"กระแจะ"...เครื่องหอมไทยมากสรรพคุณ

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายสาธารณสุขจังหวัด เครือข่ายการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้าน ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้นำสมุนไพรเด่นประจำถิ่น ของทางภาคกลางและภาคตะวันออก มาโชว์ในงาน มหกรรมการแพทย์แผนไทย ภาคกลางและภาคตะวันออก 2557 "สุขภาพดีเริ่มต้นด้วยการแพทย์แผนไทย" ซึ่งหนึ่งในสมุนไพรที่น่าสนใจภายในงาน นั่นก็คือ กระแจะตะนาว โดยเป็นสมุนไพรที่มีเรื่องราวและประวัติ การใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน

กระแจะ หรือ พญายา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naringicrenulata (Roxb.) Nicolson อยู่ในวงศ์ RUTACEAE มีชื่ออื่นๆ คือ ตะนาว กะแจะตะนาว ขะแจะ ตุมตัง พญา เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับรูปวงรีแกมไข่กลับ ก้านใบแผ่เป็นปีก ดอกช่อออกที่ซอกใบ ผลรูปทรงกลมออกเป็นพวง พบได้ตามป่าเต็งรัง หรือป่าดิบแล้ง ในระดับความสูง 100-400 เมตร ในไทยพบบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี

กระแจะ...พญายา เป็นสมุนไพรที่หมอยาอีสาน ใช้กันมากอีกตัวหนึ่ง ในตำรายาทางภาคอีสาน จึงมีชื่อที่ปรากฏให้เห็นอยู่ ในตำราใบลานทางอีสาน ซึ่งมักขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ถือว่าเป็นสมุนไพรที่เก่าแก่ โดยคนเมืองกาญจนบุรี จะรู้จักกันอย่างดีในชื่อ กระแจะ หรือ กระแจะตะนาว ด้วยบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี เป็นแหล่งของสมุนไพรชนิดนี้ ชาวบ้านจึงมีความเชี่ยวชาญ เรื่องของเครื่องยาหอม หรือกระแจะจันทน์เจิม

โดยบริเวณถนนบ้านตะนาว กรุงเทพฯ เป็นถนนสายที่เก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นิยมทำเครื่องตะนาว ซึ่งก็คือ...กระแจะน้ำมันจันทน์ ปรุงเครื่องร่ำ น้ำอบ และเครื่องประทินผิว

กระแจะตะนาว ยังเป็นส่วนผสมสำคัญของดินสอผงวิเศษ ที่นำไปเขียนอักขระในการสร้างพระเนื้อผง ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้สร้าง สูตรนิยม หรือ สูตรครู ในการสร้างพระเนื้อผง โดยในมวลสารของพระเครื่องที่สมเด็จโตฯ สร้างดินสอผงวิเศษนั้น จะมีกระแจะตะนาวรวมอยู่ด้วย ทั้งยังได้มีการพูดถึงกระแจะตะนาวว่า เป็นชื่อต้นไม้ขนาดเล็ก ที่มักขึ้นในป่าเบญจพรรณ ลำต้นและกิ่งมีหนาม เปลือกขรุขระสีเทา ดอกเล็กสีขาวเป็นช่อสั้นๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ท่อนไม้กระแจะใช้ฝนกับน้ำ ทำเป็นเครื่องประทินผิว กระแจะจึงได้เป็นสมุนไพร ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานมนาน คนโบราณทุกภาครู้จักวิธีการใช้ประโยชน์ แม้ว่าจะมีชื่อเรียกขานที่แตกต่างกัน เห็นได้จากการที่มีตำรับยา ตำรับเครื่องหอม ตำรับยาหอม ที่หลายตำรับมักมีกระแจะตะนาว เป็นส่วนผสมอยู่ด้วยนั่นเอง

ในอดีตคนไทยแถบสุโขทัย เรียกขานกระแจะว่า ตุมตัง ซึ่งจะถูกนำมาบดรวมกับเครื่องหอม จนกระทั่งได้เป็น กระแจะจันทน์ เครื่องหอมที่ใช้ประทินผิว มักวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ของหญิงสาวไทยในอดีต ทุกส่วนของกระแจะมีกลิ่นหอม ให้สรรพคุณแก้ฝ้า แก้สิว รักษาผิวพรรณ ทำให้ผิวขาวสดใสสวยงาม โดยจะนำเปลือก เนื้อไม้ หรือราก มาฝนกับน้ำ หรือบดผสมกับเครื่องหอมอื่นๆ นำมาเป็นแป้งผัดหน้า ให้ผุดผ่องเป็นยองใย

ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย โดยแกะรอยจากภูมิปัญญาชาวบ้าน พบว่า กระแจะมีฤทธิ์ในการป้องกันแสง UV สามารถพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์กันแดด และด้วยความหอมของกระแจะ ทำให้คนไทยในแถบภาคอีสานใต้ นำไปใช้ทำเป็นธูป โดยใช้กิ่งอ่อนมาบดให้ละเอียด ซึ่งทางด้าน ป้าบุญทัน โสมศรีแก้ว หลานตาของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มาเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนนั้น จะใช้กิ่งอ่อนๆของพญา (กระแจะ) พญาครุฑ (เล็บครุฑ) ใบขมิ้น และใบนุ่น นำมาซอยนำไปตากแดด จากนั้นนำมาตำให้ละเอียด ใช้ในการทำเป็นธูป โดยมีใบนุ่นที่มียาง จะเป็นตัวยึดเครื่องหอม ให้เข้าด้วยกัน และทำให้ติดกับแกนก้านธูปได้อย่างดี

กระแจะเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีสรรพคุณทางยาสูง รักษาโรคและอาการได้หลากหลาย และเป็นส่วนผสม ที่ใส่ในยาตำรับได้มากมาย ทำให้หมอยาทางภาคกลาง มักเรียกกระแจะกันว่า พญายา โดยป้าบุญทัน กล่าวถึงพญายาว่า เป็นสุดยอดของสมุนไพรทั้งหลาย นิยมใส่เนื้อไม้หรือราก ลงไปในทุกตำรับยา ที่ใช้ในการดับพิษภายใน และภายนอกร่างกาย หรือแก้อาการเฉียบพลัน ที่มีอาการรุนแรง เช่น ลมบ้าหมู อาการผิดสำแดง อาเจียนอย่างรุนแรง และยังจำได้ว่า พ่อของป้าบุญทัน ใส่พญายาลงไปในหม้อยาแทบทุกหม้อ

เช่นเดียวกับหมอยาไทยภาคกลาง ก็นิยมใส่กระแจะในตำรับยา เพื่อแก้ไข้ แก้กษัย แก้โลหิตจาง ผอมแห้ง ดับพิษร้อน ใช้เข้ายากวาดคอ หรือยาเป่าคอแก้ไอ ตำรายาไทยระบุสรรพคุณของกระแจะไว้ว่า ส่วนของเปลือกและเนื้อไม้ มีสรรพคุณลดไข้ ดับพิษร้อน เจริญอาหาร บำรุงจิตใจ ให้ชุ่มชื่นแจ่มใส รักษาโรคโลหิตผอมแห้ง และโรคกษัย ขณะที่รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับเหงื่อ รักษาอาการปวดเกร็งในท้อง ในส่วนใบมีสรรพคุณแก้ลมชัก แก้ไข้ แก้ปวดข้อและกระดูก คุมกำเนิด ทางด้านผลใช้ในการรักษาพิษ เป็นยาบำรุง รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เนื่องมาจากอาหารไม่ย่อย ดังนั้น ยาหอมไทย มักใส่กระแจะตะนาวลงไปด้วยเสมอ เช่น ยาหอมจิตรารมย์ ยาหอมสุคนโอสถ ยาหอมเทพประสิทธิ์ ยาแดงเม็ดเล็ก

นอกจากนี้หมอพื้นบ้าน ยังใช้ใบสดพญายา มาตำให้แหลกละเอียด แล้วถึงนำไปแช่เหล้าให้พอท่วมน้ำ โดยเอาแต่น้ำยาทาแก้อาการปวดฟัน และทากันยุง ทั้งยังใช้ใบพญายา ผสมใส่ในลูกประคบ หรือเข้าตำรับยา อาทิ แก้ไอ แก้พยาธิตัวจี๊ด

ตำรับยาและเครื่องหอมที่มาจากกระแจะ

ธูปหอม มีส่วนผสม คือ กิ่งและใบกระแจะ ใบครุฑ (เล็บครุฑ) ใบนุ่น เปลือกชะลูด (ถ้าเป็นกิ่งเล็กๆก็สามารถสับได้ทั้งกิ่ง แล้วค่อยนำไปตากแดดได้เลย) ยางไม้ (ชันตาแมว) หรือเปลือกบง พร้อมไม้ไผ่เหลา สำหรับเอาไว้ทำตัวก้านธูป

วิธีทำธูปหอม คือ...

