เดินตามคนอื่น

คิดเห็นประเด็นข่าว

คติชาวเยอรมัน "เงิน" เป็นเรื่องที่ต้องเก็บเงียบ ถือความมัธยัสถ์เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ในเยอรมนีจึงไม่มีใครชอบอวดร่ำอวดรวยตรงข้ามวิถีมหาเศรษฐีชาวอเมริกันและอังกฤษ ซึ่งใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณะทุกเมืองมีพิพิธภัณฑ์ ศูนย์วิจัยการแพทย์ หรือคณะต่างๆในมหาวิทยาลัยที่ตั้งชื่อตามผู้บริจาคเงินสนับสนุน แม้แต่สองมหาเศรษฐีชาวอเมริกันติดอันดับโลกอย่าง วอเรน บัฟเฟตต์ ก็ออกงานและแถลงข่าวบ่อย บิลล์ เกตส์ ก็เดินสายลุยงานการกุศลไปทั่วโลก

ตรงข้ามกับ คาร์ล อัลเบรคต์ มหาเศรษฐีวัย 94 ผู้ร่ำรวยที่สุดในเยอรมนี รวยติดอันดับ 4 ของยุโรปและติดโผมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 25 เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า ALdi หนึ่งในเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขาเพิ่งถึงแก่กรรมอย่างเงียบและจัดงานศพอย่างเรียบง่ายจนคนภายนอกแทบไม่รู้ จากการเปิดเผยของคนสนิททำให้รับทราบความเป็นจริงว่า ชายผู้ร่ำรวยที่สุดของประเทศใช้ชีวิตประหยัดเข้าขั้น แม้แต่ดินสอสักแท่งต้องใช้จนแทบไม่เหลือให้จับ ทำธุรกิจแบบลดต้นทุนต่ำเพื่อให้ขายของได้ในราคาถูก ขนาดพนักงานระดับผู้จัดการยังไม่ให้มีโทรศัพท์ส่วนตัว เวลามีงานด่วนให้ใช้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ใกล้ๆแทน

ขณะที่ ซูซาน คลัตเทน ลูกสาวของ เฮอร์เบิร์ต คว้านดต์ นักธุรกิจที่ทำให้รถBMW ยิ่งใหญ่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตัวซูซานรวยติดอันดับ 44 ของโลก แต่ทำตัวเงียบๆเคยใช้ชื่อปลอมเป็นเด็กฝึกงานที่โรงงานของตัวเองแม้แต่ชายคนรักยังไม่รู้ความจริง คุณเธอต้องการจะเรียนรู้ว่าเขารักเธอที่ตัวไม่ใช่รักที่เงิน

ผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ตีพิมพ์ลงในวารสารฟรอนเทียรส์ อิน ฮิวแมนนูโรไซน์ วารสารเกี่ยวกับระบบประสาทของมนุษย์เมื่อเร็วๆนี้ ทำการวิเคราะห์สมองของเนย์มาร์ นักฟุตบอลทีมชาติบราซิลชื่อดังวัย 22 ปี พบว่า กิจกรรมในสมองของเนย์มาร์ขณะที่กำลังเลี้ยงลูกหลบผ่านคู่ต่อสู้คิดเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ของกิจกรรมในสมองของนักฟุตบอลสมัครเล่นเท่านั้นเปรียบได้กับเครื่องบินที่บินด้วยระบบควบคุมการบินอัตโนมัติ

เออิชิ ไนโตะ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสารแห่งชาติของญี่ปุ่นซึ่งได้ ทำการศึกษาภาพสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กแรงสูง หรือเอ็มอาร์ไอจากสมองของเนยมาร์ ระบุว่า ตัวแปรทางพันธุกรรมและวิธีการฝึกฝนของเนย์มาร์น่าจะมีส่วนทำให้ได้ผลลัพธ์ดังกล่าวและผลทดสอบครั้งนี้ทำให้ได้หลักฐานที่สรุปได้ว่า สมองของเนย์มาร์ในส่วนที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวดึงเอาพลังงานมาใช้อย่างจำกัด ทำให้สมองลดภาระลง ช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนไหวได้ซับซ้อนมากขึ้นและเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยวิธีการเล่นหลายๆแบบได้ ไนโตะบอกว่า หากนำนักฟุตบอลพรสวรรค์อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด นักเตะจากรีลมาดริด และ ลิโอเนล เมสซี่ จากสโมสรบาร์เซโลน่ามาทำการทดสอบแบบเดียวกัน ผลที่ได้อาจไม่ต่างกันมากนัก ทั้งนี้ในการทดสอบไนโตะได้นำนักฟุตบอลดิวิชั่น 2 ในศึกลาลีกา ของสเปนอีก 3 คน รวมถึงนักว่ายน้ำชั้นแนวหน้าอีก 2 คนมาเข้าร่วมในการวิเคราะห์ด้วย

