เรื่องเล่าจากนักเพาะเห็ดมือใหม่

เกษตรพอเพียง

ที่คิดว่าง่าย กลับกลายเป็นไม่ง่ายอย่างใจคิด ...

เมื่อถึงเวลาตามล่าหาซื้อก้อนเชื้อเห็ด ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ตามตลาดหรือร้านรวงทั่วไป ต้องซื้อจากฟาร์มเพาะเห็ดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด งานนี้ "ผักหวาน" ก็หันไปพึ่งพาข้อมูลจากอากู๋กูเกิ้ลอีกเช่นเคย และพบว่า ในจังหวัดใกล้ๆกรุงเทพฯก็มีฟาร์มเห็ดอยู่หลายแห่ง ทั้งนนทบุรี สมุทรปราการ นครนายก ปราจีนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ฯลฯ คนที่ทำอาชีพเพาะเห็ดเขาสั่งซื้อก้อนเชื้อกันครั้งละเป็นพันๆหมื่นๆก้อน ซึ่งมีบริการส่งให้ถึงบ้าน บางเจ้าเรียงใส่โรงเรือนให้เสร็จสรรพอีกด้วย แต่ลูกค้ามือใหม่จะสั่งแค่ 200 ก้อน เขาให้ไปรับเองสถานเดียว โชคดี เจ้าที่เลือกใช้บริการมีฟาร์มอยู่ที่ปราณบุรี แต่เจ้าของมีบ้านพักอยู่ที่กรุงเทพฯด้วย เราเลยพบกันคนละครึ่งทาง

ประสบการณ์การเพาะเห็ดครั้งแรกในชีวิต "ผักหวาน" เลือกเห็ดนางรมฮังการีกับเห็ดนางฟ้าภูฐาน ซึ่งในวงการทราบกันดีว่าเป็นเห็ดที่เพาะง่ายที่สุดแล้ว เนื่องจากเลี้ยงง่ายและเหมาะกับสภาพอากาศร้อนอย่างเมืองไทย ราคาก้อนเชื้อเห็ดทั้งสองชนิดนี้ ตกก้อนละ 12 บาท แต่หากซื้อไม่ต่ำกว่า 500 ก้อน ราคาก็จะลดลงมาเป็นก้อนละ 10 บาท ถือว่าเป็นราคามาตรฐานโดยทั่วๆไปค่ะ

อันที่จริง ก้อนเชื้อเห็ดมีราคาตั้งแต่ก้อนละ 5 บาทไปจนถึง 10 กว่าบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด แต่เห็ดชนิดเดียวกัน ราคาต่อก้อนอาจจะต่างกันมาก อย่างเห็ดนางรม-นางฟ้า บางแห่งขายก้อนละ 5 - 6 บาท แต่ใช่ว่าเห็นราคาถูกแล้วจะคว้าไว้ก่อน เพราะเราต้องคำนึงถึงคุณภาพของก้อนเชื้อเป็นสำคัญ การใช้ก้อนเชื้อที่ราคาถูกกว่า อาจจะช่วยประหยัดต้นทุนก็จริง แต่หากคุณภาพของก้อนเชื้อไม่ได้มาตรฐาน เอามาแล้วเชื้ออาจไม่เดิน ก้อนเชื้อเน่าเสีย หรือเกิดเชื้อราได้ง่าย มีอาหารในก้อนน้อย ซึ่งจะทำให้อายุของก้อนเชื้อสั้นลงและเก็บผลผลิตได้น้อย หลังจากลองเพาะมาได้ 2 รุ่นแล้ว "ผักหวาน" ก็เห็นด้วยในข้อนี้ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเพาะ หากได้ก้อนเชื้อคุณภาพดีและมีโรงเพาะที่เหมาะสม การดูแลรดน้ำให้ออกดอกก็ไม่ยากแล้ว

หลังจากได้ก้อนเชื้อมาแล้ว ก็จัดการนำมาเรียงใส่ห้องเพาะซึ่ง "ผักหวาน" ใช้เชือกทำเป็นราวแขวนแทนการทำชั้นวางที่นิยมทำในฟาร์มทั่วไป เพราะได้ทราบมาว่า การใช้ราวแขวนเหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่น้อยและยังเป็นวิธีที่สามารถรักษาความสะอาดได้ง่าย ราวสำหรับแขวนเห็ดมีขายตามร้านขายอุปกรณ์การเกษตรและที่ฟาร์มเห็ดใหญ่ๆ แต่ถ้าที่บ้านของเรามีขวดน้ำเหลือใช้ (ขวดน้ำแบบขุ่นซึ่งจะมีความเหนียว ไม่กรอบแตกง่ายเหมือนขวดใส) ก็สามารถทำเองได้ โดยนำขวดน้ำมาตัดหัวตัดท้ายออกให้เหลือแต่ตรงกลาง แล้วรีดให้แบนก็จะได้เป็นแผ่นพลาสติกสี่เหลี่ยมเท่าๆกัน เจาะรูทั้ง 4 มุม แล้วใช้เชือกร้อย ราวหนึ่งใช้แผ่นขวดน้ำ 4 - 5 แผ่น สำหรับคั่นระหว่างก้อนเชื้อเห็ดครั้งละ 3 ก้อน เพื่อช่วยรับน้ำหนักก้อนเชื้อ ซึ่งจัดเรียงซ้อนๆกันในแนวนอน หนึ่งราวเรียงได้ประมาณ 12 - 15 ก้อน ถือว่ากำลังดี น้ำหนักไม่ทับกันมากจนเกินไป

