ฮิโรชิมา ในวันซากุระบาน

ความสวยงาม สีสันบนความเศร้า
บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 6 เจอหิมะหลงฤดู ก่อนไปชมปราสาทปลาคาร์พ ฤดูกาลในญี่ปุ่นมี 4 ฤดู คือเริ่มจาก ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ซึ่งแต่ละฤดูก็มีความสวยงาม อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละฤดูกาล และไม่ว่าท่านจะได้ไปเยือนญี่ปุ่นในช่วงใดก็ตาม ญี่ปุ่นจะสร้างความประทับใจให้เสมอไม่รู้จาง ช่วงเวลาที่เราไปเยือน ญี่ปุ่นอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่เริ่มต้นในเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาแห่งความสดชื่นเบิกบาน ดอกไม้เริ่มผลิแย้มใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อยๆ เริ่มพัดพาเอากลิ่นไอแห่งธรรมชาติ เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน อันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง ทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไปด้วยสีชมพู และขาว

ในวันที่ 3 ของการเดินทาง ช่วงเช้า ตอนออกจากโรงแรม Ana Hotel Hiroshima ซึ่งเป็นที่พักของเราตลอดทริปนี้ อากาศปลอดโปร่ง แจ่มใส ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า มีเมฆจางๆ อุณหภูมิประมาณ 14-16 องศาเซลเซียส กำลังสบาย วันนี้เราตื่นแต่เช้า ยังไม่ถึงกำหนดการทัวร์ประจำวัน จึงชักชวนกันออกมาเดินเล่นหน้าโรงแรมที่พัก สังเกตชีวิตผู้คนที่ดูไม่ค่อยรีบร้อนเหมือนเมืองใหญ่

เช้านี้เรามีกำหนดการไปเที่ยวสวนสตรอว์เบอร์รี่ ตอนไปถึงสวนสตรอว์เบอร์รี่ ฝนตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดีที่เราวิ่งเข้าไปในโรงเพาะปลูกได้ทัน

สวนสตรอว์เบอร์รี่ ที่นี่ไม่ได้เป็นสวนกลางแจ้งเหมือนทางเหนือของบ้านเรา แต่เป็นเรือนเพาะชำขนาดใหญ่ ยกแปลง (กระบะ) สตรอว์เบอร์รี่ขึ้นสูงเวลาออกลูก สตรอว์เบอร์รี่ สีแดงสดใส บ้างยังไม่แก่จัดสีออกส้ม บ้างยังเป็นลูกอ่อน รวมทั้งดอกขาว ยื่นกิ่งย้อยออกนอกกระบะ ดูสวยน่ารักไปอีกแบบ สวนสตรอว์เบอร์รี่ที่เรามาทัวร์จะอนุญาตให้ลิ้มรส

สตรอว์เบอร์รี่สดๆจากต้น เด็ดกันจากขั้ว เลือกกิน เลือกชิมกันตามอัธยาศัยก่อนเข้าชม สาวญี่ปุ่นที่มาต้อนรับแจกจานพลาสติกที่แบ่งเป็นสองช่อง ในมือถือหลอดคล้ายหลอดยาสีฟัน แต่ขนาดใหญ่กว่า ทำท่าทีเชิญชวนให้คณะเรายื่นจานไปรับสิ่งที่เจ้าหล่อนจะบีบจากหลอด เรายืนดูว่ามันคืออะไร? ผู้กล้าในคณะยื่นจานให้สาวน้อยบีบสิ่งที่อยู่ในหลอดลงในจานช่องหนึ่ง อิอิ มันคือ "นมข้น" นั่นเอง ตอนนี้ หนุ่มโจ ไก๊ด์ท้องถิ่นเพิ่งอธิบายว่า จานที่เขาแจก มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เก็บลูกสตรอว์เบอร์รี่ใส่ในช่องหนึ่ง ส่วนอีกช่องหนึ่งสำหรับใส่ "นมข้น" ที่สาวน้อยบีบแจก อ้อ! แต่ยังงอยู่ดี

