หลวงพ่อพระยืนวัดสุวรรณาวาสและหลวงพ่อพระยืนวัดพุทธมงคล

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มิ่งขวัญชาวมหาสารคาม
ของเด่นของดี...เมืองไทย
ช่างภาพ: 

จังหวัดมหาสารคามได้ชื่อว่าเป็นตักศิลาแห่งอีสาน ด้วยมีสถานศึกษาเป็นจำนวนมากมาย อาทิ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ศูนย์แก่งเล่งจาน มหาสารคาม วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยอาชีวศึกษา รวมทั้งสถานศึกษาอุดมศึกษาของภาคเอกชน ตราสัญลักษณ์ของจังหวัด คือ ต้นไม้ และทุ่งนา หมายถึงพื้นที่ในจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร และยังมีการทำเกลือสินเธาว์ ไร่ฝ้าย ยาสูบ เลี้ยงไหม มีดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกลั่นทมขาว (จำปาขาว) คำขวัญ "พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักศิลานคร" พร้อมด้วยวิถีชีวิตแบบพอเพียงพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

เสียงเพลงมาร์ชมหาสารคามไพเราะเสนาะหู "พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักศิลานคร ต้นไม้ใหญ่และทุ่งนา อำนวยข้าวปลาทรัพยากร ถิ่นอุดมร่มเย็นยิ่งใหญ่ บวรคู่ควรนามนคร มหาสารคาม พระธาตุนาดูน ยืนค้ำดูนพุทธธรรมนำใจ พระพุทธกันทรวิชัยพระเจริญราชเดช หลักเมืองเรืองนาม ปราชญ์กู่ชุมชนโบราณ วนอุทยานแก่งธารงดงาม สถาบันการศึกษาพระอาราม ล้วนเสริมส่งศีลธรรมพัฒนาประชากร เมืองศูนย์กลางการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม อู่ข้าวอู่น้ำเศรษฐกิจบัณฑิตคนดีมีเกียรติขจร ธงเหลืองน้ำตาลคู่เมืองห่มความรุ่งเรืองคุ้มครองนาคร สิบธำรงเผ่าพงศ์พุทธันดรจากจำปาศรีนคร เป็นมหาสารคาม"

ด้วยวิถีชีวิตของชาวเมืองมหาสารคามยังอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาในเขตเทศบาล ยังมีอาคารพาณิชย์เก่าแก่ที่อนุรักษ์ไว้ อาหารพื้นเมือง ผักพื้นบ้าน ปลาร้าแปรรูปของฝากที่ขึ้นชื่อจากมหาสารคาม ภายในตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคามมีอาหารการกินที่ไม่แตกต่างไปจากกรุงเทพฯ รวมทั้งร้านกาแฟเจ้าอร่อยหรือมนต์นมสดย่านเสาชิงช้า หากใครต้องการท่องเที่ยวศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ภายในวัดมหาชัย วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2408 พระเจริญราชเดชตั้งเมืองมหาสารคามพร้อมกับกรมการเมือง ที่นี่ยังมีโรงเรียนผดุงนารี เป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดมหาสารคาม

ตามประวัติความเป็นมาของจังหวัดมหาสารคาม ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ.2218 ชาวเมืองศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ซึ่งอยู่ทางด้านฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงได้ข้ามมาอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงทางภาคอีสานของไทย เมืองร้อยเอ็ดได้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2318 ก่อนเมืองมหาสารคาม 90 ปี พ.ศ.2412 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกเมืองมหาสารคามซึ่งเกิดใหม่และเป็นเมืองขึ้นของเมืองร้อยเอ็ดให้ยกไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร และในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต

