เรื่องของกล้อง

สายลม แสงแดด

แชะ! แชะ!

แสงแฟลชวูบวาบแสบตา แสบตาเราไม่เท่าไหร่ แต่สงสารงูในตู้กระจกที่ประกอบเป็นฉากหลัง

"แม่ พอแล้ว"

"อีกรูปน่า"

เขาว่าคนเราพออายุมากขึ้นจะกลับไปเป็นเด็กใหม่ แนวคิดนี้ (หรืออาจจะเป็นข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่จะยืนยันได้แฮะ) โด่งดังมากถึงขนาดที่ว่าสุดแสงดาวเคยเห็นซีรี่ส์ไซไฟเรื่องหนึ่งเอาไปทำเป็นรูปธรรม แบบว่ามนุษย์ต่างดาวดาวหนึ่งเมื่อแก่ตัวลงจะกลับเป็นเด็กจริงๆ คือทั้งจิตใจ อารมณ์ และกระทั่งร่างกายก็หดเล็กลงด้วย! เป็นตอนหนึ่งที่สนุกดี

หวังว่าแม่เราจะไม่ตัวหดเล็กกลายเป็นเด็กแบบในซีรี่ส์นะ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าแม่เป็นมนุษย์ต่างดาว เอ๊ย! ไม่ใช่ เพราะว่าแม่ตัวเล็กอยู่แล้ว ขืนเล็กลงไปอีกเดี๋ยวหาไม่เจอ (โอ๊ย ใครเขกหัว)

"ปิดแฟลชแล้วกันนะ สงสารงู"

ปล่อยแม่เขาถ่ายรูปต่อไปเหอะ เข้าเรื่องกันดีกว่า

ว่ากันว่าเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องพกกล้องติดตัวให้พะรุงพะรังแล้ว ขอแค่เพียงมีมือถือก็ใช้ได้ สุดแสงดาวเองในชีวิตมีกล้องคู่ใจอยู่ตัวหนึ่งและตัวเดียว เคยเล่นกล้องแบบมือสมัครเล่นอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นถ่ายอะไรได้เป็นถ่ายดะไปหมด แม้แต่ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนก็หิ้วมันลงไปที่หน้าบ้าน ถ่ายใบไม้ใบหญ้าซ้อมมือเล่น จำได้ว่าช่วงนั้นประมาณช่วงฉลองครบรอบครองราชย์หกสิบปีพอดี สีเหลือง (ไม่เกี่ยวกับการเมืองตอนนี้นะ อย่าพยายามคิดให้มันเกี่ยว) กำลังเป็นที่นิยม สุดแสงดาวก็เที่ยวหาดอกไม้ใบหญ้าสีเหลืองๆ ถ่ายรูปไปอัพลงบล็อกเพลินไป

แน่นอนว่าเวลาไปเที่ยว สุดแสงดาวก็หิ้วเจ้าอุปกรณ์คู่ใจตัวนี้ไปด้วย รักมันยิ่งกว่าตัวเองเสียอีกในเวลานั้น ถ้าฝนตกนี่เอาตัวบังให้เลยนะ

คนคนหนึ่งเคยบอกสุดแสงดาวเอาไว้ว่า การถ่ายภาพ ทำให้เราจดจำช่วงเวลาดีๆได้นานขึ้น และชัดขึ้น

แต่ไหนแต่ไรก็เป็นคนชอบเที่ยว โดยเฉพาะป่าเขาลำเนาไพรนี่ชอบมาก เดินได้นานกว่าห้างสรรพสินค้าเสียอีก ก็ดีอกดีใจ คิดว่า อืมม์ เราจะสามารถเก็บบรรยากาศของความสุข ณ ช่วงเวลานั้นเอาไว้นานๆ แทนที่จะปล่อยให้มันเลือนหายไปตามกาลเวลาสินะ

แต่ว่านะ กลับกลายเป็นว่ากล้องทำให้เราได้เที่ยวน้อยลง ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศ ณ ขณะนั้นน้อยลง ตื้นเขินลง

อย่างแรกเลย คือปกติเป็นคนไม่กลัวฝน ถ้าไม่หนักหนาอะไรก็เดินฝ่าไปได้สบาย อยู่ใต้ฟ้าทำไมจะต้องกลัวฝนล่ะ

