพอหรือครับ เวลานี้ทรัพยากรกับคนนั้น มันต่างกัน 30 เปอร์เซ็นต์ ประชากรโลกยังอดตายกันอยู่ ยังไม่ต้องพูดถึงของหรูหราอะไรต่ออะไร เอาแค่อาหารการกิน ต่อให้คนรวยก็อดตาย ซาอุรวยมั๊ย...เศรษฐีนี่ มีอะไรเต็มบ้านเต็มเมือง...น้ำมัน ตื่นเช้ากินได้มั๊ย เอาซุปเปอร์มาสองลิตร หล่อลื่นมาครึ่งลิตร ทานได้มั๊ยครับ...ไม่ได้ มนุษย์กำลังไม่มีอะไรกินแล้ว

...สิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เราต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสอนอะไร...ทรงรู้ลึกซึ้งนัก ทำไมต้องพอเพียง เพราะรู้อยู่ถ้าขืนบริโภคอย่างนี้ ถลุงโลกอย่างนี้ วันข้างหน้าจะไม่มีอะไรให้ถลุง ไม่มีอะไรให้กิน แล้วข้อผิดพลาดของการพัฒนา ผมพูดได้อย่างเต็มปากเลย เพราะตลอดชีวิตของผมนั้น ผมอยู่สภาพัฒน์ขึ้นถึงเป็นเลขาด้วยซ้ำไป เราตามฝรั่งวันดีคืนดีลุกขึ้นมา ไฝ่ฝันอยากจะเป็นเสือ...จำได้มั๊ย อยากเป็นเสือตัวที่...ฮ่ะ!!!สิบเอ็ด ไอ้นั่นมันยาดอง (หัวเราะ) มีอยู่ช่วงหนึ่งไฝ่ฝันอยากจะเป็นเสือตัวที่ห้า คำว่า เสือ คือ อุตสาหกรรม ปรากฏว่า พอเป็นเสือเสร็จไม่กี่ปี...ปี 39 นอนตายอย่างสิ้นซาก

...เพราะว่าไม่ได้ทำตามธรรมะ ที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ คือ เศรษฐกิจพอเพียง เหตุผลอีกอย่างที่ผมมาคลองเรือ คลองเรือกวาดรางวัลเกลี้ยงเลย เศรษฐกิจพอเพียงคว้าไป น้ำคว้าไป มีรางวัลอะไรอีกละ ประหลาดนะ...ทุกรางวัลที่ได้นั้น ผมเป็นประธานตัดสินหมดเลย แล้วไม่มาได้อย่างไร (หัวเราะ) ไม่ได้เล่นพวกนะ เขาได้ของเขาเอง ไม่ใช่เห็นคลองเรือปั๊บให้เลย เขาผ่านจริงๆเขาชนะจริงๆ เพราะฉะนั้นเป็นประธานที่แย่มาก คือ ตัดสินให้เขาชนะแต่ไม่เคยมาเห็นเลย...นั่งเทียนเอา เพราะว่าบวชมาสี่ครั้งนั่งเทียนเก่งมาก วันนี้เห็นกับตาแล้วหลับๆตื่นๆเห็นหมด แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเห็นอะไร

...คลองเรือ คือ คลองเรือ บางอย่างเอาไปใช้ที่บ้านท่านได้ แต่หลายอย่างไปบ้านท่านก็ไม่ใช่แล้ว เมื่อกี้ซาวเสียงมาจากภาคเหนือ...เฮ ภาคอีสาน...เฮ ภาคกลาง..หล๊อมแหล๊ม แต่ก็เฮเหมือนกัน ภาคใต้เยอะกว่าเพื่อนเพราะเป็นเจ้าของถิ่น ที่ผมจะพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ผมจะเอาธรรมะเศรษฐกิจพอเพียงมาเล่าสู่กันฟัง ธรรมะใช้ได้ทุกแห่ง ถ้าเมื่อเข้าถึงธรรมะแล้ว เขามีประโยคว่า บรรลุธรรม...ใช่มั๊ยครับพระคุณเจ้า ถ้าบรรลุธรรมแล้วอยู่ที่ไหนอยู่ได้หมด ฉะนั้นถ้ายึดหลักการแล้ว จะไปอยู่อีสาน เหนือ ใต้ ใช้ได้หมดเลยเหมือนศีลห้า จะนับถืออิสราม คริสต์ ศีลห้าใช้ได้หมด...เพราะอะไร เพราะมันเป็นศีลของมนุษย์

...ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก...เศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้หมด หลักการณ์สำคัญก็คือ ประมาณตนก่อน ชาวคลองเรือได้รับรางวัลเพราะอะไร ประมาณตนก่อน นี่นั่งกันอยู่นี่มีความเท่ากันมั๊ย ตอนเย็นที่ทานข้าวกัน พระคุณเจ้าฉันไม่ได้...เป็นข้อห้าม เห็นมั๊ยไม่เหมือนกันแล้ว แล้วบางคนก็ทานจานเดียว บางท่านทานสองจาน ผมทานไปหนึ่งแล้วตามด้วยข้าวเหนียวทุเรียน แล้วอะไรอีกไม่อยากนับ...นับแล้วใจหาย อายุอานามก็ไม่เท่ากัน ลักษณะก็ไม่เหมือนกัน ผมเองปีนี้ 73 แล้ว แต่ความรู้สึกมันอยู่ที่สี่สิบกว่า พอสี่สิบปีมันหยุดแล้ว ไม่ต้องปรบมือเอาใจหรอก (หัวเราะ) แต่เราสร้างภูมิคุ้มกันไว้ ทานอะไรต่ออะไรบันยะบันยัง

...เอาอย่างง่ายๆเมื่อกี้โฆษกเป็นห่วง ว่า ผมจะยืนไหวมั๊ย จะหาเอาเก้าอี้มาให้นั่ง แล้วไม่เห็นมีสักตัว (หัวเราะ) ดีแต่พูดนะ หลายคนแสดงอย่างนี้...แสดงอาการเป็นห่วง แต่ความจริงไม่ห่วงอะไรหรอก...เชิญเถอะตามสบาย (หัวเราะ) สิ่งแรกที่มนุษย์ควรทำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของมุมโลก ไม่ว่าอยู่มุมไหนของประเทศ จะเป็นทิศทางไหน จะเป็นใครก็ตาม ควรสำรวจตรวจสอบตัวเองก่อน เขาเรียกว่า ประเมินตัวเอง ตอนนี้มาอยู่คลองเรือแล้ว ต้องรู้จักคลองเรือก่อน ลักษณะภูมิประเทศเป็นอย่างไร มีภูเขาสูงใช่มั๊ย มีที่ราบลุ่นนิดหน่อย มีลำธารไหลออกมา มีต้นไม้ต้นไร่อย่างดีเลย ผืนป่าสมบูรณ์มากอะไรต่ออะไร

...พอรู้จักตัวเองดีแล้ว ก็มาดูขีดความสามารถ การศึกษา ความถนัด ความชอบ พอสำรวจตรวจสอบแล้ว เอาละ!!!เลือกดำเนินชีวิต ให้ใช้ธรรมะข้อที่สอง คือ ใช้เหตุใช้ผลเป็นเครื่องนำทาง เหตุผลถ้าแปลในลักษณะทางพระคุณเจ้า มาจากสติและปัญญา...ใช่มั๊ย ต้องใช้สติและปัญญาเป็นเครื่องนำทาง เพราะส่วนมากมนุษย์เอากิเลสและตัญหาเป็นเครื่องนำทาง ในการประเมินธรรมะข้อแรกนั้น ต้องประเมินบนฐานของความรู้ ‘รู้รักษ์สามัคคี’ คำว่ารู้มาก่อนนะ ถามพระองค์ท่าน...สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ไขอย่างไร เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คำว่าเข้าใจมาอีกแล้ว...เหมือนกันเลยครับ