พ.ศ.2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้มีตราถึงเมืองมหาสารคาม และหัวเมืองตะวันออกว่า ให้ยกเลิกธรรมเนียมตั้งข้าหลวงกองสักที่มาสักเลขตามหัวเมือง และขอให้ไพร่บ้านพลเมืองไปอยู่ในความปกครองของเมืองใดก็ได้ตามใจสมัคร และโปรดเกล้าฯให้ทำสำมะโนครัวตัวเลขส่งไปยังกรุงเทพฯ ในปีนี้พลเมืองของร้อยเอ็ดได้พากันอพยพมาขอขึ้นอยู่กับเมืองมหาสารคามอย่างมาก

พ.ศ.2418 พวกฮ่อได้ยกทัพมาตีหัวเมืองต่างๆของหลวงพระบาง ซึ่งเวลานั้นเป็นเมืองขึ้นของไทย และตระเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองเวียงจันทน์ และหนองคาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เป็นแม่ทัพใหญ่ให้ปราบฮ่อทางเมืองหนองคาย พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ได้ส่งให้พระเจริญราชเดช (ท้าวมหาชัย กวด ภวภูตานนท์) เกณฑ์กำลังเมืองมหาสารคาม เมืองร้อยเอ็ด เป็นแม่ทัพหน้ายกไปสมทบทัพของ พระพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ เจ้าเมืองอุบลราชธานี และพระยาชัยสุนทร (ทน) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ โดยให้ราชบุตร (เสือ) เมืองร้อยเอ็ดเป็นนายกองผู้ช่วยพระเจริญราชเดช (มหาชัยกวด) ทัพไทยได้ยกข้ามโขงไปโจมตี และเกิดตะลุมบอนกันจนฮ่อแตกกระจาย

เมื่อเสร็จการปราบฮ่อแล้ว พระยามหาอำมาตย์ ข้าหลวงใหญ่ภาคอีสานได้กลับไปจัดราชการอยู่ที่เมืองร้อยเอ็ด กองทัพอื่นๆก็กลับไปยังบ้านเมืองตามเดิม ส่วน พระเจริญราชเดชที่ถูกยิงและตกจากหลังม้านั้น มีอาการป่วยได้เข้าพักรักษาตัวอยู่ที่คุ้มเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ และต่อมาได้กลับมารักษาตัวที่เมืองมหาสารคาม และได้ถึงแก่อนิจกรรมลง เมื่อ พ.ศ.2421 อุปราช (ฮึง) ผู้เป็นอาพร้อมด้วยกรมการเมืองปรึกษากันเห็นว่า ท้าวสุพรรณ บุตรพระเจริญราชเดช สมควรจะเป็นเจ้าเมืองต่อไปได้ จึงเขียนใบบอกให้ท้าวสุพรรณนำลงไปยังกรุงเทพฯ ขณะที่ท้าวสุพรรณเดินทางไปยังไม่ถึงกรุงเทพฯ ก็ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่กลางทาง ตำแหน่งเจ้าเมืองมหาสารคามจึงได้ว่าง ต่อมาถึง 2 ปี โดยมี อุปราช (ฮึง) รักษาการแทนอยู่

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร์ ซึ่งมี พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และพระยาฤทธิอาคเณย์ เป็นหัวหน้า ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตย มาเป็นประชาธิปไตย เมืองมหาสารคามนับเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของชาวอีสาน มีชุมชนโบราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบ้านเชียงเหียน หมู่บ้านปั้นหม้อของชาวบ้านหม้อ ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคามแหล่งโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางศาสนา พระธาตุนาดูน กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน กู่บ้านแดง อำเภอปีปทุมปรางค์กู่ ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม แหล่งศึกษาหาความรู้ทางประวัติศาสตร์

หากจะกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดมหาสารคาม หลวงพ่อพระยืนพระพุทธมิ่งเมือง (วัดสุวรรณาวาส บ้านโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย) หลวงพ่อพระยืนพระพุทธมงคล (วัดบ้านสระ อำเภอกันทรวิชัย) ทั้งสองพระองค์ทรงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ เป็นปูชนียวัตถุที่ควรแก่การสักการะเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "หลวงพ่อพระยืน" เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญเป็นที่พึ่งพาทางใจของชาวพุทธทุกถ้วนหน้า โดยเฉพาะชาวกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ เป็นปรางสรงน้ำ มีความสูงตลอดองค์8ศอกกว้าง 2 ศอก พระเนตรและเนื้อองค์พระสร้างด้วยศิลาแลงอย่างดีเป็นพระพุทธรูปที่นิยมสร้างในสมัยขอมก่อนยุคสุโขทัย หลวงพ่อพระยืนทั้งสองผินพระพักตร์ไปทางทิศทักษิณ หลวงพ่อพระยืนทั้งสององค์อยู่ห่างกัน 1,250 เมตร เป็นปูชนียวัตถุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองตามตำนาน หรือประวัติที่หาหลักฐานยืนยันได้จากใบเสมาที่ฝังอยู่ใกล้องค์พระเขียนเป็นภาษาขอมว่า สร้างปีฮวดสง่า พุทธศักราช 1399 ปัจจุบันยังมีตัวอักษรปรากฏที่ใบเสมาแต่เลอะเลือนมากแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษว่าเดิมที่ดินแถบนี้ขอมได้ครอบครองมาก่อน ต่อมาทางนครเวียงจันทน์มีอำนาจเข้าครอบครองจากขอม มีเจ้าผู้ครอบครองโดยอิสระ เรียกกันว่า "เมืองกันทาง" หรือ "เมืองคันธาธิราช" ก่อนปีมะเส็ง จุลศักราช 147 (พ.ศ.1328) ผู้ครองเมืองคนสุดท้ายที่นามว่า "ท้าวลินจง" มีภรรยาชื่อ บัวคำ ปกครองราษฎรหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งหลายด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

หัวเมืองต่างๆ ส่งส่วยขึ้นต่อเมืองคันธาธิราชที่หลวงบริเวณปกครองอยู่เป็นประจำ ท้าวลินจงมีบุตรชายคนเดียวชื่อว่า "ท้าวสิงโต" หรือ "ท้าวลินทอง" บุตรชายของท้าวลินจง เป็นผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณมาก เจ้าเมืองผู้เป็นพ่อชราลงจึงพิจารณาผู้ที่จะมาปกครองบ้านเมืองแทนตน หากจะให้ท้าวลินทองผู้บุตร เป็นผู้ปกครองเมืองแทนตนก็เป็นการไม่เหมาะสม เพราะบุตรมีนิสัยโหดร้ายทารุณจะเป็นเหตุให้ราษฎรเดือดร้อนเนื่องจากขาดเมตตา ความได้ทราบถึงท้าวลินทองจึงมีความโกรธแค้นเคืองบิดาอย่างยิ่ง จึงได้ตัดพ้อต่อว่าบิดาแล้วบังคับให้บิดาตั้งตนเป็นผู้ปกครองเมืองแทน ผู้เป็นบิดาไม่ยินยอม ท้าวลินทองผู้เป็นบุตรจับบิดามาขังทรมานด้วยการเฆี่ยน ทุบ ตี ใช้มีดกรีดตามเนื้อตัว เพื่อบังคับให้บิดายกเมืองให้แก่ตน บิดาก็หาได้ยอมไม่ บิดาได้รับการทรมานต่อไปด้วยการขังในห้องมืด ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าเยี่ยมเด็ดขาด นอกจากมารดาเพียงผู้เดียว แต่ห้ามมิให้นำน้ำและอาหารไปให้บิดา

มารดาได้ทัดทานอ้อนวอนอย่างใดท้าวลินทองก็หาได้ฟังไม่ ด้วยความรักและห่วงใยสามี นางจึงทำอุบายนำข้าว น้ำ ให้เอาผ้าสไบเฉียงชุบข้าวบดผสมน้ำนำไปเยี่ยมสามี ให้สามีได้ดูดกินประทังชีวิตไปวันๆ แต่หาได้พ้นสายตาของบุตรไม่ ท้าวลินทองผู้เป็นบุตรจึงห้ามมารดาเข้าเยี่ยมอีกต่อไป ท้าวลินจงอดข้าวอดน้ำ ได้รับความทรมานแสนสาหัสถึงแก่ความตายในที่สุด

