รัฐประหาร

ประชาธิปก ปร.

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24มิถุนายน พ.ศ. 2475ในระยะแรก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประนีประนอมกับคณะราษฎร์เป็นอย่างดี แต่ชั่วระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ความยุ่งยากทางการเมืองก็บังเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเห็นเกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) มันสมองของคณะราษฎร์ร่างขึ้นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2475และปลายเดือนนั้นเองมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพกอาวุธปืนเข้าไปในรัฐสภาก่อให้เกิดความอลเวงในที่ประชุม จนกระทั่งพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เมื่อวันที่ 1เมษายน พ.ศ. 2476 ในวันรุ่งขึ้นได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ เพื่อปราบปรามและลงโทษผู้ทำการสนับสนุนส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์ ในเดือนเดียวกันนั้นเอง หลวงประดิษฐ์มนูธรรมต้องเดินทางออกนอกประเทศไปพำนักในฝรั่งเศส

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับคณะราษฎร์ได้เป็นไปอย่างเปิดเผย สร้างความไม่พอใจแก่คณะผู้ก่อการบางกลุ่มเป็นอย่างมาก ในอีก2เดือนต่อมา ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับอยู่ที่พระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทหารชั้นหัวหน้าผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นำโดย พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 และเพื่อมิให้เกิดการปะทะนองเลือดขึ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ยินยอมกราบบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ และเดินทางไปพำนักอยู่ที่ปีนัง นับเป็นการรัฐประหารครั้งแรกในสมัยการปกครองประชาธิปไตย วันรุ่งขึ้น พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผลให้คณะราษฎร์ได้อำนาจกลับคืนมา ได้จัดให้ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เดินทางกลับมาเมืองไทยในเดือนกันยายน ศกเดียวกัน อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลด้วย

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เคยประทานสัมภาษณ์แก่คณะกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการต่อต้านคณะปฏิวัติว่า "ในหลวงมีรับสั่งไม่ให้ยุ่ง ตอนนั้นเจ้านายถูกจับกันมาก ขืนรบกับพวกที่ถูกจับอยู่แล้วก็ต้องตายก่อน นองเลือดกันเปล่าๆ ถ้าจะให้คนอื่นตายแล้วหนีเอาตัวรอดท่านไม่เอา เมื่อกรมพระกำแพงฯ ขึ้นไปกราบบังคมทูลเหตุการณ์ ในหลวงรับสั่งว่า รบกันไม่มีประโยชน์ มารู้เอาตอนที่กลับมาแล้วว่าพวกมหาดเล็กทุกคนขังตัวเองหมด มีทหารปืนใหญ่ที่อยู่ในบังคับบัญชาของในหลวง ก็ได้รับคำสั่งให้ไปประจำเสียที่เขาพระบาท ถึงแม้แต่พระองค์เจ้าบวรเดช ในหลวงก็เคยรับสั่งห้ามว่า ไม่ให้ทำอะไรเป็นอันขาด ขึ้นชื่อว่าเจ้าละก็ ไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้น ถ้าทำจะยิ่งร้ายใหญ่ ถ้าเผื่อเป็นคนอื่นเขาจะปฏิวัติซ้อนมาชิงอำนาจถวาย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเจ้าทำไม่ได้ ในหลวงทรงเตือนเอาไว้เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้ทรงทราบอะไรจากพระองค์เจ้าบวรเดชอีกว่าจะคิดทำอะไรหรืออย่างไร แต่ผลที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้"

กบฏบวรเดช ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงวิถีกษัตริย์ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในเวลาต่อมา โดยเหตุการณ์หลังจากที่ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทำการรัฐประหารสำเร็จแล้ว อีก4เดือนต่อมา ก็มีทหารและพลเรือนกลุ่มหนึ่ง นำโดย พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์และการดำเนินงานของคณะราษฎรคบคิดกันนำทหารจากภาคกลางและภาคอีสาน เช่น จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี นครสวรรค์ สระบุรี อยุธยา ปราจีนบุรี และราชบุรี มุ่งหน้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 จากนั้นได้เคลื่อนกองทัพโดยขบวนรถไฟเข้ายึดดอนเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของกองอากาศยาน และออกแถลงการณ์ในนามของ คณะกู้บ้านเมือง เรียกร้องให้คณะรัฐบาลลาออกแล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุข ปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง รัฐบาลได้แต่งตั้งให้ พันโท หลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้อำนวยการปราบกบฏ และได้มีการต่อสู้อย่างทรหด กองทหารฝ่ายรัฐบาลสามารถปราบปรามฝ่ายกบฏพ่ายแพ้ลง ในวันที่ 24 ตุลาคม พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ลี้ภัยไปประทับในประเทศอินโดจีน ของฝรั่งเศส

