คธาวุฒิ เกนุ้ย เกรด 0 ภาษาไทย แต่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ได้อย่างไร?

นัดพบ

มีความเชื่อกันว่าหากผู้ใดคิดจะยังชีพด้วยการขีดๆ เขียนๆ จะต้องเป็นผู้มที่แตกฉานเรื่องภาษาไทยเป็นยิ่งนัก แต่เขาคนนี้กลับตรงกันข้าม คธาวุฒิ เกนุ้ย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำกัด หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ คฑาวุธหรือชารีฟ หนุ่มอิสลามเลือดน้ำเค็มจากสตูล กลับแหกกฏดังกล่าวโดยสิ้นเชิง เพราะเขากล้าที่จะยอมรับว่า "ผมได้เกรด 0 วิชาภาษาไทย ตัวสะกด สระ วรรณยุกต์ ตัวควบกล้ำ ผมไม่กระดิก" เช่นนี้แล้วใครเลยจะเชื่อว่า ชารีฟ-คฑาวุธ จะกลายเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ มีหัวหนังสืออยู่ในมือไม่ต่ำกว่า 5 รายชื่อ เมื่อถามว่ามีเหตุชักนำอันใดที่ทำให้สามารถเติบใหญ่ได้ในโลกหนังสือ เขาตอบว่า "เพราะคนอย่างผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นลูกน้องใคร เมื่อผมมีความฝันหลงใหลในตัวอักษร ผมจึงต้องทำการบ้านหนักกว่าคนอื่น ในขณะที่คนอื่นนอน ผมยังนั่งอ่าน นั่งเขียนหนังสืออย่างบ้าคลั่ง เพราะผมมีต้นทุนเรื่องภาษาไทยติดลบ"

- ทำไมคุณจึงตั้งชื่อสำนักพิมพ์ว่า "ยิปซี"

ยิปซี มาจากมาจากตัวละครในวรรณกรรมของมาเควส์ ผู้เขียนเรื่อง "100 ปี แห่งความโดดเดียว" ยิปซีตะลอนไปทั่ว การเดินทางให้เขาเป็นผู้รอบรู้ในหลายๆ เรื่องๆ เช่น เรื่องของน้ำแข็ง ยิปซีเป็นคนนำน้ำแข็งจากอเมริกามาให้มาโคโปโล ผมชอบความเฉลียวฉลาดของยิปซี ผมจึงตั้งชื่อสำนักพิมพ์ว่า "ยิปซี"

ประกอบกับงานที่ผมทำอยู่ในระยะเริ่มต้นตอนที่ออกจากเป็นลูกจ้างประจำในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นการทำธุรกิจครั้งแรกในชีวิต ผมมีชีวิตไม่ต่างจากยิปซี คือผมต้องออกตระเวณขายของทั่วประเทศเพื่อขายหนังสือ

- คุณทำงานประจำอยู่ที่ไหนคะ

ผมทำงานประจำอยู่ที่หนังสือสยามอินเตอร์ ในเครือสยามกีฬา อย่าเข้าใจว่าผมจบทางด้านนิเทศศาสตร์มานะครับ เปล่าเลยผมเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิชาเอกปรัชญา แต่ก็เรียนไม่จบ เพราะระหว่างที่เรียนผมทำกิจกรรมและเริ่มพลัดหลงเข้าไปในโลกของหนังสือชนิดหัวปักหัวปำ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าจะเสพติดหนังสือได้มากมายขนาดนี้

พอหลงใหลสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ อยากเขียนหนังสือให้ดี อยากเป็นกวีนิพนธ์ เพราะการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรคสานแสงทองในรามฯ ทำให้ผมได้รู้จักกับ "วิสุทธิ์ ขาวเนียน" ปัจจุบันเป็นนักเขียนมีชื่อของสำนักพิมพ์มติชน ทำให้ผมเริ่มอยากเป็นนักเขียน จากเด็กเกเรที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอบายมุขเกือบทุกชนิด ก็เริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาชนิดที่พ่อกับแม่เองก็แปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงของผม

- เล่าให้ฟังซิคะว่าตอนเด็กๆ เป็นอย่างไรบ้าง

ผมเข้าใจได้ดีถึงคำว่า "วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ" ผมเองพื้นฐานไม่ใช่เด็กเกเร เพราะสมัยเรียนมัธยมต้นที่มหาวชิราวุธ ผมเป็นเด็กเรียนดี แต่มาใจแตกเอาตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย

ผมเป็นคนไม่ชอบวิชาภาษาไทยแต่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ เพราะในความรู้สึกผมมันยากมาก เมื่อไหร่ที่ผมต้องเรียนวิชานี้ผมจะต้องนั่งหลับ หรือไม่ก็แอบไปห้องสมุดเพื่ออ่านการ์ตูน เชื่อมั้ยว่าผมจบ ม.6 มาก็จริงแต่ผมเขียนภาษาไทย ไม่ถูกเลย ใส่ตัวสะกด การันต์ วรรณยุกต์ไม่ถูกทั้งนั้น วิสุทธิ คือเพื่อนคนหนึ่งที่คอยให้กำลังใจผม เขาแนะว่าให้ผมลองเขียนดู พยายามใส่ใจกับหนังสือให้มากที่สุด ต้องเอาชนะให้ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นสำคัญ ผมก็เลยหัดเขียนโดยที่ไม่เรียนหนังสือ ทุกวันผมจะอ่านหนังสือจนถึง ตี 3 ตี 4 อ่านทุกประเภท จนกระทั่งสามารถท่องจำบนกวีของสุนทรภู่ได้เป็นเรื่องๆ

- ขณะที่คนอื่นเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย แต่เรากลับออกไปแสวงหาตัวตนที่แท้จริง ตระเวนไปที่ไหนบ้างในระหว่างที่ยังคนหาตัวเองไม่พบ

ผมเคยไปฝังตัวกินอุดมคติอยู่เชียงราย โดยใช้วิธีการโบกรถขึ้นไปขออาศัยอยู่กับเพื่อน ทำตัวเหมือนฤษี ไว้หนวดไว้เครา ไว้ผมยาว มาตัดสินใจตัดผมตอนที่เพื่อนชวนไปเป็นพนักงานขายตรงให้กับสุพรีเดิร์มไม่ใช่เครื่องสำอางแต่เป็นปุ๋ยชีวภาพ ผกผันมากชีวิตตอนนั้น เพราะต้องแต่งกายสุภาพ สวมเสื้อเชิ้ต ใส่กางเกงสเลค แรกทีเดียวยังไม่ได้ตัดสินใจทำ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติของธุรกิจขายตรงทั่วไปคือจะต้องมีการเข้าประชุมเพื่อไปฟังหัวหน้าเครือข่ายเล่าประสบการณ์ให้ฟัง พอตัดสินใจทำ ผมเดินหน้าเต็มที่ ผมใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ไต่ขึ้นไปอยู่ในระดับมงกุฎเงิน

- แสดงว่าเป็นคนที่มีวาทศิลป์อยู่ในขั้นดีเยี่ยม

ตรงกันข้ามเลยครับ ผมเป็นคนที่พูดไม่เก่ง แต่วิธีการขายของผมคือไปขอพื้นที่เพื่อนที่จังหวัดอุทัยธานี แล้วทำแปลงเกษตรขึ้นมา โดยใช้ผลิตภัณฑ์ของสุพรีเดิร์มเติมลงไปในดิน ครั้นพอชาวบ้านเห็นไม่ว่าผมจะปลูกอะไรลงในแปลงทุกอย่างก็งามไปหมด ผลที่ตามมาคือชาวบ้านก็จะแห่มาถามผมว่าใช้อะไรบำรุงดิน พอผมบอกไปเขาก็ซื้อโดยไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยากเพราะผลผลิตมันฟ้องอยู่ตรงหน้า

