สองเสน่หา

หนังสือคือแสงจันทร์

สองเสน่หา

ลินดา ออลสัน : เขียน

งามพรรณ เวชชาชีวะ : แปล

 

แสงจันทร์สีซีด ยังเห่ครวญ

กวัดไกวทะเลดวงตา

รูปธรรมที่สาบสูญ สลักเงาไว้ในนามธรรมชอกช้ำ

หวนพร่ำฟองคลื่นอารมณ์สมมุติ

ฝูงปลาความทุกข์เอย

ดิ้นรนเพื่อติดเกาะความทรงจำปวดร้าว

ฉันจรดดินสอ ครุ่นคิดเพื่อเขียนถึงหนังสือ สองเสน่หา ที่เขียนโดย ลินดา ออลสัน และงามพรรณ เวชชาชีวะ หยิบมาแปล จัดพิมพ์โดย บริษัท โพสต์ พับลิซซิ่ง จำกัด(มหาชน)

ความคิดในคืนสิบห้าค่ำ จันทร์เต็มดวงก็จริง ทว่าหลบเร้นอยู่หลังหมู่เมฆที่ดูเหมือนถูกฉีกให้ปวดร้าว ครุ่นคิดครู่ใหญ่ว่าจะเริมต้นเรื่องอย่างไรดี ตั้งใจจะหยิบข้อความที่เลือกไว้จากหนังสือแล้วในที่สุดก็นึกถึงบทกวีที่เคยเขียนไว้ ราวกับว่าเขียนขึ้นมาเพื่อหนังสือเล่มนี้ สองเสน่หา

สองเสน่หา หนังสืออีกเล่มที่ทำให้ฉันประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าจะสร้างแรงสะเทือนแก่ความรู้สึกได้มากเท่านี้ ราวกับว่าตัวหนังสือที่ผ่านตาไปในแต่ละบรรทัด กำลังแต่งเกลาให้เป็นเรื่องราวของคนอ่าน มีความอ่อนหวาน รวดร้าว ความทุกข์ การปลอบประโลลม แล้วในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง ในขณะเดียวกันก็คุ้นเคยยิ่งกว่าความทรงจำของตนเองเสียอีก ลินดา ออลสันเขียนได้อย่างไรหนอ

คำนำสำนักพิมพ์บอกกล่าวถึงหนังสือสองเสน่หาว่า เช่นเดียวกับสองเสน่หา เรื่องราวของแอสทริดและเวโรนิกา ผู้หญิงต่างวัยที่โชคชะตาให้มาเจอกัน หนังสือขายดีอันดับหนึ่งในประเทศนอรเวย์ หนึ่งในสามนวนิยายขายดีในประเทศสวีเดน และมียอดขายกว่าหนึ่งแสนเล่มในสหรัฐอเมริก ส่วน งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้แปลเขียนว่า ผู้แปลประทับใจในลีลาการเล่าเรื่องที่ลงตัว หมดจดและสะเทือนอารมณ์ของผู้เขียน และหวังอย่างเต็มที่ว่าได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดอย่างครบถ้วนเพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสเรื่องราวความรักแสนประทับใจที่แม้จะไม่ลงเอยด้วยรอยยิ้ม แต่ก็คงอยู่ตราบชั่วนิรันดร์

มนุษย์เกิดมาเพื่อติดอยู่ในทะเลตัวตน และบ่วงอารมณ์ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆที่ไม่อาจรู้ได้ ทั้งหมดนี้เป็นความหมายหนึ่งของชะตากรรม

ฉันลอยล่องเคลื่อนผ่านห้องและขีดเขียน

บอกเล่าแก่เงา ครุ่นคิดเช่นเคย

ว่ามีเพียงการเขียนเท่านั้นสร้างสันติ

แก้ไขและสมานสิ่งที่ชีวิตทำแปดเปื้อน

(โบ เบิกร์กแมน, ไร้นิทรา จาก การผจญภัย , 1969 )

แอสทริดวัยใกล้ ๘๐ มีอายุมากกว่า เวโรนิกา ๖๔ ปี แอสทริดไม่เคยเดินทางออกจากหมู่บ้านเลย เว้นตอนอายุ ๑๐ ขวบต้องหนีหนาวไปอาศัยอยู่กับคุณตา คุณตาซึ่งไม่สนใจหลานสาวแม้แต่น้อย ทั้งยังขีดรอยอ้างว้างไว้ในหัวใจหลานสาว