ขณะเกิดเหตุกบฏบวรเดช พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงอยู่ระหว่างแปรพระราชฐานประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล เมื่อทรงทราบข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงสบายพระทัย เพราะไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะให้ผู้ใดอ้างว่าทำอะไรเพื่อราชบัลลังก์ เมื่อ หม่อมเจ้าวิบูลสวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ ราชเลขานุการในพระองค์เข้าเฝ้าฯกราบบังคมทูลขอให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่บางปะอิน มีรับสั่งว่า "ไปทำไมบางปะอิน ไปให้บวรเดชจับหรือ ไม่ไปอยู่นี่แหละ" และได้รับสั่งให้หลวงสุรการไปแจ้งว่า พระองค์ไม่ทรงยอมเข้ากับใครทั้งสองข้างไม่ว่าข้างไหน จะเป็นกลางอยู่เฉยๆ ต่อมาทรงทราบข่าวว่า หลวงพิบูลสงคราม จะส่งรถไฟมาเชิญเสด็จฯกลับ ก็รับสั่งว่า "ยังไม่กลับ" และยังทรงทราบข่าวอีกว่ามีเรือหลวงสุโขทัยออกจากปากน้ำ จึงทรงเกรงว่าจะมาจับเป็นองค์ประกันเหมือนเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ซึ่ง นาวาตรี หลวงศุภชลาศัย เดินทางมาโดยเรือหลวงสุโขทัย ขอพระราชทานเข้าเฝ้าฯเพื่อทูลเกล้าฯถวายกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯกลับกรุงเทพฯ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จฯจากพระตำหนักเปี่ยมสุข ประทับเรือยนต์มุ่งไปทางใต้ ซึ่งห่างไกลจากเหตุการณ์

ทั้งสองพระองค์เสด็จฯไปทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน จึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครโดยทางเรือ กลับมาถึงพระนคร ได้เสด็จฯไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เหตุการณ์ไม่สู้จะดีนัก และดูเหมือนว่าจะมีอะไรรุนแรงมากขึ้นทุกที ระหว่างในหลวงกับรัฐบาล รถถังวิ่งกันเกลื่อน จะเข้ามาเมื่อไรก็ได้

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นว่า "ในหลวง ฉัน และก็หม่อมราชวงศ์สมัครสมานขึ้นไปอยู่บนชั้น3ด้วยกัน รับสั่งว่าถ้าจะมีเรื่องเกิดขึ้น ท่านก็จะยิงพระองค์เอง แล้วให้สมัครเป็นคนยิงฉัน ส่วนสมัครจะทำอะไรกับตัวเองหรือไม่ก็ช่าง แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ร้ายแรงจนถึงกับจะต้องทำอย่างที่รับสั่งไว้"

ตลอดระยะเวลาวิกฤติในช่วงนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพยายามวางพระองค์เป็นกลาง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง คือ การยุบสภาของ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ตอนปลาย พ.ศ.2475ก็ดี กบฏบวรเดช ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476ก็ดีได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาล และคณะราษฎร์ได้ร้าวฉานหนักยิ่งขึ้น เมื่อเสด็จฯกลับมาประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้เวลากับการทรงพระอักษรบ้าง ทรงอ่านหนังสือบ้าง และในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินยังประเทศอังกฤษ เพื่อทรงรับการรักษาพระเนตร

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ มีพระราชดำรัสว่า "ถ้าจะพูดกันไปแล้วในตอนนั้นทางรัฐบาลเขาก็ไม่อยากให้ไปเหมือนกัน แต่ท่านไม่สบายจริง หมอบอกว่าพระเนตรอีกข้างจะบอดอยู่แล้ว ให้เสด็จฯไปทรงรักษาเสีย ก็เลยตัดสินพระทัยไป"

เมื่อจะเสด็จออกจากเมืองไทย โดยมี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯตามเสด็จด้วยเช่นเคยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2476 บรรดาฝ่ายหน้าและฝ่ายในได้ไปกราบบังคมลา ส่งเสด็จที่พระตำหนักจิตรลดา ซึ่งไม่ทราบว่าเวลานั้นจะมีผู้ใดล่วงรู้หรือคิดสักนิดหรือไม่ว่า ครั้งนั้นจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเข้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สุดท้ายแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระองค์แรกแห่งระบอบประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย

บรรดาผู้คน ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ยังจำได้ถึงสายพระเนตรที่ทอดไปยังพระมหาปราสาทพระราชวัง ประหนึ่งเป็นการสั่งลาได้ดี ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้เสด็จพระราชดำเนินกลับมาอีกเลย