"นมข้น" กับ "สตรอว์เบอร์รี่" จะไปกันได้ยังไงหว่า?? แต่พอลองเอาสตรอว์เบอร์รี่จิ้มนมข้น เออ...ทั้ง...หวาน...มันส์...อร่อย ชิมกันให้เต็มที่ สังเกตเห็นว่า ระหว่างแปลง มีการแขวนกระดาษแผ่นสีน้ำตาลเหนือแปลงสตรอว์เบอร์รี่เป็นช่วงๆ ปรากฏว่าเป็นเครื่องดักแมลง (Bug Scan) ที่ยังบังอาจเล็ดลอดเข้าไป จบการทัวร์สวนสตรอว์เบอร์รี่ พร้อมความอิ่ม

เดี๋ยวเราจะไปชมปราสาทฮิโรชิมา หรือปราสาทปลาคาร์พกัน พอออกจากสวนสตรอว์เบอร์รี่เท่านั้น ฝนเทลงมาอย่างหนักอีกรอบ ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถทำหน้าที่อย่างหนัก นอกจากฝนแล้ว ลมยังพัดแรงมาก มองไปอีกที อะไรกันนั่น??? เม็ดฝนทำไมกลายเป็นปุยสีขาวเต็มไปหมด ทั้งหญิงชายในคณะเราตื่นเต้นกับหิมะหลงฤดูที่ญี่ปุ่นกันยกใหญ่ จนหัวหน้าทัวร์เห็นใจ ให้ พขร.จอดรถลงไปสัมผัสหิมะกันพอหอมปากหอมคอ

ช่วงบ่ายวันนี้เป็นการเข้าชมปราสาทฮิโรชิมา เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) เป็นเมืองที่มีความสำคัญ ทางการทหารของญี่ปุ่นมาก่อน ก่อนหน้าสงครามโลกหลายร้อยปี กองทัพญี่ปุ่นเคยมารวมพลที่นี่ ก่อนข้ามไปบุกเกาหลี ในปี 1582 เจ็ดปีต่อมา ตระกูลโมริก็ได้มาสร้างปราสาทขึ้นที่นี่โดยผสานเทคนิคการก่อสร้างและการป้องกันตัวที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นเข้าด้วยกัน ตัวปราสาทตั้งอยู่บนกองเสาเข็มที่ตอกลงไปกลางปลักน้ำ คูกำแพงชั้นนอกถูกยกขึ้นอยู่สูงเหนือพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้สามารถทลายกำแพงปล่อยน้ำออกท่วมทัพข้าศึกที่ตั้งมั่นอยู่ยังที่ราบเบื้องล่างได้ ต่อมา ปราสาทนี้ยังได้กลายเป็นปราการด่านหน้าของตระกูลโทกุงาวะ ในการต่อสู้กับตระกูลโชชู และซัตสึมะ ในศตวรรษที่ 19 ปราสาทฮิโรชิมาก็ตกเป็นของจักรพรรดิในช่วงการยึดครองแมนจูเรีย และเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนพังเป็นจุณเพราะระเบิดปรมาณู ปราสาทหลังปัจจุบันเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ ในปี 1958 ภายในจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติ และเรื่องราวของการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ในยุค Edo เสื้อผ้า ชุดเกราะของนักรบ และโบราณวัตถุของท้องถิ่น ส่วนชั้นบนสุดสามารถชมทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวฮิโรชิมา และเกาะมิยาจิมา

บริเวณรอบๆปราสาทก็ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ หากอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีเพิ่มสีสันให้แก่ตัวปราสาทสวยงามยิ่งขึ้นด้วย สำหรับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูกาลแห่งซากุระ เราแทบสำลักความงามของซากุระ ณ ลานปราสาทฮิโรชิมาแห่งนี้

