ตามรอยนักโบราณคดี

ขุดค้นใต้ผืนดินทับถมไว้ที่หลงเหลือผ่านกาลเวลา
วัฒนธรรมไทยโบราณ

"...โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่าและจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรสงวนรักษาให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติได้ตลอดกาล" พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 26 ธันวาคม 2504

บัณฑิตของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องมีชีวิตกับการเดินทางออกสำรวจ เพื่อค้นหาพื้นที่ที่คนโบราณเคยอาศัยอยู่ประกอบอาชีพทำมาค้าขาย ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วยความเชื่อศรัทธาปรากฏหลักฐานทิ้งไว้ให้เป็นบนผิวดินหรือขุดลงไปใต้ดิน สิ่งของจากอดีตยังคงถูกทิ้งไว้ในสภาพดั้งเดิม ไม่ได้ถูกลักลอบขุดของเก่าหรือถูกรถเครนรถยกไถกลบ จนสิ่งของสำคัญเหล่านั้นกระจัดกระจายไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะอยู่ อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีสามารถทำการขุดค้นเพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต ความเชื่ออายุสมัยของสถานที่เหล่านั้นด้วยการขุดค้นทีละน้อย เป็นชั้นในแนวระนาบคล้ายลอกขนมชั้น ทั้งนี้จะต้องจดตำแหน่งถ่ายภาพสิ่งที่ค้นพบภายในหลุมขุดค้นอย่างละเอียดที่สุด เพื่อบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ได้ค้นพบในแต่ละชั้นดินได้

"ถ้าคนในชาติยังไม่สำนึกว่าความเจริญก้าวหน้าในปัจจุบันนี้เกิดจากบรรพบุรุษ ช่วยกันสร้างสมเป็นมรดกตกทอดมา และยังขาดความรู้ความสนใจเรื่องของตัวเอง วัฒนธรรมของตนเองและสิ่งที่บรรพชนมอบให้เท่ากับความเจริญที่เกิดขึ้นมานั้นจะไม่มั่นคงและถาวร" พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง พร้อมทีมนักวิชาการจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สุภมาศ ดวงสกุล สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี อยู่ที่ไซท์งานกลุ่มอนุรักษ์สวนหินพุหางนาค นำทีมอาสาสมัครจิตอาสาจากนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำหน้าที่นักวิจัยเข้ามาขลุกตัวอยู่กลางป่าเขาเพื่อทำงานภาคสนามขุดค้นโบราณคดีขุดแต่งโบราณสถานที่เมืองอู่ทอง คูเมืองด้านทิศตะวันตก ลึกลงไปใต้ดินด้วยความลึก 2 เมตร ใช้แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้หญิง ทั้งนี้เพราะแนวโน้มในระยะหลังผู้หญิงสอบเข้าเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรมากกว่าผู้ชาย ครั้งล่าสุดเปิดสอบตรงผู้หญิงสอบเข้าได้ 24 คน ผู้ชายสอบเข้าได้เพียง 3 คนเท่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในการขุดเจาะเป็นจอบ เสียม พลั่ว เกรียง ชะแลง เครื่องมือเล็กๆของทันตแพทย์ในการงัดแงะ

ก่อนการขุดค้นในบางพื้นที่ จะมีพิธีกรรมทรงเจ้า เพราะชาวบ้านมีความเชื่อและศรัทธา เนื่องจากมีศาลเจ้าอยู่ในเมืองเก่า โดยเฉพาะที่จังหวัดสระบุรี ใช้เวลาครึ่งวันเช้าดำเนินพิธีกรรมก่อนที่จะมีการขุดค้นโบราณวัตถุ แต่ที่อู่ทองแห่งนี้ไม่ได้มีพีธีกรรมทรงเจ้าแต่อย่างใด เพียงแต่ให้ผู้ที่จะทำการขุดจุดธูป9ดอก เพื่อบอกกล่าวการทำงานภาคสนาม

พื้นที่ขุดค้นผืนดินอู่ทองบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ มีผู้อยู่อาศัยมาแล้วกว่า 1,900 ปี เป็นช่วงที่คนเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนหนาแน่น ในช่วงแรกๆเป็นการขุดค้นจากฝรั่งต่างชาติ ในปี 2510 ขุดค้นที่บ้านท่าม่วง เนินพลับพลา ยังเป็นข้อมูลที่สับสนว่าอยู่ในเมืองหรือนอกเมือง อย่างไรก็ตาม การขุดค้นครั้งนั้นได้รักษาพื้นที่การขุดค้นไว้เป็นอย่างดี มีการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการศึกษาเบื้องต้น ทำให้มองเห็นพัฒนาการของพื้นที่บริเวณชั้นดินอู่ทอง

