ชีวิต หนีน้ำ ท่วม ของคนกรุงเทพฯ ที่หัวหิน

บันทึกรายปักษ์

บันทึกครั้งนี้ เขียนที่ หัวหินค่ะ ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้อพยพของคนนับหมื่นหรือนับแสน ที่ต้องทิ้งบ้านอันเป็นที่รัก หนีน้ำมาพักพิงที่เมือง หัวหิน

มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน มากมาย อย่างที่คาดไม่ถึง

ศัพท์แสงที่เราจะได้ยินจนคุ้นหู ในช่วงน้ำท่วมคือ แนวคันกั้นน้ำ ผู้ประสบภัย ศูนย์พักพิง พื้นที่ เฝ้าระวัง เตรียมขนของขึ้นที่สูง จนถึงการประกาศให้อพยพ และคันกั้นน้ำ ในโครงการพระราชดำริ แก้มลิง คลองลัดโพธิ์ฯลฯ ซึ่งเป็นเพราะ พระมหากรุณาธิคุณ และ พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่ง...ถ้านักการเมือง ผู้บริหารประเทศ และ ประชาชน จะให้ความสนใจ ฟังพระราชกระแสและตระหนักในแนวพระราชดำริ ที่ทรงมีมานานในการบริหารการจัดการเรื่องน้ำของประเทศ มานานนับเป็นยี่สิบปี บ้านเมืองเราคงไม่มาถึงจุดนี้

และขณะนี้เราก็จะอยู่ในช่วงวัวหายล้อมคอก เหมือนเฉกเช่นเรื่องอื่นๆที่เคยเป็นมา มีการตั้งคณะกรรมการมากมาย ที่ไม่อยากจะไปสนใจจดจำชื่อ มาบริหารจัดการน้ำ และก็เอาไม่อยู่

น้ำท่วมครั้งนี้ เชื่อว่า ทำให้เคนกรุงเทพฯรู้จักพื้นที่โดยรอบของกรุงเทพมหานครมากขึ้นว่า ที่เขาเรียกกันว่า คันกั้นน้ำ คือ ถนนสายต่างๆนั่นเอง ถนนไหน จะตัดกันตรงไหน ตรงไหนมีคลอง ตรงไหนมีสำนักระบายน้ำ ตรงไหนมีแก้มลิง

นอกจากนี้ ยังทำให้เรารู้จักถนนหนทางเส้นทางการเดินทาง จากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดใกล้เคียงกันมากขึ้นด้วย

น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เรารู้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นคนดีมีน้ำใจ ภาพการช่วยเหลือแบบคนไทยไม่ทิ้งกัน ทำให้รู้สึกว่า เรายังมีความหวังในการฟื้นฟูประเทศ หลังน้ำลด

น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพของการให้ความช่วยเหลือของคนในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจเอกชน ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ และภาพของวงการบันเทิง ที่ทำตัวสมกับเป็นคนของประชาชาชน อย่างที่ บอกกันว่า คนไทยไม่ทิ้งกัน เป็นกำลังใจ เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจ ของผู้ประสบภัยได้มากทีเดียว แม้ว่าการช่วยเหลือจะไม่สามารถไปถึงมือของทุกคนได้ ผู้เขียนขอแสดงความนับถือ และขอบคุณแทนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากใจจริงๆ

สื่อมวลชน เป็นอีกส่วนที่ได้ให้การช่วยเหลือประชาชน อย่างไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทั้งทำหน้าที่เสนอข่าวสาร ให้ความรู้ เตือนภัย และยังเป็นสื่อกลางนำพาของบริจาคจากประชาชน ไปถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างน่าชมเชย ไม่ว่าจะเป็นช่องไทยพีบีเอสที่ให้ความรู้ในการอยู่กับน้ำ การเรียนรู้ต่างๆได้อย่างดีเยี่ยมให้ความรู้ต่างๆกับผู้ชม ได้อย่างครบรอบด้าน ไม่เสียดายเงินภาษี ที่ต้องจ่ายไปเพื่อสถานีช่องนี้เลย ต้องขอบคุณผู้บริหารรุ่นใหม่ ไฟแรงไว้ตรงนี้และขอให้รักษาความดีนี้ไปนานๆ

