นรก-สวรรค์ ที่เวียดนาม

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

สมัยหนึ่งชาวต่างชาติมักจะสับสนระหว่างความเป็นไทยกับเวียดนาม เพราะความละม้ายคล้ายคลึงกันตั้งแต่การมีระบอบพระมหากษัตริย์และสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมือง แต่ปัจจุบันเบ้าหลอมของความรักชาติ และการถูกปกครองทำให้ประเทศเล็กๆที่เปลี่ยนชื่อจากไดเวียดมาเป็นเวียดนามแล้วสถาปนาราชวงศ์เหวียน ตั้ง เว้ เป็นราชธานีแห่งแรก เปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์เมื่อจักรพรรดิเบ๋าได่ทรงมอบตราพระราชลัญจกรและพระแสงอาญาสิทธิ์ เครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจของพระองค์ให้แก่กองกำลังกู้ชาติเวียดมินห์ เมื่อ พ.ศ.2488 พร้อมคำประกาศที่ว่า "ข้าพเจ้ายินดีเป็นสามัญชนแผ่นดินเอกราช ดีกว่าเป็นพระราชาในประเทศอาณานิคม" ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ก่อนหน้านั้นเวียดนามจะตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และไทยต้องเสียดินแดนบางส่วนเพื่อแลกกับเอกราชและอธิปไตย

การผ่านทั้งนรกและสวรรค์บนดินของคนเวียดนามคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองบนความงดงามแห่งอุดมการณ์ ซึ่งคนไทยยังขาดสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างมาก ทุกวันนี้คำว่า เว้หมิ่งห์ หรือ "เว้ของฉัน" ยังคงสะท้อนความภาคภูมิใจของชาวเว้ที่เชื่อว่าราชธานีของเขางดงามด้วยบทกวี มีตอนหนึ่งที่ว่า "ยามมีชีวิตอยู่เราเป็น แขกผู้มาเยือน ตราบสิ้นชีวีเราจึงเป็นเจ้าของบ้าน" ด้วยเหตุนี้พระราชสุสานกษัตริย์ราชวงศ์เหวียนจึงได้รับการทำนุบำรุงดูแลรักษาให้คงความงดงามแฝงปรัชญาควรค่าแก่การมาเที่ยวชม ในฐานะเมืองที่เป็นศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยวนับตั้งแต่องค์การยูเนสโกยกย่องเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ มีแม่น้ำหอมหรือ ซงเฮือง เป็นแหล่งอารยธรรมสร้างทั้งนักปราชญ์ ราชบัณฑิต กวีและศิลปิน รวมถึงธรรมเนียมต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองด้วย กาเว้ หรือการลงเรือร่ำสุราและขับขานบนเพลงของชาวเรือด้วยเสียงพิณสายเดี่ยวหรือพิณวงพระจันทร์ ปิดท้ายด้วยการลอยกระทงรำลึกถึงบรรพบุรุษในยามราตรี ปล่อยทุกข์โศกลอยไปกับสายน้ำ โดยไม่ต้องรอคืนพระจันทร์วันเพ็ญ แต่อย่างใด

ที่ ดานัง กำลังรอคอยการเป็นเส้นทางระเบียงบูรพาที่เชื่อมโยงระหว่างพม่า-ไทย-ลาว และเวียดนามเข้าด้วยกัน เชื่อมทะเลอันดามันจากเมืองท่ามะละแหม่ง ผ่านเมียวดี ตาก พิษณุโลก มุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว2 ผ่านสะหวันนะเขตจนไปจรดทะเลจีนใต้ที่เมืองท่าดานังในเวียดนามตอนกลาง ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในโครงข่ายโลจิสติกส์ของประชาคมอาเซียนในอนาคต โดยเวียดนามได้เตรียมความพร้อมด้วยการเจาะอุโมงค์ยาว 6 กิโลเมตรเพื่อย่นระยะทางจากเว้สู่ดานัง และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำฮานเพื่อรองรับรถที่จะออกจากอุโมงค์