อ้อ ! เกือบลืมไปค่ะ ก้อนเห็ดที่ได้มา เราต้องรอให้เส้นใยเห็ดเดินเต็มถุงเสียก่อน ซึ่งจะเห็นเป็นฝ้าขาวๆเกือบทั้งถุง จึงค่อยนำไปเรียงใส่ห้องเพาะแล้วดึงกระดาษและสำลีที่ปิดหน้าถุงออก เราเรียกว่าการ "เปิดดอก" จากนั้นก็เริ่มให้น้ำเพื่อเพิ่มความชื้นภายในโรงเรือนให้ได้ประมาณ 80 - 85 เปอร์เซนต์ โดยการฉีดพ่นน้ำเป็นละอองฝอย วันละ 2 - 3 ครั้ง ( วันไหนอากาศแห้งมากๆ นอกจากพ่นละอองน้ำที่ด้านบนหรือด้านหลังก้อนเชื้อแล้ว อาจเพิ่มการรดน้ำที่พื้นโรงเรือนด้วย เพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้ได้ระดับที่เหมาะสม ) จากนั้นประมาณ 7 - 10 วัน ดอกเห็ดก็จะเริ่มออกและเก็บได้ ควรระวังอย่ารดน้ำโดนดอกเห็ดโดยตรงในระหว่างที่เห็ดกำลังเจริญเติบโต เพราะจะทำให้เห็ดเปียกชื้น "ผักหวาน" ก็เคยเผลอให้น้ำมากไป จนทำให้ดอกเห็ดบางดอกชุ่มน้ำจนมีลักษณะใส เนื้อเห็ดไม่มีความเหนียวนุ่ม เรียกว่า "เสียเห็ด" ไปเลยทีเดียว

พูดมาถึงตรงนี้ นึกถึงตอนเปิดดอกครั้งแรก ตามประสามือใหม่อ่านตำรามา เขาบอกว่าพอดึงจุกสำลีออกแล้วให้แคะเมล็ดถั่วเขียวที่ฝังอยู่ที่หน้าก้อนเชื้อทุกก้อนออกด้วย กว่าจะแคะหมดทั้ง 200 ก้อน มือแทบหงิกเลยค่ะ มาทราบภายหลังว่า ปล่อยไว้อย่างนั้นก็ได้ เพราะดอกเห็ดสามารถงอกทะลุออกมาได้อยู่แล้ว ... นี่แหละหนา ที่ว่า โง่มาก่อนฉลาด แหะๆ

ครั้งแรกที่ได้เห็นดอกเห็ดบานสะพรั่งเต็มห้อง เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและมหัศจรรย์มากสำหรับ "ผักหวาน" บอกแล้วว่าชาติก่อนคงเป็นญาติกับยายฉิม ชาตินี้เลยชื่นชอบดอกเห็ดเป็นนักหนา ดอกเห็ดนางรมฮังการี จะมีสีขาวนวลสวย ออกดอกเป็นกลุ่มๆ ช่อละ 4 - 6 ดอก หมวกดอกคล้ายหอยนางรม ก้านสั้น ส่วนเห็ดนางฟ้าภูฏาน ออกดอกเป็นกลุ่มประมาณช่อละ 3 - 5 ดอก บางทีก็เป็นดอกเดี่ยว ก้านยาว ดอกมีสีขาวนวลไปจนถึงสีนํ้าตาลเทา ถ้าเทียบสองชนิดนี้ เนื้อของเห็ดภูฏานจะเหนียวนุ่มและกรอบกว่านางรมฮังการี และสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าด้วย