ช่อง 3 ครอบครัวข่าวสาม โดยเฉพาะกับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ก็ทำตัวมากกว่าเป็นสื่อมวลชน ในการให้ความช่วยเหลือลงพื้นที่ อย่างไม่รูเหน็ดเหนื่อย อยากจะบอกว่า ทำงานหนักมากกว่า ส.ส. ที่เราได้เลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนเราเยอะเลย ขอบคุณ และขอบคุณ

สื่อช่องอื่นๆ ก็ไม่แพ้กันทุกช่อง ต่างมีการเปิดรับการบริจาคและน้ำสิ่งของไปช่วยประชาชนกันอย่างแข็งขัน ไม่รู้เหน็ดเหนื่อย 

มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะมาบันทึกไว้ แต่บางครั้งการมีมุมมองที่แตกต่างกัน ก็อาจจะถูกมองว่า สร้างความแตกแยก

ผู้เขียนก็ขอมาเขียนถึงเรื่อง การใช้ชีวิต แบบผู้อพยพ ที่หัวหินดีกว่า

มีหลากหลายเหตุผล ที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจ "ย้ายเดี่ยว" มาอยู่ในสถานที่ ที่ปกติ จะมาพักค้างก็ไม่เกินสามสี่วัน แต่ครั้งนี้ แตกต่างกัน คือย้ายของมาแบบคนขี้กลัว แบบตั้งใจมาอยู่เป็นเดือน ทำงานอิสระค่ะ ก็เลยคิดว่า ไม่เอาแล้ว พักงานไปชั่วครวเลยดีกว่า

เหตุผลแรก ที่ตั้งใจอพยพ คือ เป็นคนขี้กลัว กลัวจะลำบาก สิ่งหนึ่งที่รู้สึกเลยว่า เราไม่สามารถพึ่งใครได้ ในภาวะวิกฤติ ที่เพื่อนพ้องคนรอบตัว รวมไปถึงพี่น้องในครอบครัว ประสบปัญหาพร้อมกัน และมองเห็นว่า ปัญหาของการอยู่กับน้ำในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต การเดินทางไปทำงาน การที่เราไม่สามารถใช้รถส่วนตัวได้ และไม่มีรถประจำทาง

เรื่องของอาหารการกิน น้ำดื่ม เมื่อน้ำท่วม การจะออกไปจับจ่ายซื้อสินค้า ซื้อข้าวปลาอาหารมารับประทาน มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเห็นจากการที่ไปหาซื้อข้าวของไปบริจาคหลายอย่างหาซื้อไม่ได้ ก็กลัวมาก ยิ่งเฉพาะ น้ำดื่ม ก็ยิ่งจะหายาก

พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมไว้ให้รู้จักพึ่งตนเอง และจะประเสิรฐมาก หากเราสามารถให้คนอื่นพึ่งเราได้

การพึ่งตนเอง ก็เริ่มจากการหาที่อยู่ศัย ดังที่ได้เขียนถึงไปแล้วเมื่อฉบับก่อน

ที่คอนโดมิเนี่ยมที่มาอาศัยอยู่ มีผู้อพยพมาอาศัยอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว บ้างมาตั้งแต่น้ำยังไม่ถึง บ้านเหมือนผู้เขียน บ้างก็มาเมื่อน้ำถึงอกแล้ว สอบถามดูกับนิติบุคคลของตึก ก็ทำให้ทราบว่า มีคนหนีน้ำเข้ามาพัก เกือบเต็ม

มาถึงในวันแรก ว่าจะซื้อน้ำดื่มที่ร้านในคอนโดฯที่แพ็คเป็นโหล แบบบรรจุขวดเล็กทั่วไปไม่อยากจะเชื่อว่า เขาขายอยู่ที่แพ็คละหนึ่งร้อยบาท เข้าไปในตลาดหัวหิน ตามร้านสะดวกซื้อ ก็ใช่ว่าจะหาซื้อน้ำดื่มได้ง่าย เพราะไม่มีจำหน่าย เหตุจากชาวกรุงเทพฯ ที่ตื่นกลัวมีไม่น้อย ที่ขับรถจากกรุงเทพฯ มาซื้อข้าวของ อาหาร และน้ำดื่ม เอาไปกักตุนไว้ที่กรุงเทพฯ ผู้เขียน เลยตัดสินใจ ต้มน้ำดื่มดีกว่า เพราะมี เครื่องกรองน้ำมาด้วย ส่วนคนอื่นๆเท่าที่เห็น ช่วงเย็น เราจะเห็นคนหิ้ว ขวดน้ำดื่มไปรองน้ำจากเครื่องกรองน้ำประปาในเทศบาลหัวหินที่มีหลายจุด