ใกล้ดานังกำลังมี ฮอยอัน เมืองท่าโบราณที่รุ่งเรืองก่อนดานังกลายเป็นเมืองคู่แข่งด้านท่องเที่ยวเลื่องชื่อ หลังจากยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่สองรองจากเมืองเว้ คำว่า ฮอยอัน มาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน หมายถึง ชุมชนที่มีแต่ความสงบสุข ทุกวันนี้สัญลักษณ์ของเมืองที่รู้จักกันดี คือ อาจารย์หมากับอาจารย์ลิง หรือรูปปั้นรูปหมาและลิงที่ตั้งเด่นเป็นสง่าบนสะพานญี่ปุ่น เปรียบเสมือนคนทำการค้าที่ต้องซื่อสัตย์และฉลาด

คนเวียดนามได้พิสูจน์ให้ทั้งกองทัพฝรั่งเศสและกองทัพอเมริการับรู้ถึงความทรหดในการสู้รบมาอย่างยาวนาน หนึ่งในสมรภูมิหฤโหดที่ถูกกล่าวขานถึงจนกลายมาเป็นภาพยนตร์ ได้แก่ ขุมนรก เดียนเบียนฟู เมืองที่รายล้อมด้วยภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร ที่ตั้งค่ายทหารของฝรั่งเศสซึ่งถูกทหารเวียดมินห์เข้าถล่ม เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 ครบรอบ 60 ปีพอดีในปีนี้ เชื่อกันว่าคำปลุกใจของโฮจิมินห์ที่ว่า "เราจะทำทุกอย่างแทนการสูญเสียอิสรภาพ" ทำให้หัวใจรักชาติของชาวเวียดนามทุกคนพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะ แม้จะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิต

ทุกวันนี้โฮจิมินห์หรือลุงโฮ ยังคงเป็นเสมือนตำนาน แห่งการต่อสู้จนประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 ท่านดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังจากนั้น และยังคงผูกพันกับการต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นเวียดนามไว้จนถึงแก่อสัญกรรมไป ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512

คนไทยคุ้นเคยกับลุงโฮ เนื่องมาจาก ท่านเคยเข้ามาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอย่างเงียบๆที่บ้านนาจอก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ในพ.ศ.2471 ปัจจุบันกลายเป็นเรือนประวัติศาสตร์ที่มีผู้แวะไปเยี่ยมเยียนมิได้ขาด ย้อนหลังไปในวันที่ลุงโฮพำนักในบ้านซึ่งเป็นสวนบนที่ดินภายใต้กรรมสิทธิ์ของลุงเตียว เหวียน วัน ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามวัย 85 ปี (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) มีการจำลองบ้านที่ลุงโฮพำนักอาศัย ยังมีประจักษ์พยานต้นมะเฟือง และต้นมะพร้าวที่ลุงโฮปลูก รวมถึงเก้าอี้ตัวโปรดที่ลุงโฮชอบนั่งทำงาน เป็นประจำ ใครไปใครมาต้องซื้อกิ่งต้นมะเฟืองกลับไปปลูก ตั้งชื่อว่ามะเฟืองพันธุ์ลุงโฮ น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 80 ปี

แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงวัน เดือน ปี และระยะเวลาที่เหงวียน อาย คว็อก วีรบุรุษกู้ชาติ รู้จักกันดีในชื่อ โฮจิมินห์ เข้ามาคลื่อนไหวในประเทศไทยที่บ้านป่ามะคาบ อำเภอเมืองพิจิตร บ้านหนองโอน อำเภอเมืองอุดรธานี และบ้านนาจอก อำเภอเมืองนครพนม แต่มีเรื่องเล่าหลายตำนานยืนยันว่า ลุงโฮโดยสารเรือจากเมืองท่าเจนัวในอิตาลีด้วยการแปลงตัวเป็นพ่อค้าชาวจีนกวางตุ้ง มิสเตอร์มาขึ้นฝั่งยังกรุงเทพฯ แล้วอาศัยเครือข่ายชาวเวียดนามอพยพที่มีความรักชาติช่วยกันเผยแพร่และฝึกอบรมหนุ่มสาวให้เกิดความสำนึกช่วยประกอบภารกิจกอบกู้เอกราช

ชีวิตกลางคืนของลุงโฮ คือสายลับ แต่กลางวันคือ เฒ่าจิ๋น ทำนา ปลูกข้าว จับปลา ทำสวนผัก ผลไม้ เหมือนชาวเวียดนามอพยพทั่วไป ใจดี รักเด็ก