เราจะเก็บเห็ดเมื่อดอกโตเต็มที่ แต่ยังไม่บานโดยสังเกตจากขอบดอกเห็ดยังงุ้มอยู่นะคะ เวลาเก็บพยายามดึงให้เห็ดหลุดออกจากถุงทั้งกลุ่ม ไม่เหลือโคนติดไว้เพราะจะทำให้หน้าถุงเน่าและเกิดเชื้อราขึ้นได้ แต่คนที่เพิ่งหัดเพาะ แรกๆก็ยังเก้ๆกังๆ ดึงออกไม่หมด ขาดติดอยู่บ้าง ให้ใช้ปลายช้อนสะอาดๆแคะออกให้หมด แต่ทำอย่างเบามือ อย่าให้หน้าเห็ดเสียหายนะคะ

เห็ดที่เก็บมาแล้ว "ผักหวาน" ก็แยกดอกที่ติดกันออก แล้วใช้มีดตัดโคนเห็ดที่เลอะๆทิ้ง จากนั้นก็เก็บใส่ถุงพลาสติกที่เขย่ากับน้ำเพื่อให้มีละอองน้ำติดอยู่ในถุงและเจาะรูระบายไว้รอบๆถุงแล้ว อ้อ ! อย่าลืมรัดปากถุงก่อนนำไปเข้าตู้เย็นนะคะ วิธีนี้จะช่วยให้คงความสดได้ประมาณ 3 - 4 วันค่ะ แต่ถ้าเห็ดเริ่มเสียสภาพแล้ว สังเกตดูจะมีลักษณะช้ำ แฉะเป็นน้ำ หรือมีสีออกเหลือง

ก้อนเชื้อเห็ดนางรมและนางฟ้าที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนี้เป็นก้อนเชื้อขนาด 1 ก.ก. ซึ่งจะเก็บดอกเห็ดได้ประมาณ 4 - 6 รุ่น โดยรุ่นแรกๆ ดอกจะใหญ่และสมบูรณ์มาก แต่หลังจากรุ่นที่ 2 - 3 ไปแล้ว ดอกก็จะเล็กลงและให้ผลผลิตน้อยลงเรื่อยๆ เราจะเก็บดอกเห็ดได้จนกว่าอาหารในก้อนเชื้อจะหมด ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณ 2-3 เดือน ก้อนเชื้อที่หมดอายุแล้วสังเกตได้จากก้อนเชื้อจะเบา นิ่มเหลว สีออกเหลืองและดำ

สำหรับคนที่อยากลองเพาะเห็ดไว้แค่พอรับประทานกันในครัวเรือน ลองเพาะดูก่อนสัก 5 - 10 ก้อนก็ได้นะคะ โดยอาจจะหาซื้อก้อนเชื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์การเกษตรใหญ่ๆ และไม่ต้องทำโรงเพาะเป็นเรื่องเป็นราว แค่หาที่วางเหมาะๆสักมุมหนึ่งในบ้าน เช่น ในห้องน้ำ ในโอ่ง ใต้อ่างล้างจาน ฯลฯ "ผักหวาน" เคยเห็นคนเพาะเห็ดนางนวล โดยเอาไปแขวนไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ เห็ดก็ออกดอกมาอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับในห้องน้ำซึ่งเป็นที่ที่มีความชื้นอยู่เสมอ ดอกเห็ดก็เจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน

การเพาะเห็ดครั้งแรกของ "ผักหวาน" เป็นไปแบบลองผิดลองถูกจริงๆค่ะ แต่ก็ดีที่ทำให้ได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ หลังจากอ่านทฤษฎีมาเยอะแล้ว ส่วนผลผลิตที่ได้ก็เอาไว้รับประทานเองและแบ่งไปแจกเพื่อนบ้าน ด้วย ก็เราเป็นแม่ค้ามือใหม่นี่คะ เลยต้องมีการแนะนำสินค้ากันหน่อย เห็ดที่เก็บสดๆไม่ต้องผ่านกระบวนการขนส่งใดๆ ย่อมสดและมีคุณภาพดีกว่าไปซื้อที่ตลาดมากนัก หลังจากแจกจ่ายไปครั้งสองครั้ง หลายคนติดใจจึงเริ่มมาขอซื้อเอาไปฝากญาติพี่น้องบ้าง ฝากเพื่อนที่ทำงานบ้าง นับว่าเป็นการเริ่มต้นอาชีพเสริมแบบพอเพียง คือเหลือกินก็แจกบ้าง ขายบ้าง จนหากเริ่มมีลูกค้ามากขึ้น เราค่อยเพิ่มผลผลิตและแหล่งขายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในอนาคตเราก็สามารถจะยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้ค่ะ