แต่แล้วก็โชคดี เมื่อมีเพื่อนของผู้เขียน หนีน้ำตามาอยู่ใกล้ๆกัน ในวันต่อมา ที่สำคัญ เป็นครอบครัวประเภทเศรษฐีใหญ่ ที่มีบ้านอยู่ที่ เชอราตัน บลูลากูน และมีเครื่องกรองน้ำระบบยูวี ผู้เขียนเลยได้ ไปอาศัยขอน้ำสะอาดๆไว้ดื่ม อยู่หลายวัน ตอนนี้เพื่อนก็กลับไปรอน้ำอยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว เพราะอยู่มาสองอาทิตย์ น้องน้ำมาเสียที ขอบคุณเพื่อนไว้ตรงนี้

ขอบคุณน้องมา ศิริมา อริยะชัยพาณิชย์ ที่แวะมา พักผ่อนที่หัวหิน เชิญชวนผู้เขียน ให้ไปร่วมรับประทานมื้อเช้า ที่โรงแรมอานันตะรา ก็ทำให้ได้เจอกับคุณแอนดรูวส์ บิ๊ก ที่แวะมาพักเหมือนกัน

และก็ทำให้เราได้เก็บภาพสวยๆ บรรยากาศดี มาฝากกัน

ที่หัวหิน รถติดมากทุกวัน เนื่องจาก นกรุงเทพฯ ที่ย้ายอพยพมาอยู่กัน ยิ่งช่วงเย็นๆ ที่คนออกมาจับจ่ายซื้อของ รถจะติดย่านมาร์เก็ตเพลส ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่า การจราจรของที่นั่นวางแผนได้ไม่ดี การไม่อนุญาตให้กลับรถในที่ที่ควรกลับ ยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น จนทำให้ผู้เขียนมิอาจจะเข้าเมืองไปสู้กับรถติดได้ โชคดีที่มีตลาดนัดอยู่ใกล้ๆที่พัก เลยสามารถซื้ออาหารสดมาทำทานได้ทุกวัน

และความจริงในตัวเมืองหัวหิน มีซูเปอร์มาร์เก็ตของคนในท้องถิ่นมากมายหลายแห่งที่มีของขายไม่แพ้ห้างสรรพสินค้าข้ามชาติ เพียงแต่ต้องรู้จักถามและเสาะแสวงหา ก็จะเจอ ที่ซื้อข้าวของแบบไม่ต้องแก่งแย่งกับใคร

การมาอยู่หัวหินครั้งนี้ ก็เลยทำให้รู้จักหัวหินมากขึ้น จากการตระเวนขับรถ ไปดูโน่นนี่ (เพื่อหาข้อมูลมาเขียนเอาตัวรอดไปก่อนน่ะค่ะไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีเรื่องส่ง) มีโอกาสไปร่วมทำบุญ ในการทอดกฐินของวัดบ่อฝ้าย ที่อยู่หัวหิน ซอยหก ใกล้ๆที่พัก เป็นวัดใหญ่ ที่มีบ่อปลา ที่ปลาตัวใหญ่มาก วันนั้นยังได้ดูการแสดงของเด็กๆ ในงาน

ได้ขับรถลึกเข้าไป จนถึง กอซอ รีสอร์ท ไม่ได้อยู่ด้านทะเล ที่มีบรรยากาศแบบป่าเขา นึกว่าอยู่ที่ราชบุรี หรือ มวกเหล็ก ไปโน่นแปลกไปจากที่พักริมทะเลที่อื่น เปิดได้ไม่นาน สวยงามน่าพักดี เปิดได้ไม่ถึงสองปี

