สืบสานโบราณราชประเพณี

ประชาธิปก ปร.

แม้จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และใช้เวลาอยู่ในต่างแดนค่อนข้างยาวนาน แต่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีพระราชอัธยาศัยภาคภูมิในความเป็นไทยสูง หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรีได้ทรงสืบสานโบราณราชประเพณีที่บุรพมหากษัตริย์พระองค์ก่อนๆได้ทรงริเริ่มไว้เป็นอันมาก

นับจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ในพ.ศ.2325แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีงานสมโภชพระนคร ในพ.ศ.2328 โดยมีการสมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดารามสืบมา ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีงานสถาปนากรุงเทพมหานคร ครบรอบ 100 ปี โปรดเกล้าฯให้จัดการสมโภชพระนคร พร้อมกับบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทั่วทั้งพระอาราม ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลาครบรอบ 150 ปีพระนคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการสมโภช

พระนครพร้อมปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามในคราวเดียวกัน นอกจากนั้นโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมราชานุสรณ์เพื่อเป็นที่ระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระผู้ทรงสร้างพระนครและประดิษฐานพระบรมวงศ์จักรี คือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมด้วยพระบรมรูปปั้นประดิษฐานใกล้กับสะพาน พระราชทานนามว่า "ปฐมบรมราชานุสรณ์" โดยได้เสด็จฯไปทรงเปิดสะพานฯ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475

ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ แล้วย่อมสถาปนาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เพื่ออัญเชิญประดิษฐานในการพระราชพิธีต่างๆ พระชัยวัฒน์มีพุทธลักษณะพิเศษ คือ เป็นพระพุทธรูปปางประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย แต่พระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตรและมีฉัตรกั้นถวาย มีลักษณะศิลปะตามพระราชนิยมในแต่ละรัชกาล สำหรับพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ 7 สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทำถวาย มีหน้าตัก 17 เซนติเมตร เท่ากำลังพระพุทธตามวันพระบรมราชสมภพ องค์เป็นเงินประทับนั่งเหนือปัทมอาสน์มีจารึกและรูปศรสามเล่มที่ฐาน หมายถึงศักดิเดชน์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าโปรดเกล้าฯให้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและความสุขสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในพระราชอาณาจักร รวมทั้งเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจของอาณาประชาราษฎร์ที่ประกอบการเกษตร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล ณ พระที่นั่งอภิเษกดุสิต และจัดการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ทุ่งพญาไท โดยมีบันทึกว่า

"เวลา 10.00 ก.ท.ทรงรถยนต์พระที่นั่งแต่พระที่นั่งอัมพรสถานพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ประทับพลับพลาทุ่งนาพญาไท เวลาใกล้พระฤกษเจ้าพระยาพลเทพแต่งกายอย่างแรกนาขวัญ สวมครุยลอมพอกขึ้นรถยนต์หลวงจากกระทรวงเกษตร..." ครั้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในพ.ศ.2475 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวังรับบัญชาจากรัฐบาลยกเลิกพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ คงมีแต่พระราชพิธีพืชมงคลเพียงพิธีเดียว

พระราชพิธีสมโภชลูกหลวง เป็นราชประเพณีโบราณเมื่อมีพระประสูติการพระราชโอรส พระราชธิดา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีสมโภช 3 วัน เป็นการส่วนพระองค์ และพระราชพิธีสมโภชเดือนขึ้นพระอู่ เมื่อมีพระชันษาครบ1เดือน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชยสมบัติต่อจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสมโภชสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีพระชันษา15วัน เป็นการภายใน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2468 และพระราชพิธีสมโภชเดือนขึ้นพระอู่ ในวันที่ 29-30 ธันวาคม พ.ศ. 2468 ดังบันทึกว่า

"วันที่ 30 ธันวาคม 2468 เวลา 14.37 น. กับ 43 วินาที เป็นปฐมฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระที่นั่งบรมพิมานประทับพระที่นั่งเทพสถานพิลาส ทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์จากพระเต้าลงในพระขันสาครที่สำหรับสรง พระราชครูวามเทพมุนี พราหมณ์พิธีเชิญเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงสรงในพระขันสาครเสร็จแล้วเชิญขึ้น" ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระนามเจ้าฟ้าพระราชธิดาในรัชกาลที่ 6 ว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