แต่ก่อนที่จะสิ้นลมปราณ ท้าวลินจงได้ตั้งจิตอธิษฐานฝากเทพยดาผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมผู้สถิตอยู่ ณ พื้นธรณี "ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า เพื่อหวังความสงบสุขของบ้านเมือง อันเป็นที่ตั้งอยู่อาศัยของข้าพเจ้า แต่เหตุการณ์ในชีวิตกลับมีการเป็นไปได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ขอให้เทพยดาฟ้าดินผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ขอให้ข้าพเจ้าไปเกิดในที่สุขเถิดพระพุทธมิ่งเมือง เทศบาลตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และขอให้มนุษย์มีจิตใจโหดร้าย ทารุณ ขาดคุณธรรม ไม่มีสัจจะ พูดโกหก หลอกลวง ไม่สัตย์ซื่อ นับแต่นี้ไปข้างหน้าจะเป็นผู้ใดก็ตาม หากมาเป็นเจ้าเมืองนี้แล้ว ขออย่าให้มีความสุขความเจริญเลย ขอให้ประสบแต่ความวิบัติ ความพินาศฉิบหาย ขอให้เกิดความเดือดร้อนหายนะต่างๆนานาเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้วก็สิ้นลมหายใจ เมื่อท้าวลินจงถึงแก่ความตายแล้ว นางบัวคำผู้เป็นมารดาจึงได้ต่อว่าท้าวลินทองผู้บุตรว่าทรมานบิดาของตนถึงแก่ความตาย

ท้าวลินทองไม่พอใจมารดาเกิดโทสจริตกอปรด้วยโมหะจริต จึงฆ่ามารดาของตนอีกคนหนึ่ง เมื่อท้าวลินจงกับนางบัวคำตายแล้ว ท้าวลินทองก็ได้ปกครองเมือง "คันธาธิราช" สืบมานับแต่ท้าวลินทองปกครองเมืองคันธาธิราชเป็นต้นมา บ้านเมืองมีแต่ความระส่ำระสาย ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ได้รับความเดือดร้อน ท้าวลินทองเองก็รู้สึกไม่สบายกายใจไม่เป็นอันกินอันนอน ทั้งที่มีทรัพย์มากมายก่ายกอง จึงหาโหรมาทำนายทายทักโหรทำนายว่า ท้าวลินทองได้กระทำบาปกรรมมหันตโทษผลกรรมจึงทำให้เดือดร้อน เป็นผลมาจากการอธิษฐานจิตอันแน่วแน่ของบิดาที่ได้สาปแช่งเอาไว้ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ กอปรกับมาตุฆาตฆ่ามารดาตนเอง ทั้งนี้การจะล้างบาปกรรมได้ก็โดยการสร้างพระพุทธรูปเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลผลบุญ เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา ให้ลุกะทายหายกะโทษ ดังนั้น ท้าวลินทองจึงได้สร้างพระพุทธรูป 2 องค์ขึ้นไว้เพื่อทดแทนคุณบิดา มารดา พระพุทธรูปองค์หนึ่งสร้างอุทิศเพื่อทดแทนคุณมารดา สร้างที่นอกเขตกำแพงเมือง ทางทิศอุดร ผินพักตร์ไปเบื้องทักษิณทิศ (คือพระพุทธมิ่งเมือง) ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดสุวรรณาวาส เมื่อสร้างองค์หนึ่งเสร็จแล้วก็ได้สร้างพระพุทธรูปยืนองค์ที่สองขึ้นเพื่อทดแทนคุณบิดา โดยสร้างขึ้นในกำแพงเมือง ผินพักตร์ไปเบื้องทักษิณทิศ