เวโรนิกา เป็นนักเขียน มาเช่าบ้านหลังตรงกันข้ามกับบ้านแอสทริด โดยมีถนนคั่นกลาง ในหมู่บ้านเงียบสงบ ห่างไกล วันแรกเดือนมีนาคมที่เวโรนิกาเดินทางมาถึงบ้านเช่า หิมะยังโปรยปราย ความสัมพันธ์งดงามของหญิงต่างวัยค่อยๆเริ่มต้นขึ้นอย่างอบอุ่นละเมียดละไม

เธอหมุนตัวและมองข้ามทุ่งออกไป สิ่งที่อยู่ในเงามืดเมื่อค่ำวันก่อน บัดนี้ปรากฏให้เห็นชัดแจ้งท่ามกลางแสงซีดจางของยามเช้า บ้านอีกหลังที่ดูเหมือนว่าจะเป็นบ้านไม้สองชั้นกว้างขวางซึ่งครั้งหนึ่งคงจะทาสีเหลือง แต่ตอนนี้สีซีดเลือนจนเห็นเป็นสีเทาอ่อนจางกลืนไปกับสีของท้องฟ้าและหิมะ หน้าต่างเป็นเพียงบานสี่เหลี่ยมสีดำว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของผู้อยู่อาศัย

วันเยาว์ปลอดภัยอบอุ่น บ้านที่สุภาพนุ่มนวล สองแหล่งพักพิงบ่มเกลาให้มนุษย์เติบโต แข็งแรงพร้อมหัวใจอิ่มสุข เพื่อต่อทอดสังคมมนุษย์ สร้างชีวิตของพวกเขาและเธอได้อย่างเป็นสุข ไม่หมองเศร้าเป็นทุกข์จนเกินไปจากโชคชะตามที่พร้อมจะเข้ามาทดสอบชีวิต

แอสทริดผิวขาวซีด รูปร่างบอบบาง และถูกเรียกวาแม่มด ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตนเองมากเท่าที่เธอจะทำได้ บ้านที่บ่มเพาะอดีตหดหู่ เก็บงำความทรงจำเดียวดาย แอสทริดแทบไม่มองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะวิวทิวทัศน์ภายนอก หมดความหมายต่อเธอไปนานแล้ว

อดีตถูกขีดเส้นไว้แล้ว ไม่มีอนาคต และปัจจุบันก็เป็นช่วงเวลานิ่งสนิทที่เธอมีตัวตนอยู่อย่างจับต้องได้ แต่ไม่มีความเป็นไปในด้านอารมณ์ เธอเฝ้ารอ ความทรงจำถูกกดไว้ ต้องใช้ความพยายามต่อเนื่อง เป็นเรื่องเหนื่อยหน่ายที่ดูดพลังงานของเธอไปจนสิ้น และก็มีบางช่วงเวลาที่เธอล้มเหลว ที่เธอถูกความรู้สึกรุนแรงเข้าครอบงำเหมือนเมื่อครั้งเกิดขึ้นครั้งแรก ตัวเร่งปฏิกิริยามักเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด และเธอจำต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง

อดีตซึ่งเปราะบางและเจ็บปวด มนุษย์เราไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงที่จะปัดความทรงจำทิ้งไป หรือเผาทำลายให้พ้นจากชีวิต หรือสามารถกำกับกำชับความทรงจำว่า อย่าได้ออกมาให้ฉันรู้สึกเลยเชียว อย่าอาลัย อย่าคร่ำครวญ อย่าโหยหา ฯลฯ ยากนักที่จะสามารถทำได้ ความทรงจำจากอดีตซ่อนเร้นความเจ็บปวดใดไว้ จึงทำให้แอสทริด และ เวโรนิกาเศร้าหมองอยู่บนเรือความปวดร้าว เคว้งคว้างดังกลางทะเลลึก มีฝนสิ้นหวังตกกระหน่ำ

มนตราของเวลาที่ลากเส้นเชื่อมให้ผู้หญิงสองวัยมาพบกันเมื่อย่างฤดูร้อน อดีตร่วมรู้สึกก่อกำเนิดมิตรภาพและความรัก ท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม เด็กหญิงแอสทริดถูกแม่ทิ้ง เมื่อโตขึ้นเธอจึงรับรู้ว่า แม่ของเธอจากไปแล้วฆ่าตัวตาย ไม่นานต่อมายังไม่ทันถึงวัยสาวแอสทริดถูกพ่อกระทำ อ่านมาถึงตรงนี้น้ำตาก็ไหลพรากไม่รู้ตัว รู้สึกเย็นชืดเศร้าสลด เพราะเรื่องเปราะบางนี้น่ากลัวที่สุดสำหรับเพศหญิง

