ท่าพระจันทร์

สายลม...แสงแดด

ว่าจะเขียน "ความผิดพลาดในญี่ปุ่น" ต่อไปอีกสักสองสามตอนเป็นมินิซีรี่ส์และความตั้งใจอันนั้นก็ยังยืนอยู่ แต่วันนี้เที่ยวเมืองไทย กินของไทยมา และก็คิดว่าเอามาตัดหน้าซูชินิดหน่อยคงไม่ว่ากัน

วันนี้สุดแสงดาวมีธุระจะต้องเดินทางไปที่ท่าพระจันทร์ และต้องไปคนเดียวเพราะหาเพื่อนไปด้วยไม่ได้ ขณะที่กำลังเซ็งว่าการเดินทางคงจะเงียบเหงาน่าเบื่อเป็นแน่แท้ แม่ก็บอกว่า "เออ ติดรถแม่ไปลงอโศกแล้วนั่งเรือจากคลองแสนแสบไปสิ"

เชื่อว่าหลายๆท่านที่กำลังอ่านอยู่คงจะเห็นการเดินทางทางเรือเป็นสิ่งสามัญที่น่าเบื่อไม่น้อยไปกว่ารถยนต์เป็นแน่แท้ เพื่อนๆที่รู้จักบางคนก็เดินทางทางเรือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สำหรับสุดแสงดาวแล้ว นี่แหละ วิธีแก้เบื่อแก้เหงาที่เยี่ยมยอด!

แทนที่จะนั่งบีทีเอสอันแสนจะจำเจ (สำหรับสุดแสงดาว) แล้วไปต่อแท็กซี่เข้าไปยังท่าพระจันทร์ ก็ไปผจญภัยกับเส้นทางน้ำอันแปลกใหม่นี่ดีกว่า ในเมื่อมีเวลาเผื่อจะให้หลงทางได้ทั้งวัน ไม่ได้รีบไปไหน และถ้าหลงก็จะกลัวอะไร เมื่อมีตามองดูทางและปากไว้คอยถามคน

คนเราลืมความกลัวหลงทางไปได้เสียอย่าง ก็เที่ยวได้อย่างเบาสบายใจขึ้นอีกสักกระบุง เพราะเจ้าความกลัวนี่แหละสัมภาระชิ้นหนักที่คอยผูกคอถ่วงเราเอาไว้

...แต่ไม่ต้องลืมกลัวถึงขนาดสุดแสงดาวก็ได้ เพราะรายนี้หลงตั้งแต่ลงจากรถแม่เลย

"ท่าเรือไปทางโน้นรึเปล่าคะ"

จำได้อย่างรางเลือนว่าสมัยที่เรียนมัธยม เพื่อนเคยนำไปขึ้นเรือทิศทางนั้นนี่ แต่ลุง รปภ. ส่ายหน้าดิก แล้วชี้ไปคนละทางกับที่สุดแสงดาวชี้เลย "ตรงไปนะ แล้วเลี้ยวซ้าย อ้อมไปจนสุด เจอตึกมนุษยศาสตร์แล้วก็ท่าเรือจะอยู่ตรงนั้น" อ้อมอะไร? แล้วสุดอะไรหว่า? ช่างเหอะ ข้างหน้าเดี๋ยวก็เจอคนอีก ถ้าไปจนถึงตรงนั้นแล้วยังมองไม่เห็นทางไปท่าเรือ ค่อยถามตอนนั้นก็ได้ คิดอย่างมักง่ายแล้วก็ขอบคุณคุณลุงก่อนจะเดินมุ่งมั่นจากมา

เดินไปได้ยังไม่ถึงห้าสิบเมตร มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งมาจอดดักข้างหน้า คนขับเป็นคุณป้าคนหนึ่ง (แฟนคุณลุงรึเปล่าไม่รู้) "มาหนู ไปกับป้า"

"ไปท่าเรือเหรอคะ" กำลังงงแต่ก็ปีนขึ้นไปซ้อนท้ายซะดิบดี

โอ้ ถ้าเดินมาละไม่ใกล้เหมือนกันนะเนี่ย โชคดีจริงๆที่ป้าจะมาแถวนั้นพอดี ป้าจอดส่งแล้วก็ชี้ให้ดู อาจจะไม่มั่นใจว่าหน้าตาเบลอๆแบบนี้จะรู้จักท่าเรือไหม