ผมทำได้ 4-5 เดือน ก็มีเหตุให้ต้องลาออก เพราะผมต้องไปเป็นทหารเรืออยู่ที่สงขลา หน้าที่ของผมคือเคาะสนิมเรือ หลังจากปลดประจำการณ์ ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าผมจะไม่ยอมเป็นลูกน้องใครเด็ดขาด ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำงานอะไร บังเอิญว่ามีรุ่นพี่ชื่อเรืองวุฒิ มิตรสุริยะ เจ้าของนามปากกา "กิติยากร" เคยทำงานอยู่ที่หนังสือดอกเบี้ยธุรกิจ ชวนผมไปเป็นนักข่าว ผมซึ่งไม่เคยเป็นนักข่าวมาเลย งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือ ให้ไปสัมภาษณ์คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมตื่นเต้นมากทำอะไรไม่ถูก ผมพูดไม่เก่ง ไม่มีความมั่นใจในตนเอง เหงื่อแตกพลักๆ

จำได้ว่างานที่ต้องไปทำข่าววันนั้นเป็นงานสัมมนา บก.มีคำสั่งให้ผมไปเชิญคุณอภิสิทธิ์มาให้สัมภาษณ์ เหงื่อแตกทั้งตัวผมไปถึงงานสัมมนา แล้วผมก็วิ่งกลับบ้าน ผมทำไม่ได้แต่ผมก็มีงานมาให้บก.ผมได้โดยการหาลอกข่าว แล้วส่งงานให้ ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่นั้นประมาณ 5-6 เดือนแกชวนผมไปทำนิตยสาร มีกัน 3 คนคือผม พี่เรื่องวุฒิ พี่กุ้งเป็นเซลล์ ก็เลยออกจากงานทีทำมาร่วมกันสร้างฮาลานที่เป็นนิตยสารรูปแบบใหม่ มุมมองใหม่ พี่เรืองวุฒิกับผมทำงานกันคนละครึ่ง ผมรับผิดชอบ เรื่องจากปก สารคดี ปก คอลัมน์นิสต์ส่งมาให้บ้าง การทำฮาลานมีข้อดีอย่างหนึ่งทำงานให้ผมรู้จัดขึ้นตอนการทำหนังสือ อาทิ การทำทุกขั้นตอน ผมรู้จักนักเขียนเยอะมาก แต่ที่สุดผมก็ต้องตัดสินใจลาออกจากที่ฮาลานเพราะตอนนั้นผมไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่าย

ลาออกจากงานก็เคว้งอีก ผมตัดสินใจกลับไปที่รามฯ และลองคุยกับน้องที่ทำงานอยู่ในองค์การนักศึกษา ชื่อ อนุชิต สกุลบุญมา ว่าเราน่าจะจัดงานมหหรรมหนังสือขึ้นในมหาวิทยาลัยรามคำแหง พอน้องเขาเห็นด้วยเราก็ทำเรื่องขอสถานที่บริเวณลานกิจกรรมเป็นที่จัดงาน มีสำนักพิมพ์มาร่วมงานครั้งนั้นกับผมถึง 120 บูธ ทั้งๆที่ผมไม่มีความรู้เรื่องงานออแกไนซ์มาก่อนเลยที่ สำคัญคือผมไม่รู้จักใครในวงการร้านหนังสือ ไม่รู้จักเจ้าของหนังสือพิมพ์เลย แต่ผมใช้เวลาเพียง 15 วันในการประสานงานทั้งหมด ตอนนั้นผมเก็บ 10,000 บาท/บูธ

- คุณคิดว่างานมหกรรมหนังสือครั้งนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเพราะอะไร ทั้งๆที่ตัวคุณเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์เลย