ได้แวะไปเยี่ยม อ.ทวี เกษางาม ที่หมู่บ้านศิลปิน มีคนกรุงเทพฯพาลูกหลาน ไปเรียนศิลปะที่นั่นกันอย่างคึกคัก ทั้งงานปั้น งานวาด ทำให้เด็กๆ หายคิดถึงบ้านได้ไม่น้อย

และผู้เขียนก็โชคดีจัง ได้กินพิซซ่าอร่อย ที่ไปออกร้านชื่อโอเค พิซซ่า ของคู่สามีภรยา น้องติ่ง ศักดิ์สิทธิ์ อุ่นจิตร์ และน้องนิ่ม กุลธิดา ศรีปน สองสามีภรรยาที่ไปพบรักกันที่อิตาลี โดยน้องติ่งเป็นเชฟ ให้ท่านฑูตที่นั่น กว่าเจ็ดปี กลับมา เปิดร้านพิซซ่าเล็กๆที่หัวหิน แถวถนนอ่างน้ำ-สวนลิง หรือถนนสายขึ้นไปยังเขาหินเหล็กไฟ ซอยชมสินธุ์ ซอย 8 ไปไม่ถูก โทรหาน้องเขาได้ ที่ 085 9108998 น้องเขา นวดแป้งเอง ทำซอสเอง อร่อยมาก ตอนนี้ย้ายเตาขึ้นไปบนทำพิซซ่าบน หมู่บ้านศิลปิน ทุกเสาร์ อาทิตย์ เพราะอาจารย์ทวี คะยั้นคะยอให้ขึ้นไปขาย โดยขายถาดละ 99 บาท น้องติ่งแอบกระซิบว่า ราคานี้เป็นแบบยั้งมือเรื่องเครื่องปรุงเล็กน้อย แต่จะสั่งแบบจัดเต็มก็ได้ ราคาสูงกว่านี้ เท่าที่ได้ทานในราคานี้ก็อร่อยสมราคาแล้ว

หมู่บ้านศิลปินช่วงนี้จนถึงสิ้นปีเลย ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่บ่ายสองจนถึงห้าโมงเย็น จะมีวงดนตรี ขึ้นไปแสดงให้ฟังด้วย นั่งทานพิซซ่า ชมงานศิลปะ ฟังเพลงแจ๊สเพราะๆ ก็ทำให้รู้สึกรื่นรมย์มากเลยค่ะ ทำให้ลืมเรื่องทุกข์ร้อนเกี่ยวกับน้ำท่วมไปได้มากทีเดียว

อาจารย์ทวี ยังเชิญผู้เขียนไปร่วมงานทำบุญเลี้ยงพระ การต่อเติมสตูดิโอล่าสุดของครูนาง ภรรยา ในวันลอยกระทง โดยมีเพื่อนพ้องลูกศิษย์ลูกหาขนข้าวปลาอาหารไปร่วมด้วยช่วยกันเยอะทีเดียว ซึ่งนอกจากจะได้ร่วมถวายเพล และสังฆทานแล้ว วันนั้นซึ่งตรงกับวันลอยกระทง ผู้เขียนก็ยังมีโอกาสได้ลงมือทำกระทงด้วยต้นกล้วย ใบตอง และดอกไม้สด เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยมี ครูนาง กับคุณสารภี เป็นอาจารย์สอนให้ มีชาวต่างชาติ ที่ให้ความสนใจในเทศกาลลอยกระทง มาร่วมทำกระทงกันมากมาย รวมไปถึงเด็กๆที่ขึ้นมาเรียนวาดรูป แต่ครูนาง อยากจะให้เด็กๆได้ทำกระทงมากกว่า ซึ่งเด็กๆก็ให้ความสนใจ สนุกไม่น้อยกับการทำกระทงด้วยตนเอง

ผู้เขียนเอง ก็สามารถนั่งทำกระทง จนเสร็จ แต่ออกจะเป็นกระทงหลงทางเล็กน้อย ไม่กล้าให้ใครเห็น อายค่ะ แต่มีบรรยากาศ ในการลงมือทำกระทงครั้งนี้มาฝากกัน นอกจากการทำกระทง ผู้เขียนก็ใช้เวลาที่มี ไปเรียนการเขียนรูป เพราะที่หมู่บ้านศิลปิน มีคอร์สการเรียนวาดภาพสีน้ำ