เมื่อเวโรนิกามา แอสทริดทอดสายตามองการเคลื่อนไหวบ้านตรงกันข้าม เสียงเปิดปิดประตูหน้าต่าง เสียงเพลงเบาๆ จนรู้สึกคุ้นเคย เวโรนิกาเองก็โบกมือให้คนที่เธอไม่เคยเห็นหน้าตาอยู่ทุกครั้งเมื่อเดินผ่านหน้าต่างซึ่งแง้มอยู่เพียงเล็กน้อย รอยเชื่อมผูกร้อยช่องห่างให้เกิดเป็นความไว้วางใจ บาดแผลของวันวานที่ทั้งสองคนแบกรับไว้ โดยเฉพาะแอสทริดชีวิตของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลลึก ถึงเวลาที่จะเอาใจใส่แผลร้ายนั้นแล้ว

ช่วงเวลาที่ฉันเฝ้าดูแม่ปีนขึ้นรถม้า หันหลังให้ ราวกับเวลานั้นคือจุดจบของเรื่องดีๆทั้งหมดของชีวิตเองด้วย และเป็นจุดเริ่มต้นของความโดดเดี่ยวอันยาวนานชั่วชีวิต เมื่อมาคิดดูในตอนนี้ ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ ฉันคิดว่าบางทีอาจไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจนแน่นอนเช่นนั้น จุดเริ่มต้นและจุดจบไม่ตายตัวแต่เป็นห่วงโซ่ยาวๆของเหตุการณ์ที่บางห่วงดูเหมือนไร้ความหมายเหลือเกิน และบางห่วงก็ดูมีความหมายเหลือล้น ขณะที่ในความจริงแล้วห่วงทุกอย่างมีน้ำหนักเท่ากัน ช่วงเวลาที่ดูเหมือนรุนแรงเพียงหนึ่งเดียวนั้น ที่แท้แล้วเป็นหนึ่งห่วงโซ่ที่เชื่อมต่อระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กับสิ่งที่ตามมาภายหลัง

รอยแผลลึกเกิดขึ้นกับแอสทริดอีก ในฤดูร้อนหนึ่งแอสทริดพบกับชายคนรัก แต่แล้วคนรักของเธอก็ตกจากชั้นบนของโรงนาสิ้นใจในทันที จากนั้นถูกบังคับให้แต่งงาน แอสทริดบอกว่าเธอแต่งงานกับความตาย เมื่อตั้งครรภ์และคลอดลูกสาว ...อีกครั้งหนึ่งที่ฉันรู้สึกเจ็บปวดมาก ลินดา ออลสัน ทำลายแสงแห่งความหวังที่แอสทริดมีส่วนสร้างขึ้นมา ลูกน้อยที่รักของเธอ ฉันเชื่อว่าความเจ็บปวดครั้งนี้ทิ่มแทงแอสทริดและปักแท่งยาพิษคาทิ้งไว้ตรงหัวใจ

ฉันนั่งลงบนพื้นหญ้านุ่มราวไหมตรงที่สตรอเบอร์รี่ป่าเพิ่งออดดอกสีขาว ฉันเห่กล่อมลูก พลางร้องเพลงทุกเพลงที่ฉันรู้จัก ฉันวางลูกให้นอนสบายบนตัก ศีรษะอยู่บนต้นขาของฉันและเท้าอยู่ที่ท้อง มือของลูกกำรอบนิ้วของฉันไว้แน่นและฉันจ้องมองดวงตาสีดำของลูก ฉันก้มตัวลง แต้ริมฝีปากบนหน้าผากและพ่นลมเบาๆ ก่อนจะไล้ริมฝีปากไปบนกระหม่อม รับรู้เสียงหัวใจเต้นผ่านอวัยวะเล็กจ้อย

แล้วฉันจึงวางมือลงบนใบหน้าของลูกและราตรีสีขาวก็กลบกลืนเรา

ต่อมา ฉันนั่งกอดร่างของลูกไว้ พลางโยกตัว ฉันกรีดร้องไปในราตรีจนเสียงขาดหาย แล้วทุกสิ่งก็นิ่งสนิท

ฉันไม่เคยยอมให้ตัวเองแตะต้องเรื่องนี้มาก่อนด้วยซ้ำ ฉันฝังความคิดทั้งหมดไปกับลูกสาว มันเจ็บปวดเหลือเกิน.....