...จะแก้ไขปัญหาอะไร จะดำเนินชีวิตอย่างไร คำว่า รู้...เข้าใจ ต้องมาก่อน อาจารย์จิตติมาที่นี่...สร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น ความรู้จะรวมตัวทำให้ต้องมีเครือข่าย มาที่คลองเรือเข้าใจก่อนเลยว่า หน้าที่ของป่าคืออะไร นี่เป็นฐานของปัญญา เป็นต้นตอของต้นน้ำลำธาร ตอนเย็นที่ข้ามสะพานผ่านมา มองลงไปในน้ำ...น้ำใสแจ๋ว ที่นี่รักษาป่าข้างบนไว้ดีมาก บางทีผมเดินทางไปทางเหนือ...น้ำสีแดงเถือกเลย ป่ามันถูกตัดอยู่ข้างบนหมดแล้ว น้ำมันชี้พฤติกรรมคนครับ ที่นี่ป่าไม่ได้ถูกแตะ รักษาได้อย่างสมบูรณ์ บนฐานความเข้าใจหน้าที่ของป่า ถ้ามองด้วยสายตาของคนยุคนี้ มองด้วยสายตาของความโลภ มองป่าปั๊บ...ลูกบาศ์กเมตรละเท่าไหร่

...แล้วป่าไปไหมครับ...เราเห็นข่าวทุกวันเลย ถ้าดูเป็นเงินเมื่อไหร่...ไปเมื่อนั้นครับ เพราะว่ามองข้ามจากสติและปัญญาไป ทำให้เกิดความโลภ นี่คือข้อแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับความโลภ คนยุคนี้มุ่งเงินเป็นหลัก การใช้ป่าก็ดี ใช้น้ำก็ดี ต้องสร้างฐานอยู่บนความรู้ แล้วความรู้ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนนั้น หนีไม่พ้น...ผมขอใช้คำโบราณ ดินน้ำลมไฟ แล้วดินน้ำลมไฟคืออะไร เราเกิดมาจากดินน้ำลมไฟ ดังนั้นการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คือ การรักษาชีวิตของเรา สิ่งที่มาพร้อมกับความหรูหรา...มันฆ่าเราด้วย เมื่อกี้เข้าไปที่พักทุกคนเป็นห่วง อาจารย์จะนอนได้หรือเปล่า พอโผล่เข้าไปหนึ่งห้องมีที่นอนสี่ผืน

...แสดงว่า คืนนี้ผมต้องนอนสี่คน แล้วในฐานะผู้ใหญ่นะ คนก็เกรงใจไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ คนที่ถูกให้นอนข้างผม มันรีบวางแผนหนีกันหมดเลย ผมบอกใครหนีผมคืนนี้...ได้เรื่อง เพราะถึงแม้ปูนนี้ก็ยังกลัวผีเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆแล้วชีวิตมันไม่มีอะไรหรอก ผมมาประเมินตัวเองนะ ตอนนี้ผม 73 กายภาพผมก็แข็งแรงเท่า 33 เมื่อกี้ตอนขึ้นเวทีเด็กมันเตือน อาจารย์ๆบันไดขั้นแรกไม่มีนะ โอ้ว!!!มันไม่มีจริงๆ ถ้าเหยียบขั้นแรกคงสวัสดี มุดเข้าไปอยู่ข้างใต้เวทีแล้ว (หัวเราะ) นี่ขนาดคล่องแคล่วว่องไว บางทีตาเราก็มองพลาดได้ ไม่รู้วางดักเอาไว้หรือเปล่า แต่เอาละ!!!ผมลอดพ้นมาได้ เราก็ต้องเจียมตัวไม่แข็งแรงเหมือนตอนอายุ 33

...ส่วนเงินในกระเป๋าตอนนี้มีเยอะ สมัยตอนที่รับราชกาล โถ่!!!ปริญญาเอกนะ รับราชการปี 2512 เงินเดือน 2,450 บาท กว่าจะจบลงทุนไปกี่ล้านก็ไม่รู้ แล้วมันพอกินที่ไหนกันละ พอวันที่สิบแปลสภาพเป็นแพะ แม่แม่ของตังค์...ทุกเดือนเลย (หัวเราะ) แม่ก็จ่ายให้มีชีวิตรอดมาทุกวันนี้ โชคดีที่ไม่ต้องไปกินไปโกงใคร สำหรับคนที่ไม่มีมันก็แย่เหมือนกัน นี่คือสภาพความเป็นจริง แล้วตอนนี้พอเกษียรเป็นที่ปรึกษาโน้นนี่ โอ้ย!!!เงินเยอะแยะ แต่มันเหมือนมีกรรมนะ ถามหมอ...หมอๆผมกินหูฉลามได้มั๊ย อาจารย์อยากอายุสั้นก็กินซิ สเต็กชิ้นละเจ็ดพันสั่งมาจากญี่ปุ่น มีไขมันเป็นริ้วเหมือนหินอ่อนเลย ย่างแล้วมาจิ้มแจ่ว โอ้โฮ!!!ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น