ผมมองว่าประกอบกัน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรามฯ ผมจะเล่าให้ฟังถึงวิธีการทำงานของผม เนื่องจากตอนนั้นผมไม่มีสำนักงาน ผมใช้วิธีการไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่หน้ารามฯเดือนละ 2,000 บาท ผมไม่มีเครื่องแฟกซ์ ผมก็ให้เพื่อน ใช้บัตรอิออนไปรูดบัตรเพื่อซื้อเครื่องแฟกซ์ หลังจากนั้นผมก็หิ้วเครื่องเข้าไปในราม เสียบปลั๊กไปที่องค์การนักศึกษา ส่งเอกสารโทร. ตามลูกค้ากันอยู่ในรามฯใต้ตึกกิจกรรม พอตกเย็นผมก็เดินถือเครื่องแฟ็กซ์กลับที่พัก ซึ่งตอนนั้นผมมีเงินอยู่ 300 บาท

- เท่าที่เล่ามาแต่ละเรื่องคุณใช้อเครดิตเกือบทุกครั้ง แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างในตัวคุณที่น่าเชื่อถือ

ส่วนดีของผมคือความกล้าที่จะทำ งานมหกรรมครั้งนั้นผมได้กำไร แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ไม่รู้จักเรื่องบัญชี เพียงไม่นานเงินก้อนนั้นก็หมดไปอย่างง่ายได้ สรุปคือผมต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่

หลังจากนั้นผมก็ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทไว้ลอยชื่อว่า "สานฝัน ครีเอชั่น" เพราะผมไม่มีเงินทุนจดทะเบียนผมจึงต้องจดแบบลอยๆ ไว้ นโยบายของผมตอนนั้นคือรับหนังสือเก่ามาขาย จัดการรณรงค์เพื่อการอ่าน งานแรกของบริษัทคือ จัดงานขายหนังสือที่ชั้น 4 มาบุญครอง โดยที่ทางห้างเขาไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เลย เพราะผมบอกว่าเราต้องการส่งเสริมการอ่าน เราจึงขายแบบไม่หวังกำไร ครูหยุ่นมาเป็นประธานเปิดงาน มีคนมาร่วมงานเยอะมาก หนังสือขายดีอย่างไม่น่าเชื่อ

จากเด็กหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งงานนั้นผมได้กำไรเงินเต็มกระเป๋า เพราะผมได้กำไรมากถึง 300,000 บาท เมื่อ 10 ปีที่แล้วถือว่าเยอะมาก แต่ด้วยความที่ผมไม่มีการวางเรื่องระบบบัญชีที่ดี ผมเหมาเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ลูกน้องดื่มกินเต็มที่ แต่ความที่ไม่มีประสบการณ์ของผมทำให้ผมบริหารงานผิดพลาด

- หลังจากนั้นคุณไปประกอบอาชีพอะไรต่อไปคะ

ผมไปเป็นพ่อค้าเร่ขายของกิ๊ปช้อปโดยไปซื้อมาจากสำเพ็ง ผมท้อไม่ได้เพราะชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป เพราะผมไม่เคยขอเงินจากทางบ้านอีกเลย เด็กจากบ้านนอกถ้าขึ้นมากรุงเทพฯถ้าไม่เรียนก็ต้องปากกัดตีนถีบด้วยตัวเอง ยังดีที่ตอนนั้นผมมีมอเตอร์ไซต์เหลืออยู่คันหนึ่ง ของที่ซื้อมาก็บรรทุกใส่ท้ายรถไปขายตามตลาดนัด ใต้ตึก หน้าบริษัท วันที่ 3 ผมไปขายอยู่หน้าห้างคาร์ฟูร์ แฟนผมเป็นคนขาย ส่วนผมนั่งเช็คของอยู่หลังร้าน จะบังเอิญหรือไม่ก็ตาม ผมแหงนมองไปบนตึก แล้วก็บอกกับแฟนว่า เธอเก็บร้านเถอะ แฟนผมทำหน้างงๆ ถามกลับมาว่า ของกำลังขายดีจะรีบเก็บร้านไปทำไม เพราะตอนนั้นเพิ่งทุ่มกว่าๆ ผมบอกกับแฟนว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนขายของกิ๊ฟช๊อป เธอดูห้างคาร์ฟูร์ ผมเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจที่มันใหญ่เหมือนห้างคาร์ฟูร์ วันนี้อุปกรณ์ต่างๆ ผมยังเก็บไว้ในบ้านเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า ถ้าผมไม่รอบคอบเรื่องการใช้เงินอีก ผมจะต้องกลับไปมีอาชีพขายของกิ๊ปช้อปอีก