แต่พอมีกล้อง...นี่ฝนตกนิดตกหน่อยไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าร่ม (ไม่งั้นก็ต้องไปหาอุปกรณ์เสริมมากันฝนให้เจ้าลูกชายสุดที่รักละนะ) แล้วยังจะต้องกลัวกระเทือน กลัวนู่นกลัวนี่ (เป็นคนซุ่มซ่ามเองก็ยอมรับมาเถอะน่า)

กลายเป็นภาระไป

อย่างที่สอง คือพอไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะ ทุกคนก็เรียกหาแต่ตากล้อง

รู้ไหม ช่วงนั้นป๊อปปูล่าร์มากกก...ก มากจนเกินพอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารู้ว่าคนที่เรียกเราเขาไม่ได้ต้องการตัวเราเท่าฟังก์ชั่นของเราหรอก ฟังก์ชั่นของเราที่กดชัตเตอร์บันทึกภาพให้เขาได้นั่นไง

อาจจะน้อยอกน้อยใจอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่ากับความรำคาญ ว่าที่ถ่อมาถึงนี่ไม่ได้มาเพื่อตามเป็นตากล้องให้พวกคุณทั้งหลายโดยเฉพาะนะจ๊ะ

สี่ซ้าห้ารูปก็เต็มใจถ่ายให้อยู่ แต่ถ่ายเป็นสิบๆรูป ถ่ายทุกสามก้าว เสร็จแล้วก็บ่นว่าเหนื่อย ชวนกลับ นี่มันยั่วโมโหกันใช่ไหม

กระบวนการพยายามเก็บความทรงจำที่ดี กลับกลายเป็นการสร้างความทรงจำที่แย่ไปในตัวของมันเอง

สุดแสงดาวเคยละสายตาจากกล้อง แล้วกวาดมองไปในความกว้างใหญ่ของวิวทิวทัศน์

เฮ้ย...โลกมันกว้างมากเลยนะ

มัวเอาหน้ามาซ่อนหลังเลนส์ ทั้งๆที่เวลาก็มีน้อย จะไม่ได้อยู่ดื่มด่ำกับมันสามวันสามคืน แบบนี้จะไปได้เรื่องอะไร

ภาพบนจอคอมพิวเตอร์มีความหมายนักหรือ? สำคัญนักหรือที่เราต้องป่าวประกาศลงเฟซบุ๊คแนบหลักฐานว่า...เราไปมาแล้ว

ถ้าเราไม่ถ่ายรูป มันแปลว่าเราไม่ได้ไปถึงที่นั่นหรือ?

เปล่าเลย

บางทีคนที่ไม่ได้ถ่ายรูปเสียอีก อาจจะไป "ถึง" เสียยิ่งกว่าคนที่ไปเพื่อถ่ายรูป

เคยฟังพระรูปหนึ่ง ท่านว่า "ไม่ใช่ว่าพระไม่เห็นความสวยงามนะ ที่จริงเห็นชัดกว่าคนทั่วๆไปด้วยซ้ำ เพราะเห็น...แล้ววางได้ทันที"

เห็น รับรู้ว่าสวย แล้ววาง

เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวเราก็จากไป

มันล้ำค่า เพราะมีขณะจิตนั้นยังไงล่ะ

สุดแสงดาวบอกกับตัวเองตั้งแต่ตอนนั้นว่า

"ถ่ายแต่พองามก็พอ"

ไม่ต้องกดชัตเตอร์มันทุกมุม เหมือนกลัวจะใช้กล้องไม่คุ้ม

เราไม่ได้มาทริปถ่ายภาพ และเราก็ไม่ได้มาที่นี่บ่อยๆ

มีความสุขกับ ณ ช่วงเวลานั้น กับคนที่ ณ ตรงนั้น

...ไม่ใช่คนที่รอกดไลค์รูปเราในเฟซบุ๊ค หรืออินสตาแกรม

ถ้าเขาเป็นคนสำคัญ กลับมาแล้วค่อยไปเล่าให้เขาฟังก็ได้ พร้อมรูปซึ่งอาจจะไม่มากมาย แต่ก็อัดแน่นด้วยความทรงจำและเรื่องเล่า

รูปหนึ่งแทนได้เป็นล้านคำ ถ่ายมาเยอะแยะเกินพอดีมันอาจจะกลายเป็นน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรงไป

แบบนี้สุดแสงดาวคิดว่า เหมือนใช้กล้อง มากกว่าให้กล้องใช้เรา