...มันขึ้นสวรรค์จริงๆนะ คือ มันทำให้ตายไปเลย...กินมากๆ กับปลานิลนึ่งตัวยี่สิบบาท ถามหมอ...เนื้อสเต็กเจ็ดพันกับปลานิลยี่สิบบาท ผมควรจะกินอะไรดีผมอายุ 73 แล้ว หมอบอก...อาจารย์อยากอายุยืนกินปลานิลเถอะ รวยเสียเที่ยว...มีเงินเสียเที่ยว พอใช้สติปัญญาแล้ว เงินหมดความหมายเลย อยู่ที่สติปัญญาของเราที่จะใช้มัน จำไว้อย่างนะ เศรษฐกิจพอเพียง...ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อย่าไปหวังความร่ำรวย ผมยึดหลักธรรมะ คือ อยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด นับตั้งแต่วันนี้ต่อไปนะ ชาวบ้านคลองเรือจะขาดไฟไม่ได้ นิสัยใหม่จะเข้าจับแล้ว แทนที่จะเข้าหลับนอนต้องมาเบิกตา เพราะมันเป็นกลางวันอีกแล้ว

...ฉะนั้นถึงบอกต้องระวังต้องมีสติ วันๆที่ธรรมชาติให้แสงเรา 8-10 ชั่วโมง จะทำอะไรตอนกลางวันก็ทำเสีย แล้วพอหลังจากพระอาทิตย์ตก เขาให้มนุษย์ได้หยุดพัก ด้วยกรดอย่างหนึ่งที่ทำให้เราหลับ แต่ข้างนอกมืดหมดแล้วในบ้านยังสว่าง มันเลยถูกหลอกว่ายังสว่างอยู่ เหมือนไก่ซีพีเปิดไฟสว่าง เพื่อให้มันกินตลอดเวลา เวลานี้คุณกำลังเป็นไก่หมดแล้วนะ แล้วแสงสว่างจากพระอาทิตย์ เคยเห็นส่งบิลค่าไฟมาเก็บที่บ้านมั๊ย ชีวิตจัดสรรค์ให้เข้ากับธรรมชาติ แล้วมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของคำว่า ธรรมดา ธรรมชาติธรรมดา...เป็นฐานของการตัดสิน ทำอะไรอย่างเห็นแก่ตัวว่า จะเห็นผลที่ตัวเราเท่านั้น

...หลายสิ่งหลายอย่างต้องนึกไปถึงลูกหลานด้วย ธนาคารต้นไม้ปลูกวันนี้ เจ็ดปีมันกลับคืนมาเป็นป่า คนที่อยู่กลางน้ำหรือปลายน้ำ ก็จะได้เห็นน้ำใสเหมือนที่นี่ แล้วธรรมะข้อที่สาม อย่าประมาท หาหนทางสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ตอนนี้ ร่างกายผม 73 ยังแข็งแรงอยู่ เริ่มจากสิ่งผมทำมาเมื่อวานหรือเปล่า เป็นสิ่งที่ผมปฏิบัติมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว วันนี้กินมากพรุ่งนี้ก็ลดลงไป ให้มันเกิดความสมดุลย์ขึ้นมา มันก็แค่นั้นปฏิบัติไม่ยากเลย อย่าไปหลงแสงสี...มันทำให้เราเสียคน แต่ผมไม่ได้บอกเลยเถิด ถึงขนาดเงินไม่จำเป็นนะ แต่อย่าให้เงินเป็นนายเรา เราต้องเป็นนายมัน เราต้องใช้มัน ธรรมะสามข้อปฏิบัติเถอะครับ