เมื่อศึกษาย้อนเวลาไปถึงในช่วงยุคเหล็กตามลำน้ำจระเข้สามพันไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ตามลำน้ำท่าหวา ท่าดอนเฉย จะเห็นได้ว่าแหล่งโบราณคดีเหล่านี้มีเรื่องของคนเข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนที่จะเป็นเมืองอู่ทอง หนองราชวัตรเป็นแหล่งโบราณคดี สังคมเกษตรกรรมยุคหินใหม่ หมู่บ้านในช่วง 4,000 ปี ลงมาอยู่ตามต้นน้ำลำธาร ข้อมูลยังพบว่าไม่ได้อยู่ที่จระเข้สามพัน หมู่บ้านจะอยู่ตามกระเสียวกระเพลินซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง อยู่ตามเขตที่ดอนไม่ใช่บนเทือกเขา ชาวบ้านอยู่กันต่อเนื่องจนถึงยุคเหล็ก ชุมชนที่อยู่ข้างบนมีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ลงมาตั้งถิ่นฐานตามสาขาที่มารวมตัวกันที่อู่ทอง ท่าว้า ท่าคอย ชุมชนยุคเหล็กไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองระหว่างกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน รวมทั้งกลุ่มชนที่อยู่ชายฝั่งทะเลในภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลออกไปทางซีกตะวันตกของอินเดีย จีนตอนใต้ ฟิลิปปินส์ เวียดนามมีเครือข่ายที่มีการติดต่อตั้งแต่สมัยต้นพุทธกาลยุคเหล็ก

ที่เมืองอู่ทองยังพบหลักฐานอิทธิพลของโรมันเข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8-9 ชั้นดินในทางโบราณคดีที่ท่าม่วงยุคเหล็กอินโดโรมันพุทธศตวรรษที่ 6-9 ศตวรรษที่ 9-10 ศตวรรษที่ 11-12 ไล่เรื่อยลงมาทำให้มองเห็นภาพการดำเนินกิจกรรมแต่ละช่วงในการศึกษาค้นคว้า ตอบคำถามข้อสงสัยว่าอู่ทองมีความสัมพันธ์กับพระนครศรีอยุธยา เมื่อตัวเมืองอู่ทองร้างหรือลดความสำคัญลงไป ทั้งนี้เพราะปัจจัยเส้นทางเดินทางน้ำเปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงด้วย จึงจำเป็นต้องย้ายถิ่นไปยังบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่สามชุก นอกจากนี้ยังมีชุมชนหลักที่ได้รับอิทธิพลจากเขมรที่บริเวณหนองหญ้าไซ ดอนเจดีย์ ชุมชนที่มีร่องรอยของวัฒนธรรมเขมร เส้นทางเมืองสิงห์ โดยใช้เส้นทางที่ออกมาจากลพบุรีไม่ใช่อยุธยาหรือชายทะเล ใช้เส้นทางจากลพบุรีไปประชิดชายแดนตะวันตก

หากมีการทบทวนเรื่องราวที่นักโบราณคดีเคยศึกษามาแล้ว จะพบอยู่ในช่วงปลายทวารวดีหายไปช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 16 แต่มีหลักฐานอู่ทองปรากฏหลังพุทธศตวรรษที่ 16 อิทธิพลศิลปกรรมแบบเขมรไม่มากนัก เมืองเริ่มเสื่อมความสำคัญลง มีหลักฐานจารึกของเขมร มีการขยายอิทธิพลเขมรเข้ามายังลุ่มน้ำเจ้าพระยาเข้ามาที่ละโว้ มีการส่งพระโอรสเข้ามาปกครองซึ่งไม่แน่ใจว่า การแผ่อำนาจเขมรเข้าไปในบริเวณนี้มีผลกระทบต่อทวารวดีมากน้อยเพียงใด