ชาวญี่ปุ่นเรียกปราสาทฮิโรชิมาว่า ปราสาทริโจ (Rijo) หรือปราสาทปลาคาร์พ (Carp Castle) เนื่องจากเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศบนยอดเขา ล้อมรอบด้วยบ่อน้ำทิ้งทั้ง 4 ทิศ การเข้าชม เสียค่าเข้าชมคนละ 360 เยน

เราใช้เวลาที่ป่าซากุระตรงลานหลังปราสาทฮิโรชิมานานมาก ถ่ายรูปกับซากุระแทบทุกต้น มิรู้เบื่อ แต่ละต้นสวยงามไม่ซ้ำกัน มีทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ ดอกสีอ่อน ดอกสีเข้ม จนหมดเวลาสำหรับที่นี่ จึงจำใจต้องลา

ตอนที่รู้ว่าจะได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่นช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2007 เราดีใจมาก เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เราชอบมาก และใฝ่ฝันมานานแสนนานแล้วว่าจะต้องไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่บรรดาเพื่อนร่วมอุดมการณ์เที่ยวทั้งหลาย คอยขัดอยู่เรื่อยว่าญี่ปุ่นค่าใช้จ่ายสูง ได้ไปแค่ประเทศเดียว ใช้ เงินจำนวนเกือบเท่าๆกันไปเที่ยวยุโรปได้ตั้ง 3-4 ประเทศ (หมายถึงเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน) ญี่ปุ่นก็เลยเป็นแค่....ความฝัน เราเลยไม่เคยเห็นซากุระสักครั้ง (มีวาสนาแค่...ดอกนางพญาเสือโคร่ง ซากุระเมืองไทย...เท่านั้น)

คราวนี้จัดเต็ม จากการศึกษาข้อมูลของญี่ปุ่น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมดอกซากุระ (Cherry Blossoms) เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ไปจนถึงพฤษภาคม ของทุกปี ขึ้นอยู่กับพื้นที่ เป็นอันว่าอย่างไรเสีย เราจะได้เห็นดอกซากุระแน่นอน ต้นซากุระน่ะเห็นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะไปในฤดูกาลใด เอาละสิ...แต่จากข้อมูลที่ค้นและคว้ามา ดอกซากุระไม่ได้บานพร้อมกันทั้งประเทศหรอกนะ เนื่องจากภูมิประเทศของญี่ปุ่นวางในแนวตั้ง ดังนั้น ฤดูกาลของญี่ปุ่นจากฤดูหนาวสู่ฤดูร้อน จึงเริ่มที่ส่วนล่างของประเทศก่อน ซากุระจะเริ่มบานจากหมู่เกาะโอกินาว่า ซึ่งจะบานตั้งแต่เดือนมกราคมเลย เรื่อยมาจนถึงโอซาก้า เกียวโต นาโงย่า โตเกียว และจะบานเป็นที่สุดท้ายที่ฮอกไกโดราวเดือนพฤษภาคม โดยดอกซากุระจะบานเพียงช่วงสั้นๆ นับจากวันที่เริ่มผลิดอก จนถึงวันที่ดอกบานสะพรั่งที่สุด รวมแล้วประมาณ 7 วันเท่านั้น และหลังจากนั้นก็จะร่วงโรยไปทันที นอกจากนี้สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย มีพายุ ฝนตกหนัก หรือลมกรรโชกแรง ก็ส่งผลให้ระยะเวลาที่ดอกซากุระบานลดลงได้ หรือหากปีใดฤดูกาลแปรปรวน (เช่น ฤดูหนาวยาวนานกว่าปกติ) ซากุระก็จะเลื่อนเวลาบานออกไปเช่นกัน แล้วไม่ใช่ว่าในท้องที่หรือเมืองเดียวกัน ซากุระจะบานสะพรั่งพร้อมกัน เพราะต้นที่อยู่ในที่ร่มจะบานช้ากว่าต้นที่อยู่กลางแจ้งอีกด้วย การบานของดอกซากุระจึงขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่ว่าที่ไหนหรือเวลาไหนก็บานได้ แล้วเราจะเจอไหมนี่? ระหว่างวันที่ 1-5 เมษายน