ตอนแรกฉันไม่กล้าเขียนซ้ำที่แอสทริด เลือกจะปลิดลมหายใจลูกน้อย แต่เราจะหนีความจริงได้หรือ ความจริงที่ลินดา ออลสันได้บรรจงกรีดความเจ็บปวดให้แอสทริด

ส่วนเวโรนิกา หญิงสาวอายุต้นสามสิบ เกิดเหตุร้ายใดกับเธอ จึงทำให้เธอบอกกับแอสทริดว่า "หนูมาที่นี่เพื่อหนีให้พ้นจากความฝันของตัวเองค่ะ" ความฝันติดตามหลังเรามาเหมือนเงา ใครบ้างเล่าจะหนีพ้น เวโรนิกามีพ่อเป็นนักการทูต เธอจึงต้องเดินทางอยู่เสมอ แม่ของเธอทิ้งพ่อทิ้งเธอไป แม่ทิ้งร่องรอย ทิ้งหลุมโพรงไว้ในตัวเด็ก เด็กที่ถูกแม่ทิ้งจะต้องใช้พลังในการจัดปรับหัวใจตนเองมากกว่าเด็กอื่นๆ

ชีวิตของหนูตอนนี้เป็นชื้นส่วนต่างๆที่มาประกอบกันค่ะ บางชิ้นก็เข้มข้นจัดจ้าเหลือเกินจนทำให้ที่เหลือแทบไม่เป็นรูปทรง หนูจะทำอย่างไรกับชิ้นส่วนแวววาวพวกนี้ดีคะ ไม่มีรูปแบบตายตัว หนูไม่รู้จะจับวางมันลงไปตรงไหนให้เข้ากับชิ้นอื่นๆ หรือให้เข้ากับภาพรวมทั้งหมดที่ควรจะเป็นชีวิตของหนูดับวูบลงในพริบตา และหลังจากนั้นโลกที่เหลือรอบตัวทั้งหมดก็เข้าใจไม่ได้

ลินดา ออลสัน เขียนบรรยายได้ดีเหลือเกิน กับทุกๆสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือ อารมณ์ความรู้สึก เรื่องราวทุกบรรทัดในเรื่องดังลูกธนูที่ปักลงมาอย่างไม่คลาดเคลื่อนเป้าหมาย และงามพรรณ เวชชาชีวะ ก็เลือกสรรคำมาใช้อย่างควรและเหมาะ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเฉียบพลันโดยที่ไม่ทันคิด เลือดอุ่นๆในร่างกายเราราวจะเย็นเยียบลงในทันทีทันใด โลกรอบตัวดังจะถอยห่างทั้งๆที่ตัวเราก็ยังอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ใจแห้งโหย อาการนิ่งงัน ซึมทุกข์ภายนอกเป็นเพียงสิ่งที่แสดงออกเพียงเล็กน้อย ภายในต่างหากที่เนื้อที่ของความทุกข์เย็นเยียบขยายออกอย่างไร้ขอบเขต และตัวเราค่อยๆหลุดออกเป็นชิ้นๆ.....

ฉันรักคำว่า "วางใจ" ถ้อยคำนี้แสดงออกหลายสิ่งหลายอย่างทั้งความมั่นใจ เชื่อใจและเป็นส่วนของความผูกพันแนบสนิท แอสทริดกับเวโรนิกาก็คงรู้สึกเช่นนี้.....

เวโรนิกาถูกความเจ็บปวดโบยตีไม่ทันตั้งตัว เธอพบกับเจมส์คนรักที่สต็อกโฮล์ม เมื่อเจมส์กลับไปบ้านเกิดเพราะเขาหลงใหลทะเลที่สุด ไม่นานต่อมาเวโรนิกาบินไปใช้ชีวิตคู่กับเจมส์ เธอตั้งครรภ์และยังไม่ได้บอกสามี เมื่อความฝันทะยานขึ้นสูงสุด ดอกไม้ในหัวใจทุกกลีบแบ่งบานสวยงาม จู่ๆ ทะเลก็ฉกพรากคนรักซึ่งหมายถึงทุกสิ่ง จากไปในเสี้ยววินาที ถ้าเพียงแต่ว่า ....