จากคำบอกเล่า เฒ่าจิ๋นชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ตั้งแต่เผากระเบื้อง ปูพื้นบ้าน เป็นช่างไม้ อุปนิสัยรักต้นไม้ชอบทำสวน และเลี้ยงนกพิราบไว้สื่อสารกับพรรคพวก ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ท่านคือนักกู้ชาติที่รอคอยภารกิจสำคัญ

ชาวบ้านรู้แต่เพียงเวลาทะเลาะกัน เฒ่าจิ๋นจะเป็นนักไกล่เกลี่ยที่ทรงความยุติธรรม และมักจะมีวิธีตัดสินแปลกๆ แต่ชาวบ้านก็เชื่อถือและให้ความเคารพ

โฮจิมินห์ฝากคำสอนไว้ให้กับคนรุ่นหลังมากมาย ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไป ณ ที่ใด ท่านจะสอนให้ชาวเวียดนามที่นั่นเคารพกฎหมาย ประพฤติตนให้ถูกต้องตามวัฒนธรรมประเพณี ทำตัวให้เป็นที่รักของประชาชนเจ้าของประเทศนั้น ตามภาษิต เมื่ออยู่ให้เขารักเมื่อจากให้คิดถึง ช่วงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยท่านได้แบ่งเวลามาเรียนภาษาไทย วันละเล็กละน้อย มีคนถามว่า วันหนึ่งเรียนได้ไม่กี่คำแล้วเมื่อไรจะอ่านเขียนภาษาไทยได้ เฒ่าจิ๋นตอบอย่างสุภาพอ่อนโยนอันเป็นอุปนิสัยของวีรบุรุษท่านนี้ว่า เรียนน้อยเข้าใจมาก ดีกว่าเรียนมากแต่เข้าใจน้อย ท่านใช้เวลาเพียง4เดือนก็สามารถใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

ด้วยตระหนักในคำสอนของปูชนียบุคคลอันเป็นที่เคารพรักในการสร้างชาติของคนเวียดนามรุ่นหลังๆดังคำสอนของลุงโฮที่ว่า "การสร้างชาติพึงต้องปลูกต้นไม้ควบคู่กับการปลูกคน" ทำให้รัฐบาลใส่ใจในการพัฒนาพื้นฐานการศึกษาของประเทศจนในที่สุดกลายเป็นพลเมืองที่ได้ชื่อว่าใฝ่รู้และมีผู้รู้หนังสือติดอันดับสูงสุดของโลกประเทศหนึ่ง ขณะเดียวกันได้เร่งพัฒนาบ้านเมืองในทุกด้านจนกระทั่งกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของไทยในการส่งออกข้าว

มีผู้ไขความลับ ต้นมะเฟืองของลุงโฮที่เจ้าตัวตั้งใจปลูกและประคบประหงมจนออกดอกออกผลว่า เป็นเครื่องมือในการเตือนสติให้รำลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนและภารกิจที่รออยู่เบื้องหน้า เพราะมะเฟืองปลูกกันดาษดื่นในเวียดนาม เป็นเครื่องเคียงแหนมเนืองที่เลื่องชื่อ และถูกชาวตะวันตกตั้งชื่อว่า Star Fruit เพราะเวลาฝานจะมีรูปทรงเหมือนดวงดาว

คำสอนของลุงโฮที่ว่า "ถ้าเราอดทน เดี๋ยวมันก็จะชินไปเอง...ไม่มีภารกิจใดใต้ผืนฟ้านี้จำสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและอดทน"

"ปลูกต้นไม้ใช้สิบปี ปลูกคนต้องร้อยปี สองสิ่งนี้ต้องทำคู่กันไป "

โดยเฉพาะอมตวาจาของสุนทรพจน์ ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ที่โฮจิมินห์ประกาศอิสรภาพพ้นจากการยึดครองของฝรั่งเศสว่า "ไม่มีสิ่งใดมีค่าเกินกว่าเอกราชและเสรีภาพ"

ยังเป็นที่จดจำของชาวโลกมาจนถึงทุกวันนี้

ใช่ว่าความสุขและสมหวังจะเป็นพลังในการหล่อหลอมคนในชาติเสมอไป

ความทุกข์จากการไร้อิสรภาพและการถูกยึดครองของชาวเวียดนามเป็นอีกมุมมองที่น่าเรียนรู้