1. นำใบครุฑ ใบนุ่น และเปลือกชะลูด มาตากแดดให้แห้งสนิท แล้วนำมาบดรวมกันให้ละเอียด ในปริมาณที่เท่ากัน และถ้าหากต้องการ ให้ธูปมีกลิ่นหอมมากขึ้น ก็ยังสามารถเติมผิวมะกรูด ขมิ้น หรือเติมกลิ่นอื่นๆที่ชอบลงไปก็ได้

2. นำไม้ไผ่ที่เหลาไว้ สำหรับทำในส่วนของก้านธูป มาจุ่มลงในยางไม้ แล้วนำไปกลิ้งบนผงธูป ที่เตรียมเอาไว้ในข้อที่ 1 ในการกลิ้งธูปนั้น จะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ที่ทำธูปว่าต้องการความหนาบางของธูปแค่ไหน ถ้าหากต้องการให้ธูปหนามากขึ้น ก็จะนำไปกลิ้งไปมาหลายๆครั้ง หลังจากนั้นจึงนำธูปไปตากแดดให้แห้งสนิท

กระแจะเจิม มีส่วนผสมดังนี้ คือ น้ำมันเสน่ห์จันทน์ขาว ผงกระแจะ และดินสอพอง

วิธีทำกระแจะเจิม คือ...

เริ่มด้วยนำน้ำมันเสน่ห์จันทน์ขาว มาค่อยๆหยดลงผสม ในผงกระแจะและดินสอพอง จากนั้นคนให้เข้ากัน แล้วจึงเติมน้ำพอให้เหลว

กระแจะจันทน์เจิมดั้งเดิม เป็นเครื่องหอมชั้นสูง ที่ได้มีผงของกระแจะ เป็นส่วนประกอบสำคัญ กระแจะจันทน์เจิมนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นในงานมงคล และในพิธีกรรมต่างๆ เช่น การขึ้นบ้านใหม่ การเจิมหน้าผากคู่บ่าวสาว ในพิธีแต่งงาน

ตำรับยาแก้มึนเมา แก้พิษผิดสำแดง

ตำรับที่ 1 ใช้กระแจะทั้งห้า 1 กำมือ น้ำประมาณ 1 ลิตร ต้มให้น้ำเหลือครึ่งหนึ่ง กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ช่วงเวลาเช้า กลางวัน เย็น

ตำรับที่ 2 ใช้ผลกระแจะต้มกับน้ำตาล ดื่มแก้พิษ หรือบำรุงร่างกาย โดยใช้น้ำประมาณ 1 ลิตร มาต้มให้น้ำเหลือครึ่งหนึ่ง นำมากินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ช่วงเวลาเช้า กลางวัน เย็น

ยาแก้ปวดเมื่อย แก้กษัย ใช้ต้นกระแจะ มาต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่มครั้งละครึ่งแล้ว วันละ 3 ครั้ง แก้ปวดตามข้อ หรือแก้อาการปวดเมื่อย

ยาขับลม ช่วยระบายอ่อนๆ ใช้กระแจะทั้งห้า มะตูมทั้งห้า อย่างละหนึ่งกำมือ มาต้มกิน

ยาแก้พยาธิตัวจี๊ด ใช้กิ่งและใบกระแจะ มาต้มกับกระเจี๊ยบเขียว กินแก้พยาธิตัวจี๊ด หรือขยี้ใบมาทากันยุง หรือจะตำผสมกับเหล้าทากันยุง

หากท่านใดมีความสนใจ เรียนเชิญเข้าเยี่ยมชม ณ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ โทร.0-3721-1289 ได้เลยค่ะ