พอมาถึงท่าเรือได้ก็เกิดปัญหาใหม่

"ซื้อตั๋วตรงไหนอะคะ" ตอนไปเที่ยวเกาะเกร็ดมันมีช่องขายตั๋วนี่ นี่ส่องดูจนทั่วแล้วก็ไม่เห็นมี

"ไปจ่ายในเรือเลยครับ จะไปไหนล่ะ" ผู้ชายคนที่กำลังขนขวดแก้วลงเรือถาม

พอบอกว่าไปท่าพระจันทร์ เขาก็บอกว่าให้รอเรือที่จะมาจากฝั่งทางขวามือ...ดีนะไม่โดดลงเรือไปเอง เพราะไอ้ลำที่เทียบท่ารออยู่ตอนเดินมาถึงน่ะมันมาจากทางซ้าย ไม่งั้นไม่รู้จะลอยตามน้ำไปถึงไหน

ตามความเข้าใจ (ซึ่งไม่ถูกต้อง) ของสุดแสงดาวก็คือ เรือลำนี้จะแล่นตั้งแต่ท่าเรือคลองแสนแสบ ออกแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไปจอดเทียบที่ท่าพระจันทร์เลย ดังนั้น ก็คอยชะเง้อชะแง้มองดูป้ายท่าเรือไปตลอดทาง และคอยดูว่าเมื่อไหร่ทางน้ำจะกว้างขึ้นซึ่งหมายความว่าเราออกจากคลองเข้าสู่แม่น้ำแล้ว

ถึงเกือบลงจากเรือไม่ทันตอนเขาเปลี่ยนเรือ ที่รู้ว่าต้องลงก็แค่เพราะว่าทุกคนลงกันหมดเท่านั้นแหละ เลยลุกลี้ลุกลนลงตามเป็นคนสุดท้าย พนักงานเรือเห็นทำหน้าตื่นๆก็ชี้ให้ไปขึ้นลำข้างหน้า ก็ไปตามเขา

แล้วก็ยังหลงเชื่อมั่นต่อไปว่า หึ! ลำนี้แหละ! ลำนี้แหละที่จะพาเราไปถึงท่าพระจันทร์!

อ้าว สถานีปลายทางอีกแล้ว ยังไม่ออกแม่น้ำเลย สุดแสงดาวหันไปถามคนที่นั่งมาข้างๆ "ต้องลงตรงนี้เหรอคะ"

"ครับ"

เอาวะ ขึ้นก็ขึ้น ถนนตรงนี้ดูคุ้นๆตาอยู่หรอก แต่ให้เดินไปท่าพระจันทร์ก็ยังเดินไม่ถูกอยู่ดี รีบวิ่งตามคนตะกี้ไปก่อน "พี่ แล้วถ้าไปท่าพระจันทร์ล่ะ"

"นั่งรถไปครับ ถ้าเดินไปก็ไกลอยู่เหมือนกัน"

เฮ้ย ไกลไม่กลัว ลองเดินดูก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยนั่งรถก็ยังได้ ตอนนี้แค่อยากรู้แค่นั้นว่าต้องไปทิศไหน แต่กฎของสุดแสงดาวในการถามทางคนมีอยู่ว่า อย่าถามหลายคำถามเกินไปกับคนเพียงคนเดียว ให้เฉลี่ยๆไปถามคนอื่นบ้าง เขาจะได้ไม่รำคาญ เหยื่อรายต่อไปเป็นแม่ค้าขายพวงมาลัย

"พี่คะ" แม่ค้าไม่ว่างเพราะกำลังจะขายของพอดี อ้าว ลูกค้าก็คือพี่คนเดิมนี่หน่า

"ถามได้ครับ" เขายิ้มใจดี "ที่จริงเดี๋ยวผมก็ไปท่าพระจันทร์ แต่จะไปไหว้พระที่ภูเขาทองก่อน ไปด้วยกันก็ได้นะ"