จากนั้นเข้าไปในเว็บพยากรณ์การบานของดอกซากุระ ที่มีการจัดทำเป็นประจำทุกปี ในทุกๆปี กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นจะพยากรณ์ช่วงเวลาที่ดอกซากุระผลิดอก และประกาศให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะวางแผนเดินทางไปชมดอกซากุระตามช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อใกล้ถึงช่วงที่ซากุระจะเริ่มผลิบาน กรมอุตุนิยมวิทยาก็จะประกาศพยากรณ์อากาศถึงช่วงกำหนดที่ดอกซากุระในเมืองต่างๆจะบาน ชาวญี่ปุ่นต่างเฝ้ารอวันที่ซากุระจะผลิดอกบาน ระยะเวลาที่ดอกซากุระบานนั้นแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ โดยทั่วไปจะบานประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากใน 1 ปี ดอกซากุระจะบานเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น จึงทำให้ดอกซากุระกลายเป็นดอกไม้ที่ล้ำค่า แม้ในยามที่กลีบดอกซากุระร่วงหล่น ผู้คนก็ได้สัมผัสถึงความงดงามที่เรียกว่า วาบิซาบิ (ความงามอันแสนเศร้า) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนของชาวญี่ปุ่น และนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นหลงใหลในความงามของดอกซากุระมาตั้งแต่โบราณ

การพยากรณ์และการประกาศช่วงเวลาที่ดอกซากุระผลิบาน จะยึดถือจากพันธุ์ Somei Yoshino เป็นหลัก การพยากรณ์วันที่ดอกซากุระบาน จะใช้เส้นที่เรียกว่า "ซากุระเซนเซน" (Sakura Zensen) หรือเขตแนวหน้าของซากุระ เส้นแนวหน้าของซากุระนี้ เป็นการลากเส้นบนแผนที่ประเทศญี่ปุ่น เชื่อมโยงบริเวณที่ซากุระเริ่มบานในวันเดียวกัน เพื่อแสดงว่าในวันนั้นๆ ซากุระได้เริ่มบานที่เมืองไหนแล้วบ้าง เส้นนี้จะเริ่มขึ้นบก ทางตอนใต้ของเกาะคิวชู ในตอนปลายเดือนมีนาคม จากนั้นจะค่อยๆเคลื่อนผ่านหมู่เกาะญี่ปุ่นขึ้นไปทางเหนืออย่างช้าๆ จนไปถึงเกาะฮอกไกโด ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม การพยากรณ์วันที่ดอกซากุระเริ่มบาน จึงมักใช้แผนที่นี้ในการแสดงผลล่วงหน้า ควบคู่กันไปด้วยนิยามของคำว่า "เริ่มบาน" ( Kaika) หมายถึงดอกซากุระเริ่มแย้มกลีบออกมาประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนนิยามของคำว่า "บานสะพรั่ง" (Mankai) หมายถึงดอกซากุระที่บานเต็มที่ มีมากกว่า 80% ซึ่งถือเป็นช่วงที่สวยงามที่สุด โดยทั้งหมดนี้ จะตรวจวัดจากต้นซากุระ Somei Yoshino เท่านั้น ดังนั้น การเลือกชมดอกซากุระในช่วงที่สวยงาม จึงต้องทำความเข้าใจคำศัพท์ข้างต้นเหล่านี้ไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาจากสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ทำให้ดอกซากุระบานเร็วขึ้นกว่าในอดีตประมาณ 3-7 วัน ดังนั้น หากโชคร้าย ก็อาจจะได้ชมต้นซากุระใบเขียวๆ แทนที่จะได้ชมดอกซากุระสีชมพู