เมื่อก้อนเชื้อรุ่นแรกหมด " ผักหวาน" ก็เจอปัญหาหาซื้อก้อนเชื้อไม่ได้อีกแล้ว ขนาดใจป้ำลงทุนเพิ่มจาก 200 ก้อน เป็น 500 ก้อนแล้วนะ (เพื่อให้ได้ราคาก้อนเชื้อที่ถูกลงมาจากก้อนละ 12 บาทเป็น 10 บาท) เพราะเจ้าเดิมที่เคยสั่ง เขามีแต่ลูกค้ารายใหญ่ๆ ทำส่งกันแทบไม่ทันจนไม่มีเหลือแบ่งมาให้กับลูกค้ารายเล็กๆอย่างเราเลย (การทำก้อนเชื้อแต่ละรุ่นต้องใช้เวลาและบ่มก้อนเชื้อกันเป็นเดือนๆเลยค่ะ สั่งวันนี้ จะเอาพรุ่งนี้ไม่มีทาง ต้องสั่งไว้ล่วงหน้าเท่านั้น) โชคดีที่ได้มารู้จักกับชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้านโดยบวกค่าขนส่งในราคาที่ย่อมเยาว์มาก นอกจากนั้น "ผักหวาน" ยังได้ความประทับใจในยามที่มีปัญหาหรือมีข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเห็ดหรือการปลูกผัก โทรไปสอบถามทางชมรมฯเมื่อใด ก็จะมีนักวิชาการเกษตร คอยตอบคำถามและให้คำแนะนำเป็นอย่างดีทุกครั้ง

เรื่องการเพาะเห็ดที่เล่ามานี้ เป็นเพียงประสบการณ์ของ "ผักหวาน" เองเท่านั้นนะคะ สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการเพาะเห็ดและอยากจะลองทำดูบ้าง ขอแนะนำให้ไปอบรมกับโครงการลูกพระดาบส ที่สมุทรปราการเพื่อจะได้ทราบถึงข้อมูลทางวิชาการครบถ้วนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ กับหลักสูตร "การเพาะเลี้ยงเห็ดแบบครบวงจร" ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายในการอบรม นอกจากค่าที่พักเล็กน้อยเท่านั้น

ในแต่ละปีจะเปิดอบรม 24 รุ่น โดยแบ่งเป็นเดือนละ 2 รุ่น รุ่นละ 40 คน ระยะเวลาการอบรม 5 วัน 4 คืน (เริ่มทุกวันพุธ จบวันอาทิตย์) ซึ่งในปีนี้ ยังเหลือโปรแกรมให้อบรมกันอีกหลายเดือน โดยมีรายละเอียดการอบรมดังนี้

  • วันแรก พิธีเปิดการอบรม และบรรยายเรื่อง "ทฤษฏีการเพาะเลี้ยงเห็ด"
  • วันที่สอง ช่วงเช้า สาธิตการทำวุ้นพีดีเอ และการนึ่งข้าวฟ่าง
  • ช่วงบ่าย สาธิตการทำก้อนเห็ด
  • วันที่สาม ช่วงเช้า สาธิตการหยอดเชื้อ ตัดถ่ายเนื้อเยื่อจากดอกสู่วุ้น, วุ้นสู่วุ้น และวุ้นสู่ข้าวฟ่างเพื่อขยายพันธุ์เห็ด
  • ช่วงบ่าย สาธิตการทำก้อนเห็ด ด้วยวิธีรีไซเคิล และศึกษาดูงานเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเห็ด
  • วันที่สี่ ช่วงเช้า สาธิตการแปรรูปอาหารจากเห็ด
  • ช่วงบ่าย สาธิตการเปิดดอกเห็ดฟาง ด้วยวิธีรีไซเคิล
  • วันที่ห้า ช่วงเช้า บรรยายเรื่อง "โรคและแมลงศัตรูเห็ด" และสรุปผลการอบรม
  • ช่วงบ่าย มอบใบประกาศ แจกก้อนเห็ด และพิธีปิดการอบรม

คุณผู้อ่านท่านใดสนใจ ลองสอบถามและจองวันอบรมได้ที่ : โครงการลูกพระดาบส สมุทรปราการตามพระราชดำริ เลขที่ 89 ม.14 ซ.เทศบาลบางปู 119 ถ.สุขุมวิท ต. บางปลา อ. บางพลี จ. สมุทรปราการ 10540 โทรศัพท์ : 08-6428-4055 (วราพร พี่งสาย)

หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ มูลนิธิพระดาบส http://phradabos.or.th/ และเว็บไซต์ โครงการลูกพระดาบส สุมทรปราการตามพระราชดำริ http://lukphradabos.org/

การรับประทานเห็ด นอกจากจะนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนูแล้ว เห็ดยังมีคุณค่าทางอาหารและยาที่น่าสนใจอีกด้วย ฉบับหน้าจึงต้องขออนุญาตว่ากันต่ออีกสักฉบับด้วยเรื่องการแปรรูปเห็ดและคุณค่าของเห็ดแต่ละชนิด ทั้งคุณค่าทางโภชนาการและคุณค่าในทางยา โปรดติดตามนะคะ