- หลังจากที่ประกาศว่าเกิดว่าเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ใช่พ่อค้าเร่ คุณจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไรต่อไปผมเริ่มด้วยการไป

หลังจากนั้นผม ก็เลยเข้าไปคุยกับสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อไปขอรับหนังสือเก่าเขามาขาย แต่ติดปัญหาตรงที่ผมไม่มีรถ ผมก็ใจกล้าขอยืมรถกระบะเขาด้วย เมื่อผมกล้าพูดแกก็กล้าให้ แกให้รถผมมาคันหนึ่งแต่เป็นรถเก่าที่สภาพไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใช้เลย แต่...ผมขับรถไม่เป็น เมื่อตอนผมเอ่ยปากยืมรถเฮียเจ้าของโรงพิมพ์ถามผมว่า ขับรถเป็นหรือไม่ ผมรับปากรับคำเป็นอย่างดี แต่ความจริงแล้วในชีวิตผมไม่เคยขับรถมาก่อนเลย พอแกให้กุญแจมา ผมก็เอาของขึ้นรถ คิดไปด้วยว่าจะขับรถคันนี้ออกไปได้อย่างไร แต่ก็ต้องตัดสินใจสตารท์รถแล้วก็ขับแบบติดๆดับๆไปตลอดทางจนถึงที่พักอย่างปลอดภัย

พอวันรุ่งขึ้นผมต้องเอาหนังสือไปขายที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เพราะนัดแนะกับเจ้าของสถานที่ไว้แล้ว ผมต้องขายหนังสือตอนเช้า แต่ผมตัดสินใจขับรถไปที่นั่นตอนตี 2 เพราะคาดการณ์แล้วว่าตอนดึกๆ รถจะไม่ติด วันนั้นทั้งวันผมเครียดมากทั้งๆ ที่หนังสือก็ขายดี ถามว่าเครียดเพราะอะไร/ เครียดเพราะคิดว่าตัวเองจะขับรถกลับอย่างไร ปรากฏว่าผมใช้วิธีการเดิมคือขับรถกลับบ้านตอนตี 1 วันนั้นเท่ากับผมต้องทำงานวันนั้น 23 ชั่วโมง นี่เป็นเรื่องตลกที่เล่าสู่กันฟัง หลังจากนั้นมาผมก็ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง เริ่มขยายงาน รับลูกน้องมาช่วยกันขาย วันหนึ่งส่งผมขายไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง

ตอนนั้นผมขายได้กำไรวันละ 10,000-20,000 บาทก็จริงแต่เราก็ต้องเคลียร์ให้สำนักพิมพ์ทุกวัน แต่ผมก็พยายามเก็บหอมรอบริบกระทั่งผมสามารถเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งเพื่อนำไปดาวน์รถนิสสัน ฟรอนเทียร์ออกมาได้เป็นคันแรก

- แสดงว่าคนส่วนหนึ่งก็นิยมที่จะอ่านหนังสือเก่าอยู่มาก

ไม่เชิงครับแต่เราเป็นคนอ่านหนังสือย่อมรู้ว่าลูกค้าต้องการอ่านหนังสือประเภทไหน เราเองจึงทำหน้าที่คัดกรองหนังสือให้ลูกค้ามาแล้วระดับหนึ่ง สำคัญมากที่สุดคือผมมีตลาด ที่คนอื่นคิดว่ามันไม่น่าที่จะเป็นตลาดที่ขายหนังสือได้ คือตามใต้ตึกสำนักงานใหญ่ๆ ตามโรงงานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ที่ตึกศรีจุลทรัพย์ขายดีมาก โดยเฉพาะตอนเที่ยงพนักงานลงมากินมื้อเที่ยง เขาก็จะแวะมาดูหนังสือของเรา ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาเขาจึงตัดสินใจซื้อง่าย แล้วก็จะเกิดการบอกต่อ

