ฟินเว่อร์ หน้าฝน

พิชิตลานสน ภูสอยดาว
โลกสวยด้วยพรรณไม้

2. จำต้องกัดฟันแน่น ค่อยๆก้าวเท้าออกไป แม้ยังมีอาการเป็นตะคิว ทว่าความสำเร็จในครั้งนี้ อยู่ที่การย่างก้าวอันมั่นคง ผนวกกับความรู้สึกที่อึด ทน และมีหัวใจเป็นตัวขับเคลื่อน กับเสียงที่ร่ำลือกันว่า เนินมรณะ ยากที่สุดในการเดินผ่านๆมา

ชนะใจตัวเองได้ หนทางก็ราวกับปูพรหมเดิน

สู้ยิบตา เป้าหมายแห่งชัยชนะ ก็อยู่แค่เอื้อม

เนินมรณะ...เป็นช่วงสุดท้ายของการเดินทาง ในระยะทาง 1,410 เมตร ที่ประกอบไปด้วยขั้นบันไดจำนวนมาก พุ่งทะยานขึ้นไปตามเขาสูงชัน ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยพุ่มไม้เล็ก สลับกับทุ่งหญ้าขึ้นเป็นหย่อม พร้อมกับลมเย็นๆพัดกระโชก

พบที่เหมาะแก่การยืนพัก แล้วเหลียวหลังไปเพ่งมอง ก็จะแลเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นทิวเขาห่มแมกไม้สีเขียวขจี เหลื่อมซ้อนทอดตัวเป็นแนวยาว เหม่อมองไปตามท้องฟ้าสีคราม มีปุยเมฆสีขาวหม่นร่องลอยบ้างมาเรี่ยปกคลุมยอดภูมิดชิด

นี่กระมัง รางวัลจากธรรมชาติ สู่นักเดินทาง

รู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุนด้วยแรงกาย แรงใจ

อากาศที่เย็นรวยรื่น แทรกตัวมาอย่างเงียบเชียบ แต่รับรู้ได้ด้วยขนที่ลุกซู่ ผมหันมากระชับเสื้อให้แน่นขึ้น แล้วทั้งสองแรงขาแข้ง ก็เริ่มออกแรงก้าวเดินต่อไป กระทั่งได้มาเห็นลานกางเต๊นท์ อยู่ท่ามกลางหมู่สนสามใบ จิตใจที่เบิกบานก็ตามมา

ลานสนภูสอยดาวแห่งนี้ เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เช่นเดียวกับภูกระดึง อยู่ในระดับความสูงราว 1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นเนินสูงต่ำสลับกัน อีกทั้งมีความท้าทายอีกรูปแบบ คือ การพิชิตยอดสูงสุดภูสอยดาว ที่ความสูงประมาณ 2,102 เมตร เป็นยอดเขาสูงอันดับ 4 ของประเทศไทย

แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำ และไม่ให้ขึ้นช่วงฤดูฝน

สำหรับผม ลานสนภูสอยดาว แค่นี้ก็สุขเกินพอ

ฝนเปาะแปะสม่ำเสมอตลอดคืน แล้วมาสิ้นเสียงฝนยามรุ่งสาง ผมนั่งเหม่อมองจากเต๊นท์ออกไป เห็นแต่กลุ่มหมอกสีขาวบริสุทธิ์ เคลื่อนไหลละลอกตามแรงลม ที่มาพร้อมกับอากาศเยือกเย็น ทิวสนอยู่ห่างไกลออกไป เห็นยืนต้นสง่าเลื่อนราง

ภาพหลากมิติ ที่จับต้องได้ด้วยประสาทสัมผัส

กับความสวยงาม ที่มิได้เจือปนไปด้วยมายา

ธรรมชาติ สะอาดบริสุทธิ์ ให้คุณอเนกอนันต์

มิได้เกรงกลัวความเฉอะแฉะ ผมรีบตื่นนอนออกจากเต๊นท์ มาชื่นชมกับบรรยากาศ ซึ่งเมื่ออยู่ท่ามกลางม่านหมอก ที่กำลังจางหายลงไปบ้าง จึงแลเห็นสิ่งที่แอบซุกซ่อนตัว นั่นก็คือ หงอนนาค ที่เสมือนราชินีที่งามสง่า แห่งลานสนภูสอยดาว