นาโอมิ แคมป์เบล ซูเปอร์โมเดลผิวสีชาวอังกฤษ แม้จะอยู่ในวัยสี่สิบเศษแต่งานยังล้นมือเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เธอได้รับแรงบันดาลใจจาก เนลสัน แมนเดลา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งแอฟริกาใต้ผู้ล่วงลับไปเมื่อปลายปีก่อน เป็นงานที่เธอจะทำอย่างเต็มที่คือการรณรงค์ต่อสู้กับการเหยียดผิวสีในวงการนางแบบเพื่อช่วยผลักดันให้เด็กสาวผิวสีมีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการนี้มากขึ้น เธอได้ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเข้ามาเป็นนางแบบน้องใหม่ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ว่าช่วงนั้นมีนางแบบผิวสีปรากฏโฉมบนรันเวย์บนแคตวอล์คมากกว่าตอนนี้ซึ่งกลายเป็นยุคที่นางแบบผิวสีหาที่ยืนในวงการได้ยากขึ้นกว่าเดิม นาโอมิบอกว่าอุปสรรคปัญหาของวันนี้อยู่ที่แคสติ้งไดเร็คเตอร์ผู้รับผิดชอบในการคัดเลือกนางแบบซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลล้นเหลือ กระทั่งทำให้นางแบบรุ่นใหม่รู้สึกว่าคือผู้กำชะตาชีวิตของพวกเธอ ซูเปอร์โมเดลระดับโลกกล่าวว่า ในยุคของเธอถ้าถูกปฏิเสธไม่ได้งาน เธอก็ยังสามารถหาทางอื่นได้เสมอ แต่สมัยนี้ต่างกันมาก พวกนางแบบเด็กๆจะกลัวไม่กล้าพูดเพราะรู้ดีว่าขืนพูดอะไรออกไปพวกเธอก็จะไม่มีทางได้งาน ดังนั้น พวกเราจึงต้องพูดแทนพวกเธอ นาโอมิยังได้แสดงความชื่นชมดีไซเนอร์ชื่อดังของยุโรป อาทิ อิฟ แซงต์ โลลองต์ จีอันนี เวอร์ซาเช่ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด และ อัซซาดีน อัลโลย่า ว่าเป็นผู้ให้โอกาสและการสนับสนุนนางแบบผิวสีอย่างเธอดีมาก และเมื่อเธอโชคดีแล้วมันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องช่วยสนับสนุนนางแบบสาวพวกนี้ นาโอมิเชื่อว่าผู้คนสมัยในยุคปัจจุบันมีการรับรู้ถึงปัญหาต่างๆมากกว่าสมัยก่อน จึงพบว่าการเหยียดผิวมีอยู่จริงทั้งในโลกและในโซเชียลมีเดีย และเราไม่สามารถจะหลีกหนีปัญหาได้อย่างที่เราทำกันเมื่อก่อนแล้ว

ขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านการใช้ความรุนแรงในทุกระดับ ตั้งแต่เยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งจะกลายเป็นอนาคตของชาติ ในการสัมมนานโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเชิญ ดร.สายสุรี จุติกุล ประธานคณะอนุกรรมการประสานการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนมาเปิดเผยบนเวทีทำให้รับทราบความเป็นจริงว่า ข้อมูลสากลที่ได้จากงานวิจัยในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีข้อค้นพบว่า ความรุนแรงในเด็กมีแต่จะสร้างผลเสียในชีวิตของเขาตั้งแต่ระดับสติปัญญาและพัฒนาการด้านอื่นๆจะล่าช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป จนเมื่อเติบโตขึ้นเด็กเหล่านี้ก็จะไปก่อความรุนแรงให้ผู้อื่นในสังคมต่อไป จากการศึกษาวิจัยกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในช่วงวัยกำลังเรียน รวมถึงเด็กที่อยู่ในการดูแลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก ครู ผู้ปกครองกลุ่มตัวอย่างราว 4 หมื่นคนเป็นเวลา 10 ปี ทำให้ได้ภาพรวมว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็ก มีผู้ใหญ่ และเด็กด้วยกันเองเป็นผู้กระทำ ในส่วนความรุนแรงทางกายได้แก่ การตบหัว ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ เกิดทุกวัน ทุกเวลา ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าเรื่องความรุนแรงทางกายนี้ทั้งผู้ปกครองและครูมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั้งที่เรื่องแบบนี้ไม่ควรเป็นเรื่องธรรมดา