เมื่อมาคิดดูตอนนี้ ฉันนึกอยากให้มีเวลามากกว่านั้น ฉันคิดว่าความเศร้าโศกต้องการเวลาในการจัดการ ซึ่งไม่อาจบีบให้สั้นลงโดยไม่เกิดผลที่ตามมาได้ หากมีเวลาให้ค่อยเป็นค่อยไป บางทีการสมานใจอาจสมบูรณ์กว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแดนสนธยาไม่จางหาย ยามอยู่ในบ้าน เวลามีมิติอื่น

และไม่มีทั้งกลางวันและกลางคืน มีแค่แดนสนธยาที่ทอดยาวต่อเนื่อง

ฉันเดินผ่านม้านั่งในโบสถ์ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ฉันเกือบไม่รู้จักเลย มีผู้ชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจมส์ที่หันหน้ามาเมื่อฉันเดินผ่าน เขากำลังร้องไห้และใช้หลังมือปาดน้ำตา ฉันไม่เคยเห็นเขามาก่อนและไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับเจมส์อย่างไร และเขาย่อมไม่มีทางรู้จักเจมส์ที่เคยเป็นของฉัน แต่เราสองคนก็ต่างโศกเศร้าต่อการสูญเสียชายคนเดียวกัน ฉันรู้สึกว่าฝีเท้าของฉันเบาลง เบาลง ราวกับไม่แตะพื้นอีกต่อไป และฉันยังหนาวเหลือเกิน

แม้เรื่องทุกข์โศกจะเป็นบทเรียนล้ำค่า ดังแสงเทียนส่องสว่างให้เห็นความลับบางอย่างของชีวิต แต่ฉันเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการความเศร้าโศก ตลอดเวลาหนึ่งปีความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองวัยเพิ่มพูนขึ้น ในกิจวัตรธรรมดาๆประจำวัน ได้บอกเล่าพูดคุย ถ่ายทอดแบ่งปัน ท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม และความรักที่มอบให้แก่กัน

สองเสน่หา มีเสน่ห์มากกว่าที่ฉันจะสามารถเขียนได้ หลังจากทั้งสองได้ดูแล ใช้ชีวิตร่วมมากกว่าเพื่อนบ้าน สุดท้ายแม้ต้องอำลา แต่ความทรงจำอ่อนหวานในหนึ่งปีนั้นทำให้หัวใจทั้งสองดวงได้พบวันใหม่ในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แอสทริดบอกกับเวโรนิกาว่า "แล้วฉันก็มาคิดได้ว่า ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เราต้องฟัง เราต้องใช้ชีวิตของเรา"

ฉันพูดกับตนเองว่า เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความสูญเสียครอบงำจิตใจ

สองเสน่หา เกี่ยวร้อยความทรงจำ มิตรภาพและเรื่องร้าวรานไว้ด้วยกันอย่างสวยงามเป็นพิเศษเหมือนภาพวาดความหวังที่จะเพิ่มพูนแรงใจทุกครั้งที่เหลือบมอง แม้ตอนจบจะทำให้รู้สึกเศร้าสร้อยบ้าง แต่ในหยาดน้ำตานั้นมีมุกวาว จดหมายฉบับสุดท้ายก่อนเสียชีวิตและมอบบ้านเป็นของขวัญให้กับเวโรนิกา แอสทริดเขียนจดหมายถึงเวโรนิกาก่อนที่เธอจะสิ้นใจอย่างสงบ เธอเขียนว่า

ใช้ชีวิตเถอะนะ เวโรนิกา เสี่ยงดู ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เราต้องตามหาความสุขของเราเอง ไม่มีใครมีชีวิตเหมือนเรา ไม่มีคำชี้แนะใดๆ จงเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง อย่ายอมรับอะไรนอกจากสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็จงมองหาอย่างระมัดระวัง อย่าปล่อยให้เลื่อนลอยหลุดมือไป

บางครั้งสิ่งดีๆมาถึงเราอย่างเงียบๆและไม่มีอะไรมาถึงอย่างสมบูรณ์ อยู่ที่เราจัดการกับอะไรก็ตามที่เราพบเพื่อให้ได้ผลที่ตามมา เราเลือกเห็นอะไร เราเลือกเก็บอะไรไว้ และเราเลือกจดจำอะไร อย่าลืมว่าความรักทั้งหมดในชีวิตอยู่ตรงนี้ ข้างในตัวเธอเสมอ ไม่มีวันพรากจากเธอไปได้