การที่พระมหากษัตริย์มีช้างเผือกเป็นพระราชพาหนะคู่พระบารมี ถือเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางตามโบราณราชประเพณี ซึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้างเผือกมาสู่พระบารมี 1ช้าง ที่นครเชียงใหม่ โปรดเกล้าฯให้จัดพิธีสมโภชที่นครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดก่อนแล้วจึงเชิญผ่านมาตามหัวเมืองรายทาง ได้มีการสมโภชตามระยะทางอีกที่นครลำปาง พิษณุโลก มณฑลอยุธยาจน ถึงกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง เ มื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 จารึกนามช้างสำคัญเชือกนี้ว่า พระเศวตคชเดชนดิลก

พระจริยาวัตรที่สะท้อนให้เห็นถึงการสืบทอดโบราณราชประเพณีที่สำคัญอีกพระราชพิธี คือ การผนวช แม้จะทรงมีพระพลานามัยที่ไม่แข็งแรงแต่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศุโขทัยธรรมราชา มีพระราชศรัทธาทรงผนวชเป็นพระภิกษุตามขัตติยราชประเพณีในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2460 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และญัติจตุถกรรม ครั้งที่ 2 ณ พระพุทธรัตนสถานในพระบรมมหาราชวัง มี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชอุปัชยาจารย์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เป็นพระราชกรรมวาจารย์ และ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะดำรงพระยศ พระญาณวราภรณ์ เป็นพระอาจารย์ถวายพระธรรมวินัย พระภิกษุสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงได้รับสมณฉายาว่า ปชาธิโป เสด็จประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร

การพระราชกุศลวิสาขบูชามีมาแต่สุโขทัย แต่ไม่พบหลักฐานในสมัยกรุงเก่ามีการพระราชพิธีหรือไม่ ครั้นถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริให้ประกอบพระราชพิธีวิสาขบูชาขึ้นใหม่ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ประกอบพระราชพิธีตามแบบแผนที่มีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 2 และได้ทรงริเริ่มใหม่โดยโปรดเกล้าฯให้ราชบัณฑิตยสภาประกวดแต่งหนังสือพระพุทธศาสนาแก่เด็กที่อ่านเข้าใจง่ายเพื่อเป็นการโน้มน้าวให้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ให้มีการรื่นเริงแก่เยาวราชวงศ์ และบุตรหลานข้าราชบริพาร

นอกจากนี้ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์พระไตรปิฎกต่อจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์ค้างไว้ 39 เล่ม บางคัมภีร์ยังไม่ได้พิมพ์ ทรงพิมพ์เพิ่มเติมส่วนที่ขาดจนครบถ้วนสมบูรณ์ พระราชทานนามว่า พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พระราชทานแจกจ่ายไปยังมหาวิทยาลัย หอสมุดนานาชาติ และในพระราชอาณาจักร

การพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวงเป็นพระราชประเพณีที่มีมาแต่แรกประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งพระบรมวงศ์ทรงพระผนวชเป็นนาคหลวงในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายหลังพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้มหาดเล็ก ข้าราชบริพาร ข้าราชการผู้มียศบรรดาศักดิ์ซึ่งเป็นบุตรข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือเป็นราชสกุลเป็นนาคหลวงเมื่ออุปสมบท ต่อมา ในวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ทรงพระผนวชหม่อมเจ้าและอุปสมบทนาคหลวง เจ้าพนักงานได้จัดการสมโภชทำขวัญที่พระที่นั่งอมรินทร์และบรรพชาอุปสมบทที่วัดพระแก้ว การพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวงในคราวนี้ มี หม่อมเจ้าเพลารถ หม่อมเจ้าศิวากร หม่อมเจ้ากาญจนวิจิตร หม่อมเจ้าพิทยากรพันธุ์ หม่อมเจ้าพงศรุจา นายร้อยตรี หม่อมหลวงสด สุทัศน์ ณ อยุธยา และ รองเสวกเอกนายฉันหุ้มแพร (ทัศน์ สุจริตกุล ) อุปสมบทเป็นนาคหลวงด้วย

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ได้ทรงสืบสานโบราณราชประเพณีเหล่านี้ต่อมาเฉกเช่นเดียวกัน