ผมกับภรรยาจึงคิดการณ์ที่จะตั้งสำนักพิมพ์ในวันที่ 3 กันยายน 2551 ในวัย 27 ปี ด้วยทุนจดทะเบียน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินก้อนเดียวที่เรามีอยู่ ตอนนั้นเราทำหนังสือ 2 เล่ม คือ นิทานอีสป เล่ม 1-2 ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ขายดีมาก หลังจากนั้นผมก็แตกมาเป็นหัว ณดา และลายแฝก เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลจากที่ต่างๆมากมาย ทำให้ผมมีกำลังใจในการทำหนังสือให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ปีที่ 2 ผมก็เพิ่มเป็น 8 เล่ม เนื่องจากผมมีบทเรียนราคาแพงหลายครั้ง เพราะฉะนั้นก่อนที่ผมจะลงทุนทำอะไรผมจะใช้เวลาคิดนานพอสมควร ผมเชื่อมั่นว่าการลงทุนของผมทุกครั้งต้องได้เงินมาผมจึงตัดสินใจ ทุกครั้งที่ผมออกหนังสือผมจะวางแผนไว้เยอะมาก

- ตลาดหนังสือ ณ ปัจจุบันประเภทไหนขายดี

ปีที่แล้วคือนิยายตาหวาน หรือนิยายเกาหลี นางเอกตาโตตาหวาน สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ก็ลงทุนไปกับหนังสือ แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นหลุมพรางเพราะทุกเจ้าลงไปทำหนังสือ ส่วนแบ่งตลาดก็จะน้อยลง ผมเลยฉีกแนวไปทำหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขียนแบบเข้าใจง่าย ส่วนปีนี้ไปอยู่ที่หนังสือแนวธรรมะกับหนังสือเรื่องฮาๆๆ แนวพ็อกเก็ตบุ๊คส์

แต่ผมเองอยากทำหนังสือทุกแนว ผมฝันว่าเวลามีเซลล์เข้ามาที่สำนักพิมพ์ผมแล้วเขาสามารถช็อปปิ้งหนังสือได้ทุกประเภท ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควรเพราะผมเองเพิ่งเข้ามาได้เพียง 3 ปี แต่เจ้าตลาดเดิมเขาอยู่ยงคงกระพันกันมานับ 10 ปี ซึ่งผมก็มองว่ายังพอมีช่องว่างสำหรับคนหนุ่มไฟแรงอย่างผมอยู่บ้าง โดยเฉพาะคนที่มุ่งมั่นจะผลิตหนังสือดีๆ ออกมา เพราะคนอ่านหนังสือไม่ได้ลงเลย แต่กลับจะมากยิ่งขึ้น

- แม้ว่าจะมีสื่ออินเตอร์เนตเข้ามาจำนวนคนอ่านหนังสือก็มิได้ลดน้อยลง

ผมยอมรับว่ามันมีผลแต่...ไม่ได้มีผลไปทั้งระบบมีผลแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ E-book ผมมองว่ายังมีกลุ่มนักเลงหนังสือที่อ่านหนังสือและไม่อ่านหนังสือในจอ เราเรียกกลุ่มพวกนี้ว่าเป็น เจเนชั่น X-Y และ M แต่ในอนาคตต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างแน่นอน หนังสือหนึ่งเล่มอาจจะจ่ายสตางค์เพียงแค่ 30 บาทก็สามารถโหลดจากอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ซึ่งผมก็ยอมรับการเปลี่ยน แต่อย่างไรเสีย หนังสือเล่มก็ยังมีเสน่ห์เสมอสำหรับหนอนหนังสือตัวจริง