ข่าวการเริ่มผลิบานของดอกซากุระจะเป็นข่าวใหญ่ในญี่ปุ่น ทั้งในโทรทัศน์ และในหนังสือพิมพ์ จะรายงานข่าวนี้เป็นอันดับแรกของรายการ หรือในหน้าแรกทีเดียว เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวออกไปฉลองกัน เพราะในแต่ละปีไม่สามารถกำหนดวันที่ดอกซากุระบานแบบตายตัวได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปีด้วย บางปีผลิดอกเร็วบางปีก็ผลิดอกออกช้า บางครั้งการพยากรณ์ผิดพลาด กรมอุตุนิยมวิทยาถึงกับต้องออกมาขอโทษประชาชน

จากการเฝ้าดูในเว็บพยากรณ์การบานของดอกซากุระ เรามั่นใจว่า ระหว่างวันที่ 1-5 เมษายน ปีนั้น เจอกันแน่...แม่ดอกซากุระโฉมงาม

"ซากุระ" เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น มีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ เกาะไต้หวัน และที่หมู่เกาะโอกินาว่าของญี่ปุ่น ลักษณะเด่นของซากุระก็คือ เมื่อร่วง จะร่วงพร้อมกันหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารและซามูไรของญี่ปุ่น โดยคำว่า "ซากุระ" ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า "ซะกุยะ" (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเทพธิดา "โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม" ในปกรณัมของญี่ปุ่น มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเทพธิดาองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่า "เจ้าหญิงดอกไม้บาน" และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เทพธิดาองค์นี้ได้รับพระนามเช่นนั้น เพราะมีเรื่องเล่ามาว่า ทรงตกมาจากสวรรค์ มาตกลงบนต้นซากุระ

ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นตัวแทนของดอกไม้ญี่ปุ่น แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้ "ดอกเก๊กฮวย " (ดอกเบญจมาศ) เป็นดอกไม้ประจำชาติ แต่ดอกไม้ที่คนญี่ปุ่นชอบมากที่สุด ก็คือ ดอกซากุระ

ดอกซากุระเป็นพืชชนิดพันธุ์เดียวกับดอกกุหลาบ เป็นพันธุ์พิเศษที่มีในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ร้อยปีก่อน ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆขึ้น ทำให้มีสายพันธุ์เกิดขึ้นอีกหลายร้อยสายพันธุ์ มีบันทึกเก่าแก่เกี่ยวกับดอกซากุระว่า ในยุคนาระ ปี 710-794 ดูเหมือนผู้คนจะให้ความสนใจกับดอกบ๊วยที่มีสีชมพูเข้ม มากกว่าดอกซากุระ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน ต่อจากนั้นเมื่อ อิทธิพลจากประเทศจีนเริ่มจางหายไป ความนิยมในดอกซากุระที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมาะกับคนญี่ปุ่นก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น ซากุระเป็นต้นไม้ที่มีมาแต่ดั้งเดิมในประเทศญี่ปุ่น มีทั้งสิ้นมากกว่า 600 ชนิด นอกจากจะออกดอกสีชมพูแล้ว ยังมีพันธุ์ที่ออกดอกสีขาว สีแดงอ่อน สีแดงเข้ม นานาชนิดอีกด้วย การชมซากุระในสมัยโบราณ มักจะเป็นพันธุ์ Higan Sakura ซึ่งมีสีแดงอ่อน ซึ่งจะเริ่มบานในช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่ในปลายสมัยเอโดะได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ที่มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น เรียกว่าพันธุ์ Somei Yoshino ซึ่งมีสีชมพู ค่อนข้างออกไปทางสีขาว ซึ่งจะเริ่มบานในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยโชกุน Tokugawa Yoshimune ได้สั่งให้ปลูกต้นซากุระ เพื่อจัดผังเมือง และป้องกันภัยทางน้ำในเมืองเอโดะ จึงเป็นสาเหตุให้กรุงโตเกียว มีแหล่งชมซากุระที่สวยงามหลายแห่ง ทั้งๆที่มีพื้นที่จำกัดกว่าในจังหวัดอื่น ซึ่งต่อมา ซากุระสายพันธุ์นี้ ได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศในสมัยราชวงศ์เมจิ