ในการขุดค้นภายในหลุมที่ 2 มีความสำคัญมาก ยังพบเครื่องถลุงเหล็ก มีขี้แร่ตะกรันจำนวน11ถุงใหญ่ๆ เมื่อสอบถามจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาของประเทศก็ได้รับคำตอบว่า ขี้ตะกรันได้มาจากการถลุงเหล็กเพื่อใช้ทำเครื่องมือ ทั้งนี้ยังพบเศษแก้วสีเขียว Bottle Green Glass คล้ายกับขวดเบียร์ไฮเนเก้นอยู่ปะปนกับตะกรันอยู่ที่ชั้นดินสมัยโบราณเหมือนที่พบในจังหวัดพังงา และยังขุดพบลูกปัดจำนวนมากกว่า500เม็ด มีลูกปัดสีเหลืองที่เจาะรูสองข้าง และบางส่วนรูไม่ทะลุเป็นเทคนิคที่แตกต่างกัน เมื่อสอบถามจากชาวบ้านในย่านนี้ก็ได้รับคำตอบว่า บริเวณนี้เคยมีการลักลอบขุดค้นกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันกันมาก่อนแล้ว นับได้ว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ มีลูกปัดแก้วมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในสมัยทวารวดีเมื่อย้อนไป ด้วยมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ ศรีวิชัย อินเดีย มีการขุดคูน้ำคันดิน

ในการสำรวจขุดค้นเพื่อเก็บหลักฐานอย่างละเอียดและถูกต้องที่สุดด้วยเทคนิควิธีการเฉพาะด้านของศาสตร์โบราณคดีจะต้องขุดลึกถึงชั้นดินที่ไม่มีการทิ้งขยะลงไป2เมตร การขุดค้นลูกปัดในหลุมทิ้งขยะจะไม่ค่อยพบเป็นเส้นลูกปัดรวมอยู่กับของมีค่าเหมือนอยู่ในหลุมฝังศพ แต่จะพบลูกปัดเม็ดเล็กๆเหมือนลูกปัดหล่นหาย ดังนั้น กิจการของวงษ์พาณิชย์ โรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล จัดได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของนักโบราณคดีขยะของเก่าพันกว่าปีในยุคทวารวดี บอกเล่าถึงพัฒนาการอารยธรรมของมนุษย์มาแล้วกี่ยุค กี่สมัย มีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมมองลึกลงไป มีการวิเคราะห์ส่วนผสมทราย แกลบข้าว ยังมีการพบกระดูกสัตว์ กวาง เก้ง ลิง วัว ควาย ช้าง แรด ทำให้ย้อนไปค้นคว้าเอกสารจีนที่ระบุข้อมูลก่อนประวัติศาสตร์ว่านอแรด งาช้าง เป็นเครื่องราชบรรณาการ เรือจมที่สมุทรสาครก็พบงาช้าง จะเห็นได้ว่าในต่างประเทศมีการศึกษาหลุมขยะกันอย่างละเอียดว่าพฤติกรรมของมนุษย์ในการทิ้งขยะเป็นอย่างไร

นักโบราณคดีต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมของมนุษย์ จึงต้องร่วมมือกันระหว่างนักวิชาการทุกแขนงวิชาเพื่อค้นคว้าเจาะลึกความรู้ทุกแง่มุมของมนุษย์ นักชีววิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องหอยชนิดต่างๆวิเคราะห์ชนิดของหอยจากเปลือกที่นักโบราณคดีขุดค้นพบสามารถบอกถึงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่หอยนั้นชอบอาศัยอยู่ นักโบราณคดีจะนำความรู้มาประมวลเชื่อมต่อกับหลักฐานอื่นเพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมในอดีตที่มนุษย์อาศัยอยู่ หรือหากหอยนั้นไม่ใช่สัตว์ที่มีอยู่ในสภาพธรรมชาติของแหล่งโบราณคดี แต่เป็นสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ห่างไกลออกไป สามารถเป็นสื่อบอกเรื่องราวการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างแดนได้อย่างดี

ถึงแม้ว่าเรื่องราวในอดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว ไม่สามารถเรียกย้อนให้คืนกลับมาได้ หลักฐานในอดีตก็ไม่ควรจะลบทิ้ง โดยเฉพาะศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเป็นชาติที่บรรพบุรุษได้ริเริ่มสร้างไว้ สั่งสมการเรียนรู้จนสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นเราจะได้ไม่ต้องคิดลองผิดลองถูก หรือเริ่มต้นใหม่เป็นศูนย์ จะได้เดินหน้าในการร่วมกันสร้างอนาคตของมนุษยชาติให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม สังคมวัฒนธรรม จารีตประเพณี และศาสนา ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมด้วยช่วยกันอนุรักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงอยู่สืบต่อไป