หงอนนาค...ในบางท้องถิ่นเรียกกันว่า หญ้าหงอนเงือก หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง ณ ลานสนภูสอยดาวแห่งนี้ ว่ากันว่า...เป็นทุ่งหงอนนาคที่กว้างใหญ่ และสวยงามที่สุดในประเทศ ซึ่งมักจะเจริญรุ่งเรืองดี บนยอดภูเขาสูงชัน ที่มีอากาศหนาวเย็น ทั้งมีลักษณะเป็นพืชล้มลุก และเติบโตขึ้นเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร

ส่วนใบเป็นรูปดาบยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-12 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง ที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกมีเพียงสามกลีบ จะเบ่งบานอย่างเต็มที่ เมื่อต้องกับแสงแดด ซึ่งส่วนล่างของดอก มักมีน้ำค้างติดอยู่เสมอ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงมีแดดจัดก็ตาม จนกระทั่งได้รับฉายาว่า น้ำค้างกลางเที่ยง ซึ่งมักออกดอกตลอดทั้งปี กลายเป็นทะเลดอกไม้สีม่วงเกลื่อนตา ในหน้าฝนเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม

หากว่า หงอนนาค เป็นนางเอกแห่งพงไพร ต้นสน ก็น่าจะเป็นพระเอกหล่อ ในบ้านเรามีต้นสนอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ สนสองใบ และสนสามใบ ที่หากได้มองผิวเผินอาจจะแยกกันไม่ออกว่ามีความแตกต่างกันเช่นไร โดยสนสามใบเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Pinaceae มีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Pinus kesiya Royle ex Gordon มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศพม่า มันชอบขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ตามเนินเขา ที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,000-1,600 เมตร

สนสามใบ...มีลำต้นตรงขนาดใหญ่ ความสูง 10-30 เมตร โดยเป็นไม้ที่ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลปนชมพูอ่อน เป็นล่อนสะเก็ดตื้นรูปตาข่าย ใบเล็กยาวเรียวรูปเข็มไม่แข็ง ออกเป็นกระจุก 3 ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง โคนใบอัดแน่นในกระเปาะ ส่วนผลเมื่ออ่อนมีลักษณะกลม แต่เมื่อแก่จะแยกออกเป็นกลีบ ซึ่งกลีบแข็งเป็นรูปกรวยคว่ำ ขณะที่เมล็ดเป็นรูปรีๆ มีครีบบางๆสีขาว และก้านของผลยาว

สำหรับสนสองใบนั้น พืชในวงศ์เดียวกับสนสามใบ แต่จะมีลำต้นที่สูงกว่า เปลือกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว กระจุกใบมี 2 ใบตามชื่อ แต่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีแต่สนสามใบเท่านั้น ที่ทำให้เกิดระบบนิเวศน์แบบพึ่งพา

แม้กระทั่งเศษซากของใบสน ที่กองทับถมกันอย่างมหาศาล แล้วก็ย่อยสลายค่อนข้างยากซะด้วย เมื่อประกอบกับบรรดาดอกไม้ป่าได้เบ่งบานตระการตาทั่วบริเวณ ครั้นเมื่อถึงฤดูแล้ง ก็ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป่าสนเขาแถบนี้ มันเกิดไฟป่าอยู่เป็นประจำ แต่ด้วยระบบนิเวศน์ที่ออกแบบมาอย่างดี ทำให้ในแต่ละปี มีไฟป่าในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ส่งผลกระทบต่อต้นสนมากนัก ประกอบมีวิวัฒนาการ ควบคู่กับเพลิงป่า มาเป็นระยะเวลานานแล้ว กระทั่งทำให้เปลือกมีความหนามากพอ ที่จะป้องกันจากความร้อนของไฟป่า ไม่ให้เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ ที่อยู่ภายในได้ ดังจะเห็นได้จากลำต้นสนบางต้น ปรากฏร่องรอยของไฟไหม้ดำทั้งต้น แต่ยังสามารถตั้งลำต้นยืนหยัด ท้าทายกาลเวลาได้จนถึงทุกวันนี้

ในความเป็นจริงของธรรมชาตินั้น พืชพรรณมีความสำคัญเท่าเทียม รวมถึงในด้านความสวยงามอีกด้วย อย่างกับ สร้อยสุวรรณา เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว มักขึ้นเป็นกอเล็กๆ ความสูงประมาณ 10-50 เซนติเมตร ดอกสีเหลืองสด เป็นช่อตั้งจากโคนกอ มีดอกย่อย 2-6 ดอก ใบออกเดี่ยวขนาดเล็ก เรียงเวียนรอบโคนต้น บริเวณโคนมีเส้นสีแดงตามยาว กลีบล่างมนกลม หรือแยกเป็น 2 พู เจริญเติบโตได้ดี ตามที่โล่งบนลานหินทราย