พระพุทธรูปยืนวัดพุทธมงคลเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีสร้างขึ้นด้วยหินทรายแดง เหมือนพระพุทธรูปมิ่งเมือง พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้สร้างขึ้นในเวลาเดียวกันคือ เมื่ออำเภอกันทรวิชัยฝนแล้ง ผู้ชายสร้างพระพุทธรูปมิ่งเมือง ผู้หญิงสร้างพระพุทธรูปยืนมงคล เสร็จพร้อมกันแล้วทำการเฉลิมฉลองอย่างมโหฬาร ปรากฏว่าตั้งแต่ได้สร้างพระพุทธรูปทั้งสององค์แล้วฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล พระพุทธรูปยืนมงคลตั้งอยู่ที่ ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

วัดบ้านสระ (วัดพุทธมงคล) มีลักษณะหน้าตาคล้ายๆบิดา และสร้างอยู่ภายในเขตกำแพงเมือง ซึ่งมีคูคลองปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่จนถึงทุกวันนี้ คือคูคลองที่ติดต่อกับบ้านสระ-บ้านคันธาร์ ระหว่างบ้านสระกับบ้านส้มป่อย ทุกวันนี้ยังคงสภาพคูคลองให้เห็นสภาพเด่นชัดอยู่ พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในกำแพงเมืองก็มีลักษณะคล้ายชายโดยเด่นชัด ส่วนพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนอกเขตกำแพงเมืองที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดสุวรรณาวาสมีลักษณะละมุนละไมคล้ายมารดา ซึ่งสร้างไว้นอกเมืองทางด้านทิศเหนือ

การพิมพ์ประวัติหลวงพ่อพระยืนครั้งนี้คงสมบูรณ์ที่สุดเมื่อท้าวลินทองได้สร้างพระพุทธรูปทั้งสององค์เสร็จแล้ว ความกระวนกระวายหายใจก็มิได้เบาบางลง ท้าวลินทองก็ได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหันเป็นจังหวะเดียวกับที่โหรจากเมืองพิมายเดินทางผ่านมา และขอเข้าทำนายดวงชะตาชีวิตของท้าวลินทอง โหรได้ทำนายว่า ท้าวลินทองจะตายภายใน 7 วัน ท้าวลินทองได้ยินถึงกับบันดาลโทสะสั่งประหารชีวิตโหรทันที แต่พวกข้าราชการที่ปรึกษาได้ขอชีวิตไว้ โหรจึงได้ทำนายต่อไปว่า หากท้าวลินทองสร้างพระพุทธรูปปางพุทธไสยาสน์ ด้วยทองคำหนักเท่าตัวขึ้นอีกองค์ หนึ่งความทุกข์ร้อนที่มีอยู่ก็จะบรรเทาเบาบางลง

ท้าวลินทองก็ได้สร้างพระพุทธรูปปางพุทธไสยาสน์ด้วยทองคำตามคำทำนายของโหรขึ้น แล้วจึงสร้างพระอุโบสถขึ้นเพื่อครอบองค์พระไว้ แต่ด้วยบาปกรรมของท้าวลินทองเป็นมหันตโทษ คือ มาตุฆาตปิตุฆาต จึงไม่สามารถสร้างให้สำเร็จได้ท้าวลินทองก็ถึงแก่ความตาย แต่ก่อนจะสิ้นลมหายใจ ท้าวลินทองก็ได้อธิษฐานว่า "ขอองค์พระพุทธรูปทองคำ อย่าให้คนพบเห็นเป็นอันขาด หากผู้ใดมีเคราะห์กรรมได้พบเห็นขอให้ผู้นั้นล้มป่วย พินาศฉิบหาย และให้ถึงแก่ความตาย"

