ช่องว่างของหัวใจ

คิดเห็นประเด็นข่าว

เจเนอเรชั่น วาย หรือ ยัง เจเนอเรชั่น เป็นนิยามของผู้คนกลุ่มหนึ่งที่มีอายุต่ำกว่า 30 ลงมา จัดเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ตามกาลเวลาและสภาวะแวดล้อม

เมื่อต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมกับผู้สูงวัยกว่า จึงมักจะเกิดการปะทะกันอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เพราะคนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตชัดเจนอยู่กับการร่วมหัวจมท้ายกับเทคโนโลยีชนิดที่ขาดไม่ได้เอาเลย พวกเขามีโลกส่วนตัวสูงเกินกว่าจะเข้าถึง

เมื่อไม่นานมานี้ พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ สำนักสำรวจความคิดเห็นอเมริกันได้สอบถามความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างคนรุ่นเจเนอเรชั่น วายมากกว่า 1,000 คน ในจำนวนนี้มีทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยหรือไม่ก็นักเทคโนโลยี รวมไปถึงคนที่ทำงานอยู่กับบริษัทไอที นักศึกษามหาวิทยาลัยและนักเรียนมัธยม ด้วยการตั้งคำถามว่า เมื่อถึงปี ค.ศ.2020 คนรุ่นเจเนอเรชั่นวายสมองจะเติบโตไปเช่นไร ร้อยละ 55 ตอบว่า สมองของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นจะได้รับการจัดระเบียบเสียใหม่ กลายเป็นสมองที่หาคำตอบได้เร็วปราดเปรียว ทำให้ตัดสินใจว่องไวและฉลาด ขณะที่ร้อยละ 42 กลับเชื่อว่าเจเนอเรชั่นวายยุคใหม่ จะเป็นพวกไม่มีสมาธิ วอกแวกง่าย ไม่มีทักษะในการคิดอะไรลึกซึ้ง และเป็นพวกที่ไขว่คว้าหาแต่ของสำเร็จรูป เท่านั้น

เมื่อถามถึงทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคหน้า ได้รับคำตอบว่า ทักษะที่จำเป็นประกอบด้วย ความสามารถในการแก้ปัญหาส่วนรวมผ่านการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่าย ทักษะในการสืบค้นอย่างมีประสิทธิภาพ การชั่งน้ำหนักคุณภาพของข้อมูล และคนรุ่นใหม่จะต้องมีทักษะอย่างสูงในการ ตระหนักรู้ ถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีและการแทรกแซงแฝงเร้นอยู่ในทุกซอกทุกมุมของมัน

เหตุสะเทือนขวัญที่ถือว่ารุนแรงสุดของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ชาร์ดอน ไฮสคูล ห่างจากเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ราว 48 กิโลเมตร โดยผู้ก่อคดีคือทีเจ.เลน วัย17 ปีได้ใช้อาวุธปืนยิงกราดในโรงเรียนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีกส่วนหนึ่ง คนร้ายถูกคุณครูไล่จับได้ทันควันในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง และทางโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนทันที ต่อมานายอาร์ลีน ดันแคน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาแถลงว่า เป็นโศกนาฎกรรมที่ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออกและยังไม่ขอด่วนสรุปถึงปมเหตุในใจของคนร้าย เพื่อให้เจ้าหน้าที่และสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐร่วมกันสืบสวนก่อน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นมีการเข้าไปตรวจค้นบ้านพักของมือปืนเพื่อหาหลักฐานเพิ่มแล้ว แต่การให้ปากคำของเพื่อนนักเรียนยังสับสน บ้างก็ว่ามือปืนเป็นคนไม่เข้าพวก เคยโดนคนอื่นแกล้งแล้วเขียนขู่ลงในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค บ้างก็เผยว่า เขาเป็นคนนิสัยเงียบๆและชอบเก็บตัว ส่วนสื่อสหรัฐกลับคุ้ยเจอข้อมูลว่า เด็กหนุ่มที่ก่อคดีมาจากครอบครัวแตกแยก ทั้งพ่อและแม่มีประวัติใช้ความรุนแรงต่อกัน ตัวเขาเองมีประวัติเคยชกหน้าเพื่อนคนหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2552 แต่ที่สำคัญคือการเข้าถึงอาวุธปืนได้โดยง่ายกำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่สำหรับประเทศที่เสรีอย่างอเมริกาไปโดยปริยาย

ผลสำรวจกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12-17 ปี จำนวนเกือบ 2,000 รายโดยศูนย์วิจัยอาชญากรรมที่กระทำต่อเยาวชนของมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารจิตวิทยาความรุนแรงระบุว่า วัยรุ่นที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากคู่รัก ซึ่งมีศัพท์บัญญัติเรียกกันว่า เดตติ้ง ไวโอเลนซ์ กว่าครึ่งล้วนมีอดีตตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในวัยเด็กมาก่อน ร้อยละ 40 เคยถูกพี่เลี้ยงหรือคนดูแลทุบตีทำร้ายร่างกายและเหยื่อเกือบร้อยละ 70 เติบโตมาโดยเห็นการกระทำรุนแรงในครอบครัว

ขณะที่วัยรุ่นที่ตกเป็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์หรืออินเตอร์เนตมีโอกาสเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากคู่รักมากขึ้น 3-4 เท่า

เชอรี่ แฮมบี้ ผู้วิจัยให้ความเห็นว่า วัยรุ่นที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงหรือในชุมชนชุมชนที่เพื่อนบ้านใช้ความรุนแรง อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงเอาตัวออกมาจากความรุนแรงนั้น หรือไม่รู้ว่าควรจะหลีกหนีจากความรุนแรงอย่างไร ดังนั้น สิ่งจำเป็นที่ควรทำก็คือ การช่วยเหลือเด็กออกมาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรงรูปแบบต่างๆเมื่อเติบโตขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิต้านทานทางใจที่แสนจะบอบบางของผู้คนบนโลกใบนี้ น.พ.ประเวช ตันติพิพัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต ให้ทัศนะว่า ทั่วทั้งโลกกำลังประสบกับปัญหาเรื่องความกังวล และความเครียด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น การกินอาหาร การขาดการออกกำลังกาย และชีวิตการทำงานนั่งโต๊ะแบบออฟฟิซ จนถึงปัจจุบันเริ่มมีวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรที่หันมาดูแลสุขภาพจิตของคนทำงาน ซึ่งจะมีผลตอบแทนกลับมาในเรื่องคุณภาพของการดำเนินชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะหากคนเราสามารถจัดการกับความกังวลได้ดีจะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถจัดการตัวเอง สร้างสัมพันธภาพกับผู้ร่วมงานได้ดี

วิธีจัดการกับความกังวลใจและความเครียดสามารถทำได้ง่ายๆเริ่มจาก การฝึกทักษะผ่อนคลายด้วยการฝึกหายใจเข้าให้ยาวหายใจออกให้สุด หรือการยืนเหยียดการบริหารร่างกายซึ่งจะช่วยให้ความสงบกลับคืนมา จัดการด้านความคิดด้วยการระวังความคิดที่ก่อความกังวลและเครียด ฝึกวิธีคิดที่ช่วยให้มีความสุข จัดการปัญหาชีวิต โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ซึ่งมีส่วนทำให้คนเรากังวลและเครียดได้มาก และสุดท้ายใส่ใจในอาหารที่รับประทาน เพราะพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะหงุดหงิดง่าย การควบคุมอารมณ์ต่ำลง

ปัจจุบันศาสตร์ในการจัดการตัวเองโดยเฉพาะเรื่องความเครียดและความกังวลเป็นที่ยอมรับว่าจะช่วยเติมศักยภาพภายในให้นำ ออกมาใช้ได้ดีขึ้น และควรจะต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่วัยเยาว์ที่กำลังจะเข้าสู่เจเนอเรชั่น วายในวันนี้

โครงการดีดีที่มูลนิธิเอสซีจีจัดขึ้นเป็นปีที่ 8 เทศกาลนิทานในสวน เนรมิตสวนสาธารณะกลางกรุงเป็นลานนิทานยามเย็น อบอวลด้วยบรรยากาศไออุ่นของครอบครัว พ่อแม่ลูก น่าจะเป็นแบบอย่างของงานเชิงสร้างสรรค์สังคม ซึ่งจากคำยืนยันของ คุณสุรนุช ธงศิลา กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิ ที่ว่า เพียงแค่พ่อแม่ผู้ปกครองและลูกน้อยใช้เวลาด้วยกันวันละ 10-15 นาทีในการเล่านิทานจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาและข้อคิดที่เป็นประโยชน์ผ่านน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและส่งผลดีต่อบุคลิกภาพ พัฒนาการทางอารมณ์ รวมถึงทักษะทางสังคม เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็กติดเกม ติดเพื่อนหรือลุ่มหลงไปกับสิ่งยั่วยุ

คำนวณแล้ว นิทาน 1 เล่ม คงถูกกว่า แทบเล็ต หลายเท่า แถมยังมีคุณค่าทางใจเกินกว่าจะประมาณการ

ครบรอบวันผู้สูงอายุ วันแห่งครอบครัว 13-14 เมษายน อีกปีแล้ว

แต่ทำไม..สังคมไทยเดียวดายมากขึ้นก็ไม่รู้