ด้านความรุนแรงทางวาจา ได้แก่การล้อเลียนให้ได้อาย ด่าว่า ใส่ร้ายกล่าวหาข่มขู่ บางกรณีเกิดจากความไม่รู้ของผู้ใหญ่ที่พูดเรื่องเปรียบเทียบเด็กว่าโง่จริงไม่เห็นเหมือนพี่เธอ ประโยคนี้ผู้ใหญ่อาจไม่คิดอะไร แต่เด็กจะสะเทือนใจจนเก็บมาเป็นปมด้อยทำให้โตขึ้นกลายเป็นคนขี้โม้ ฉะนั้นผู้ใหญ่และครูจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ เลี้ยงดูและสอนด้วยการให้กำลังใจ พูดกับเด็กในเชิงบวกจะดีที่สุด สำหรับความรุนแรงทางเพศ ปัญหาที่พบมีตั้งแต่การถ่ายภาพโป๊ บังคับลูบคลำอวัยวะเพศ ก้น และหน้าอก ใช้เงินหรือสิ่งของล่อลวงให้ร่วมเพศด้วย ถ่ายรูปหรือคลิปวิดีโอขณะรุมโทรมทางเพศ ซึ่งเด็กหลายคนเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเขาประสบกับความเลวร้ายเหล่านี้จากคนในบ้าน และครู จากการศึกษาพบว่าเมื่อเด็กถูกกระทำความรุนแรงทางเพศแล้วคนแรกที่เขาจะพูดด้วยคือเพื่อน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่งานวิจัยระบุว่าเด็กจะบอกพ่อน้อยที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นบทบาทพ่อของสังคมไทยว่ามีปัญหา

ดร.สายสุรียังระบุว่า เด็กๆอยากให้ผู้ใหญ่พูดดีๆกับเขา พูดให้กำลังใจ เข้าใจเหตุที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้เพื่อช่วยเหลือเขาขณะเดียวกันเด็กๆก็ต้องการเรียนรู้ความรับผิดชอบและรู้จักการดูแลตนเอง ไม่ใช่รอผู้ใหญ่ให้การตามใจ คำพูดที่เด็กไม่ชอบที่สุดจากพ่อแม่ ครู ได้แก่ ควาย อีควาย สมองหมาปัญญาควาย ลูกบ้าลูกเลว ตัวซวย ไม่น่ามีลูกเป็นแกเลย ไม่เก่งไม่ดีเหมือนลูกคนอื่น เหล่านี้เป็นคำแสลงใจของเด็ก แค่เพียงพ่อแม่ถามลูกว่าหิวไหมลูก แค่นี้เด็กก็ตื้นตันใจแล้ว เพราะเด็กมีความอ่อนไหวและคิดเยอะกว่าที่ผู้ใหญ่คิด ฉะนั้นต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่กับคำพูดที่จะสะเทือนใจเด็ก ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนสุภาษิตมาเป็น "รักวัวให้ผูกรักลูกให้กอด"

วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี กำหนดให้เป็นวันเยาวชนของชาติ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ไทยสองพระองค์ผู้เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชสมภพในวันที่ 20 กันยายน ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้ใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของกลุ่มคนที่จะเป็นอนาคตของชาติกลุ่มนี้อย่างหลากหลาย

บางทีเรื่องง่ายๆและทำได้ทันทีในวันนี้ก็คือ การเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และบุคคลที่มีส่วนชี้นำสังคม เพราะสุภาษิตที่ว่า "เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด" ยังคงเป็นข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้ในประเทศนี้เสมอ จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบผิดๆ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในหลายกรณี ดังนั้น เมื่อเด็กทำผิดหรือพลาดพลั้งจากการกระทำเหล่านั้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สังคมจึงสมควรให้โอกาสในการเปลี่ยนชีวิตใหม่อย่างถูกต้องและเหมาะสม บนรากฐานที่ว่า ไม่มีใครอยากเป็นคนเลว