บ่อยครั้งที่นักโบราณคดีปรับทุกข์กันเองที่คนไทยด้วยกันเองถูกหลงลืมอดีต ในขณะที่ชาวต่างประเทศให้ความสนใจ แต่เราท้อแท้ใจไม่ได้เพราะเป็นงานที่เกี่ยวกับจิตสำนึกและใช้ความลุ่มลึกทางวิชาการทำงานร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ร่วมมือในการรักษาแหล่งโบราณคดีโบราณวัตถุให้คงอยู่ เมื่อถึงเวลาที่มีงบประมาณพร้อมก็สามารถกลับมาขุดค้นในแหล่งเดิมได้โดยไม่ได้ถูกทำลายไป ครั้งหนึ่งเคยมีประสบการณ์ไปขุดที่วัดทรงธรรมกัลยาณี นครปฐม ขุดค้นเจอลูกปัดยุคทวารวดี

นอกจากนี้กรมศิลปากรยังได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมวัดธรรมศาลา ตั้งอยู่เลขที่ 4 หมู่ที่ 7 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม วัดธรรมศาลา มีตำนานเกี่ยวกับพระยากง พระยาพาน คือ พระยาพานได้ครองเมืองศรีวิชัย ทรงวิตกว่าการที่พระองค์ทำปิตุฆาตพระราชบิดากับยายหอมจะได้รับสนองกรรมอย่างหนัก ในขณะที่มีชีวิตอยู่และเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว และได้สำนึกในบาปบุญ คุณโทษของตนที่ได้ทำไว้ จึงได้โปรดให้ประชุมพระอรหันต์ และพระสงฆ์จากอารามต่างๆ ได้ปลูกสร้างโรงธรรมขนาดใหญ่ไว้ใกล้เนินหรือถ้ำเพื่อใช้เป็นที่ประชุมสงฆ์ และอุทิศโรงธรรมเป็นที่สำหรับพระสงฆ์ไว้เพื่อแสดงธรรม เพื่อให้กรรมที่ได้รับเบาบางลง จึงเรียกชื่อ ธรรมศาลา มาจนถึงทุกวันนี้

สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรีได้ดำเนินโครงการขุดแต่งเนินโบราณสถานขนาดใหญ่ในวัดธรรมศาลา หลังจากที่นักโบราณคดีได้ขุดแต่งเนินโบราณสถานแห่งนี้ไปส่วนหนึ่ง ทำให้พบเจดีย์ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองนครปฐมโบราณ ริมคลองบางแก้วใกล้กับเจดีย์พระประโทณ เจดีย์สมัยทวารวดีขนาดใหญ่กลางเมืองนครปฐมโบราณเดิม คือ เจดีย์สมัยทวารวดี ซึ่งคาดว่าสร้างขึ้นราว 1,000 ปีมาแล้ว

ด้วยรูปลักษณ์ของเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ทวารวดีทั่วไป มีฐานสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นขนาดใหญ่ มีการยกเก็จหรือยกกระเปาะเป็นช่วงๆ ที่ผนังของฐานมีการประดับปูนปั้นรูปใบไม้ ดอกไม้ตามแบบทวารวดี ส่วนด้านบนของเจดีย์ที่พังทลายไปแล้ว มีซากฐานของสถาปัตยกรรมที่คาดว่า คือ พระปรางค์สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ สร้างทับอยู่ด้านบนคล้ายกับการสร้างซ้อนทับที่พระประโทนเจดีย์ และพระปฐมเจดีย์องค์ดั้งเดิม นักโบราณคดีรายงานว่า จากการขุดแต่งได้พบเศษชิ้นส่วนปูนปั้นจำนวนมากคละเคล้าอยู่ในกองอิฐ คาดว่าเดิมใช้ประดับผนังของฐานเจดีย์ชั้นต่างๆและพบฐานประติมากรรมตั้งอยู่บริเวณลานประทักษิณชั้นที่ 2 รวมทั้งที่ลานประทักษิณชั้นที่ 2 นี้ยังพบร่องรอยการก่ออิฐที่คล้ายกับส่วนลำแข้งและเท้า ดูเหมือนพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท นอกจากนี้ที่ลานชั้นล่างรอบเจดีย์ยังพบเศษชิ้นส่วนสถูปจำลองทำด้วยปูนปั้นซึ่งประกอบด้วยองค์ระฆัง และฉัตรซ้อนชั้น