...ไม่ว่าท่านจะมาจากทางเหนือ ที่มีสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง ทางอีสานแบบหนึ่ง ภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแบบหนึ่ง หาวิธีบริหารจัดการซะให้ดี ดินน้ำลมไฟ...มันแตกต่างกัน พระเจ้าอยู่หัว ทรงสั่งสอนว่า เราต้องให้ความเคารพ ‘ภูมิสังคม’ ทำอะไรไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่มีธรรมะเหมือนกัน ขั้นตอนที่หนึ่งให้มีกินให้ได้เสียก่อน อย่าทำตัวอย่างเศรษฐีซาอุ มีพื้นที่เยอะแบ่งส่วนหนึ่งปลูกของกินให้ครบ พื้นที่ที่เหลือจะปลูกทำเงินก็ปลูกไปเลย การมีกินสำคัญที่สุด และมีธรรมะอีกสองข้อ หลังจากที่ปฏิบัติธรรมะสามข้อมาแล้ว ในทางปฏิบัติก็ไม่ควรอยู่โดดเดี่ยว ชาวคลองเรือไม่ได้ปิดโลก ต้องรู้ข้างนอกมีอะไรเกิดขึ้น

...แล้วตอนนี้มีไฟฟ้าใช้กันแล้ว ทุกคนต่างดีใจชอบใจ อย่าดูว่า มันเป็นของสะดวกสบาย หรือเป็นของเชิงสนุกรื่นรมย์เท่านั้น ต้องตอบให้ได้ว่า ตอนไปนี้จะนำไฟฟ้าไปทำประโยชน์อะไรบ้าง ทุกอย่างมันจะมีค่าใช้จ่าย ถ้านึกเป็นของฟรีเมื่อไหร่...ไม่มีค่าเลย ถึงแม้ไม่ได้ใช้เป็นตัวเงินตอบแทน แต่ควรเอาของที่เขาให้นั้น มาก่อคุณค่าให้ได้ ถือว่า เป็นการส่งคืนหรือใช้หนี้บุญคุณได้แล้ว ถ้าใช้ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สุข พระเจ้าอยู่หัวใช้คำว่า ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม การใช้ไฟฟ้าเกิดประโยชน์เมื่อไหร่ ความสุขเกิดขึ้นทันที ฉะนั้นควรจัดสรรค์การใช้กันหน่อย เพื่อรอบรู้รอบคอบระมัดระวัง จะได้รู้ว่า โลกภายนอกเขาไปถึงไหนกันแล้ว

...พร้อมทั้งมีความรู้สติปัญหาเพิ่มมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีสองคมตลอดเวลา มนุษย์เราอยู่ทางแยกของสีดำและสีขาว ความดีความชั่วอยู่ข้างหน้า แล้วเรามักจะโน้มเอียงไปทางสีดำ ด้วยมันไปได้ง่ายกว่า มันไม่ใช่ความสุขนะ...มันสนุก แล้วมันอาจจะทุกข์ถนัดก็ได้ ในเส้นทางความดีนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญ ต้องใช้แรงต้านทาน บ้านคลองเรือต้องรักษาความกล้าหาญต่อไป รักษาความเข้มแข็งอย่างนี้ต่อไป แล้วต้องถ่ายทอดความกล้าหาญ ความมั่นคง ความยั่งยืน ต่อไปถึงลูกถึงหลานด้วย เมื่อเขารู้จัก ได้เรียนรู้ จะทำให้เกิดความรัก ความรักที่ตั้งบนฐานความรู้ แล้วความรู้นำสู่ความเข้าใจ แล้วเกิดประโยชน์ยั่งยืนตลอดไป”

ความสำเร็จของโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านคลองเรือ เกิดจากการเรียนรู้และการดำเนินงาน ตามแนวหลักเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้งเป็นต้นแบบการเรียนรู้และแรงบันดาลใจ สำหรับการพัฒนาพลังงานทางเลือก และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอื่นๆต่อไปด้วยครับ