การอยู่ที่หัวหินนานๆ ก็ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ยามเช้า พระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ที่สวยงามมากกว่าที่กรุงเทพฯเก็บมาให้ได้ชมกันด้วยค่ะ ได้ใช้เวลา เขาไปเดินเล่น ออกกำลังกายในสวนสุขภาพที่อยู่ในเขตพระราชฐาน ของวังไกลกังวล การได้เข้าเดินเล่นที่นั่น ทำให้รู้สึกเหมือนมีพระบารมี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปกเกล้าปกกระหม่อม

การที่จะเข้าไปใช้สวนสุขภาพในเขตพระราชฐานของวังไกลกังวลนั้น เข้าได้ทางด้านติดกับสำนักพระราชวัง โดยจะต้องแลกบัตรประชาชน ห้ามนำกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ มือถือ สัตว์เลี้ยงเข้าไปด้านใน โดยช่วงเช้าเปิดให้เข้าไปได้ ตอนหกโมงเช้า ถึง เก้าโมงเช้า ช่วงเย็นเปิดให้เข้าไปได้ตั้งแต่สี่โมงเย็น ถึง หนึ่งทุ่ม ช่วงเย็นๆ เราจะเห็น ผู้คนเข้าออกกำลังกายกันไม่น้อย โดยมีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

พูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย สองวันก่อน ผู้เขียนก็ได้เจอกับ ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ลินดา คร์อส ที่หนีน้ำไปอยู่คอนโดที่ชะอำ พากันขี่จักรยาน มาถึงที่หัวหิน ช่วงนี้ ก้อง มาใช้ชีวิตอยู่ที่ชะอำ เวลาไปถ่ายละคร ก็จะมีรถตู้มารับส่ง เวลาว่างก็ขี่จักรยานไปทั่ว บางวันขี่กันสี่ห้าสิบกิโลเมตร

สถานที่ยอดนิยมของหัวหินวันนี้ นอกจากเพลินวานที่ใครๆต้องไปแวะกันแล้ว ก็ยังมี สวนศรี หรือ ซิคาด้า ตลาดกลางคืน ของคนรักศิลปะ เป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่ง ซึ่งปัจจุบันพัฒนา ขึ้นมามาก มีคนหนุ่มสาว ประดิษฐ์งานศิลปะ น่าซื้อหามาเป็นเจ้าของไปวางขายกันมากมาย มีร้านอาหารจานด่วน มีงานศิลปะให้ชม มีการแสดงดนตรี มีโขนให้ดู รื่นรมย์มากกับการไปเดินเล่น ได้เจอเด็กๆกลุ่มใหญ่ รวมตัวกันแสดงการเต้นแบบบีบอย ที่มากไปด้วยความสามารถ และใช้ทักษะไม่น้อย ผู้เขียนไปยืนดูด้วยความทึ่งของน้องกลุ่มนี้อยู่นาน เป็นการแสดงเปิดหมวก ที่มีคนเอาสตางค์ไปใส่ให้ในหมวก ไม่ขาดเลย เพลิดเพลินไม่น้อยกับการไปเดินเล่นที่ สวนศรี เรียกว่า ทั้งหมด เป็นข้อดีของการเป็นคนอพยพหนีน้ำอุทกภัยครั้งนี้

ในฐานะผู้อพยพ ก็ได้แต่ติดตามข่าวคราว ของกระแสน้ำที่ไหลบ่ามาท่วมบ้านเรือน พี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกคนก้าวข้ามผ่านความทุกข์ยากครั้งนี้ไปโดยเร็ว และก็อย่าได้มีเหตุการณ์ดที่จะมาซ้ำเติม ความทุกข์ให้มากขึ้นกว่านี้เลย ผู้เขียนก็คิดถึงบ้านไม่น้อย แต่ดูสถานการณ์ ข้อมูลหลายทางมากจนไม่รู้จะเชื่อใครดี ก็เลยตัดสินใจที่จะยังไม่กลับกรุงเทพฯ จนกว่ามั่นใจ

พระคุ้มครองทุกท่านด้วยค่ะ