ในช่วงยามเย็น พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน กรมศิลปากรนำคณะสื่อมวลชนมาถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง สุพรรณบุรีชมการแสดงระบำทวารวดี ชมการแสดงระบำเสียมกุก-ละโว้ ซึ่งเป็นระบำสร้างสรรค์จากภาพสลักนูนต่ำ รูปขบวนเสียมกุกกับขบวนละโว้ บนระเบียงปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เป็นขบวนของชาวสยามและชาวละโว้ ซึ่งเป็นกลุ่มเครือญาติกับราชสำนักกัมพูชาในครั้งนั้นยกไปร่วมพิธีกรรมของอาณาจักรกัมพูชา พิธีอภิเษก พิธีถือน้ำ กรมศิลปากรเคยทำระบำโบราณคดีจำนวน 5 ชุด เมื่อ พ.ศ.2510 จึงได้มอบหมายให้ สุพรทิพย์ ศุภรกุล นาฏศิลปินชำนาญงานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย และ อาจารย์ไชยยะ ทางมีศรี ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร เป็นผู้เรียบเรียงท่วงทำนองดนตรี โดยบรรจุทำนองเพลงออกภาษาทั้งเขมร ลาว ไทย วันทนีย์ ม่วงบุญ นักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิประดิษฐ์ท่ารำ

นักแสดงชุดนี้ใช้ผู้ชายที่เรียนพื้นฐานโขน ตัวพระ ยักษ์ ลิง เป็นผู้แสดงทั้งหมด แบ่งเป็นขบวนเสียมกุกจากลุ่มน้ำโขง กับขบวนละโว้จากลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ละขบวนประกอบด้วยตัวไพร่พลและตัวเจ้านาย ต่างถืออาวุธยกขบวน พบกันบริเวณหน้าปราสาทนครวัด โดยมิได้ทำศึกสงครามต่อกัน แต่ร่วมรื่นเริงร้องรำทำเพลงสนุกสนาน สรรเสริญเจ้านายของแต่ละฝ่ายที่จะเข้าร่วมทำพิธีกรรมกับกษัตริย์กัมพูชา ท่าทางของเจ้านายและไพร่พลทั้งฝ่ายสยามและฝ่ายละโว้ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำใช้ท่าพื้นฐานบางท่าของตัวพระ ตัวยักษ์ กันเข่า ลงเหลี่ยม ตั้งวง การใช้อาวุธกระบวนแถวออกราวตรวจพลในโขน รวมทั้งท่ารำจากภาพจำหลักบนประสาทนครวัดมาใช้ในการแสดง ทั้งนี้ท่ารำบ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรี องอาจ ผึ่งผาย สนุกสนาน ไม่มีความแข็งกร้าว ดุดัน ทั้งนี้เพื่อให้ผสมผสานกับเนื้อหาการแสดง ท่วงทำนองจังหวะของเพลง

เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับขบวนเสียมกุกและละโว้ ได้แรงบันดาลใจจากภาพสลักที่ระเบียงคดปราสาทนครวัดแสดงรายละเอียดทางวัฒนธรรมของสองชนชาติได้เป็นอย่างดี ชาวเสียมกุกนุ่งโสร่งคาดทับด้วยเข็มขัดที่มีอุบะห้อย สวมเสื้อคอปาดแขนสั้น เจ้านายเสียมกุกห่มผ้าทอลายเป็นผ้าแถบคาดอก ใส่ตุ้มหูห่วงกลม กำไลข้อมือและกำไลข้อเท้า ผมเกล้ารวบไว้กลางศีรษะและปล่อยให้ปลายผมตกลงมาประบ่า เส้นผมถักและตกแต่งด้วยดอกไม้ใบไม้สดและขนนกอย่างสวยงาม สำหรับชาวละโว้ไม่สวมเสื้อ แต่นุ่งผ้าโจงขมวดชายผ้าไว้ด้านหน้าคาดทับด้วยเข็มขัด ใส่ตุ้มหู กำไลรัดต้นแขน กำไลข้อมือและกำไลข้อเท้า เจ้านายละโว้เกล้ามวย สวมกะบังหน้าและมงกุฎทองซึ่งสลักดุนเป็นลวดลายและประดับด้วยอัญมณี

รายการสุดท้ายเป็นการแสดงดนตรีวงอู่ทอง ออเคสตร้าของกรมศิลปากร ชมการแสดงโขนตอนสร้างกรุงศรีอยุธยา ปราบทศกัณฐ์ พระรามครองอยุธยาสร้างความประทับใจให้กับชาวบ้านในย่านชุมชนเป็นอย่างยิ่งที่กรมศิลปากรนำศิลปวัฒนธรรมไทยส่งความสุขให้ถึงหน้าบ้าน...