- ทราบว่าสำนักพิมพ์ยิปซีกำลังทำหนังสืออาเซียน

ผมมองว่าเรื่องของอาเซียน ที่กำลังจะเข้ามาปี 2558 เป็นเรื่องที่ควรจะให้คนทั่วไปได้รับรู้ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ผมอยากให้หนังสือเล่มนี้ได้เข้าไปอยู่ในห้องสมุดตามโรงเรียนในกระทรวงศึกษา นอกจากนี้ผมยังทำหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ของชาติที่รวมในกลุ่มอาเซียน ให้ผู้อ่านหนังสือได้รับทราบเรื่องราวเกี่ยวประวัติศาสตร์ประเทศ อายธรรม ขบธรรมเนียมประเพณี ท้องถิ่น โดยทำออกมา 2 แบบเพื่อเป็นการตอบโจทย์กลุ่มผู้อ่าน เด็กและผู้ใหญ่ กลุ่มผู้ใหญ่ ยิปซีสำนักพิมพ์ที่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ อีกกลุ่มมองว่าเป็นกลุ่มการ์ตูน อาจจะเป็น นานา หรือคุณป้าใจดี ซึ่งกำหนดจะวางแผงประมาณปลายปีนี้ และส่วนหนึ่งผมกำลังให้เซลล์นำเสนอหนังสือให้กับหน่วยงานราชการโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาเพื่อที่เด็กและเยาวชนจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนที่เราจะเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน

- คุณมีความฝันอยากที่จะทำค่ายหนังสือด้วย

ผมอยากทำหนังสือแล้วถึงมือคุณอ่านจริงๆ ทำค่ายหนังสือ ทำให้คนฉลาด ผมมองว่าหนังสือทุกประเภทมีประโยชน์หมดยกเว้นหนังสื่อเฉพาะกลุ่ม ผมเองไม่มีมีวันที่จะมาถึงวันนี้ได้ถ้าไม่มีหลังสือ

พ่อกับแม่ผมยังเคยคิดว่าถ้าผมไม่ติดยาก็ต้องเป็นนักเลง แต่หนังสือทำให้ผมเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ แต่ถ้าจะต้องให้คะแนนตัวเอง เต็ม 10 ผมให้ แค่ 5 อีกครึ่งทางที่ผมจะต้องเดินทางไปให้ถึงผมมองว่า คนที่ทำหนังสือ คิดแต่รวยอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราจะขาดความภูมิใจ เราควรให้ความสำคัญกับหนังสือที่เราทำด้วย

- คิดว่าจะทำหนังสือไปตราบกระทั่ง...

เท่าที่ผมจะมีแรง เพราะมันคือความสุขที่สุดในชีวิตของเด็กหนุ่มทีไม่มีแม้แต่ใบปริญญา หนังสือทำให้ผมพบกับความบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ ผมไม่เคยขัดสนในการหาพันธมิตรเรื่องการทำหนังสือ มีสายสัมพันธ์โยงใยอย่างกว้างขวาง สรุปว่าที่ผ่านมาผมมีเพื่อนเยอะมากและจริงใจกับผมทุกคนจากการทำหนังสือ ซึ่งเป็นความโชคดีมากผมเชื่อว่าเป็นแบบนั้น

หนังสือให้ประโยชน์กับคนทุกผู้ทุกนามที่รักการอ่าน คธาวุธหรือชารีฟก็เช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วเขาขอบคุณพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว รวมไปถึงสระและวรรณยุกต์ ซึ่งรวมกันเป็นสำนวนภาษาอันสละสลวยให้เค้าได้อ่าน ถึงแม้ว่าอดีตที่ผ่านความรู้เรื่องภาษาไทยของเขาจะติดลบก็ตาม