หรือกระทั่งตามบริเวณ ที่เฉอะแฉะ หรือมีน้ำขังตื้นๆ จะได้พบกับจุดสีขาวๆ กระจายตัวอยู่มากมาย แต่หากลองสังเกตอย่างตั้งใจ แล้วจะพบได้ว่าเป็น ดอกกระดุม หรือบางคนก็เรียกกันว่า มณีเทวา กระดุมนายเต็ม ถึงแม้จะชูดอกสีขาวเพียงก้านเดียวขึ้นมา ทว่าเมื่อมารวมตัวอยู่กันเป็นจำนวนมาก ก็เกิดความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

กระดุม...มณีเทวา ไม้ล้มลุก มักขึ้นเป็นกอเล็กๆ คล้ายกับหญ้า ความสูง 2-6 เซนติเมตร ใบเดี่ยวขนาดเล็ก เรียวแหลม เรียงเวียนเป็นวงที่โคนต้น ออกดอกสีขาว เป็นช่อตั้งจากโคนกอ ประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็ก อัดตัวอยู่กันหนาแน่น

ขณะที่ หยาดน้ำค้าง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หญ้าไฟตะกาด ก็สวยงามไม่เป็นรองใคร โดยเป็นพืชกินแมลง มีหัวใต้ดินขนาดเล็ก ใบตามลำต้นแบบก้นปิดสามเหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3-0.6 เซนติเมตร ผิวด้านบนและขอบใบ มีขนยาวสีแดง ปลายขนมีหยดน้ำเหนียวใส เอาไว้เพื่อดักจับแมลง ส่วนดอกเป็นช่อตั้งตรง ไม่แตกแยกแขนง ใบที่โคนหลุดล่วงง่าย กลีบเลี้ยงรูปไข่ ขอบเป็นชายครุย กลีบดอกขาวรูปไข่ยาว 0.5-0.6 เซนติเมตร

และที่เห็นคุ้นตาเป็นอย่างมาก...เอ็นอ้าขน ซึ่งเป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ มีความสูงประมาณ 2 เซนติเมตร ลำต้นกลมยาวสีเขียว มีขนปกคลุมอยู่ ใบเป็นรูปขอบขนานปลายแหลม ความยาว 7-14 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกสีม่วง 4 กลีบ บานอ้าเต็มที่ กลีบจะงุ้มเข้า และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

กะว่าจะเข้าไปถ่ายรูป ว่านไก่แดง ต่อด้วย ชมพูนุช แล้วค่อยไปหา ดอกแตรวง และไปที่ หางหมาจอก ก็มีเสียงเรียกร้องให้ไปร่วมปลูกสน

การปลูกสนที่ลานสนภูสอยดาว เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างมาก ด้วยในแต่ละปีที่ผ่านไปนั้น ต้นสนล้มโคนลงไม่น้อยเลย การร่วมกันอนุรักษ์ปลูกต้นสน เพื่อทดแทนต้นที่เสียหายไป เป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง จากเจ้าหน้าอุทยานฯ

ความงดงามของดอกไม้ ความเยือกเย็นจากสายหมอก หรือความร่มรื่นของทิวสน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ทำให้ ลานสนภูสอยดาว เป็นจุดหมายปลายทาง ของบรรดานักเดินทาง หรือคนที่ชื่นชอบธรรมชาติ และแน่นอนว่า...นอกจากความสวยสด ความชุ่มช่ำ และความชื่นมื่นนั้น ยังมีคุณค่าที่แฝงเร้นไว้อีกด้วย เพราะด้วยเป็นต้นกำเนิด ของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ที่หล่อเลี้ยงผู้คนจังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดพิษณุโลก มาอย่างยาวนาน ฉะนั้นจึงควรอนุรักษ์ผืนป่าเอาไว้ให้ตราบนานเท่านาน นอกจากสร้างชีวิตแล้ว ยังสร้างอาชีพ ก่อเกิดเป็นรายได้ ให้แก่ชุมชนโดยรอบ ณ อุทยายานแห่งชาติภูสอยดาวอีกด้วย