"เออดีเลย ซื้อพวงมาลัยไปไหว้ด้วย" แม่ค้ารีบสนับสนุน...เชียวนะ

ขณะนั้นเวลาประมาณสิบนาฬิกา ถึงท้องฟ้าจะครึ้มๆเพราะเมฆบังดวงอาทิตย์ แต่ก็ถือได้ว่ากลางวันแสกๆ ผู้คนพลุกพล่าน ภูเขาทองสุดแสงดาวก็เคยไป ถึงเป็นวันธรรมดาก็ต้องมีนักท่องเที่ยวพอสมควรน่ะ เอ้า ไปก็ไป

ภูเขาทองมีต่างชาติทั้งตะวันตกและเอเชียเดินเกลื่อนเช่นเดียวกับทุกภาคส่วนของกรุงเทพฯ ยังดีที่วันนี้เป็นวันธรรมดา คนจึงไม่เบียดเสียด กำลังพอเดินได้สบาย เราไหว้พระ (เจดีย์) แล้วก็เดินเวียนเทียนสามรอบ อืมม์...คิดว่าชาติก่อนอาจจะเคยบวชร่วมสำนักกันมาก็ได้นะ ถึงมาเจอกันในลักษณะที่ชื่อยังไม่รู้จักแต่ก็มาวัดด้วยกันแล้วแบบเนี้ย

"พี่มาไหว้พระเก้าวัดเหรอ" เขาบอกว่าวันนี้เป็นวันหยุด เลยมาไหว้พระ เดี๋ยวจะเลยไปวัดระฆังด้วยถึงต้องไปข้ามฟากที่ท่าพระจันทร์ แต่ไหว้ไม่ถึงเก้าวัดหรอก

ออกจากภูเขาทองเราก็ไปที่ท่าพระจันทร์ เขาชวนไปวัดระฆังต่อหลังจากสุดแสงดาวเสร็จธุระแล้ว ขณะนั้นยังไม่เที่ยง เอาละ นานๆทีจะได้มาแถวนี้ ไปไหว้อีกวัดก็เป็นสิริมงคลต่อชีวิตดี ก็ไปกัน ตอนนั่งเรือข้ามฟากไลน์ไปบอกเพื่อนไว้ด้วยเพื่อความไม่ประมาทว่าจะไปวัดระฆัง

ไหว้พระที่วัดระฆังเสร็จก็พอดีเพื่อนผู้หญิงที่มาธุระแถวนั้นด้วยเหมือนกันโทร.มา สุดแสงดาวเลยได้โอกาสเกาะเพื่อนกลับ (ช่างเป็นคนที่ยืนด้วยลำแข้งของผู้อื่นได้น่าสรรเสริญอะไรเช่นนี้) แวะที่ร้านขายของของเพื่อน ให้เพื่อนเลี้ยงข้าวกลางวันหนึ่งมื้อ แล้วให้เพื่อนส่งขึ้นรถเมล์กลับบ้าน

"คนไทยใจดี"

คำพูดติดปากใครๆหลายคน วันนี้เป็นความจริงอย่างยิ่งสำหรับสุดแสงดาว คนเรามีชีวิตอยู่ก็เพื่อวันแบบนี้แหละ เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังมีวันที่แย่ ขอให้ทราบเอาไว้ว่าวันดีๆกำลังเดินทางมาหานะคะ เพราะการมีวันที่แย่ ย่อมหมายถึงว่าวันดีๆกำลังตามมาแล้วละ โดยเฉพาะในเมืองไทยของเราน่ะสุดแสงดาวคิดว่ามีวันที่แย่อยู่น้อยแล้วละเมื่อเทียบกับที่อื่น

วันดีๆแบบนี้ได้มาเพราะไปไหว้พระมาสองวัดหรือเปล่าแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล แต่ที่แน่ๆ คิดถูกแล้วละ ที่นั่งเรือไปท่าพระจันทร์ในวันนี้

ทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงค่ะ ความรู้สึกดีๆที่อาจเกิดขึ้นแก่ท่านผู้อ่านท่านใดจากการอ่านคอลัมน์ สายลม...แสงแดด ฉบับนี้ ขอส่งไปให้แก่ทุกๆคนที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่แสนจะน่ารักนะคะ