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีผู้ใดได้กล้ำกรายพระอุโบสถ (พระพุทธรูปทองคำ) นั้นเลย กาลล่วงเลยมานาน จนเกิดเป็นป่าร้างต้นไม้ปกคลุมหนาทึบพระพุทธรูปทองคำจึงไม่มีใครพบเห็น ถ้าผู้ใดชะตากรรมถึงฆาตพบเห็นก็จะเกิดอาเพศป่วยไข้ถึงตายทุกราย ความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เล่าลือตราบเท่าทุกวันนี้ ปัจจุบันสถานที่ดังกล่าว คณะสงฆ์อำเภอกันทรวิชัย โดยมี ท่านหลวงปู่พระครูประจักษ์ธรรมวิชัย (อดีตเจ้าคณะอำเภอกันทรวิชัย) กับหลวงพ่อพระครูปัญญาวุฒิชัย เจ้าคณะอำเภอ (เจ้าอาวาสวัดพุทธมงคล) บ้านสระ หลวงพ่อพระครูวิชัยกิตติคุณ รองเจ้าคณะอำเภอกันทรวิชัย (เจ้าอาวาสวัดสุวรรณมงคล) บ้านคันธาร์ ได้ปรับปรุงเป็นสำนักเจริญวิปัสสนากรรมฐานของคณะสงฆ์ และผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมสถานที่ร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง ให้ชื่อว่า วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดดอนพระนอน) หลวงพ่อพระยืนกันทรวิชัยเป็นที่เคารพบูชาของชาวอำเภอกันทรวิชัยและใกล้เคียงโดยทั่วไป

เมืองคันธาธิราชไม่มีเจ้าเมืองปกครองถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้ปกครองเมืองนานถึง 1,089 ปีจนกระทั่งมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2417 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งเมืองใหม่อีกครั้ง ให้ชื่อเมืองว่า เมืองคันธาวิชัย หรือเมืองกันทะวิชัย สำหรับพระพุทธรูปทั้งสองมีสภาพชำรุดอย่างมากเหลือเฉพาะบางส่วน พ.ศ.2460 ได้มีการปฏิสังขรณ์ต่อเติมส่วนที่ขาดหายไป พระพุทธมงคลต่อเติมส่วนที่เป็นพระกร และพระเศียรขึ้นใหม่ พระพุทธมิ่งเมืองต่อเติมส่วนที่เป็นพระกรพระอุระและพระเศียรขึ้นใหม่แทนที่หักหายไป ทั้งยังต่อเติมส่วนท่อนล่าง บริเวณพระประคตและขอบสบงด้านหน้าลายปูนปั้น โดยเฉพาะพระพุทธมิ่งเมืองได้บูรณปฏิสังขรณ์อีกเมื่อ พ.ศ.2491 ประชาชนได้สร้างมณฑปคอนกรีตและยกพระพุทธรูปขึ้นจากอุโมงค์ใต้ดิน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2492 เหมือนสภาพที่เห็นในปัจจุบัน แต่เดิมเมืองกันทรวิชัยตั้งอยู่เมืองคันธาร์ริมฝั่งหนองบัวทิศใต้ เมื่อ พ.ศ.2458 ได้ย้ายเมืองและที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่บ้าน

ความสวยงามทางด้านศิลปกรรมแบบย้อนยุค สิมวัดสุวรรณาวาส เป็นสิมก่ออิฐถือปูน ได้รับอิทธิพลช่างญวนสร้างแบบไม่มีมุขหน้าขนาด 4 ห้อง ยาว 8.73 เมตร กว้าง 4.98 เมตร ไม่ปรากฏปีที่ก่อสร้าง คาดหมายว่าจะมีอายุรุ่นเดียวกับสิมวัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซุ้มประตูหน้าปั้นปูนออกมาเพื่อป้องกันฝน ยอดซุ้มก่อยอดแหลมเตี้ยคล้ายเจดีย์ บานประตูหน้าแกะสลักเป็นรูปคล้ายทวารบาลอยู่ท่ามกลางกนก เครือเถา

ส่วนล่างของประตูบานขวามือทำเป็นราหูกำลังแทะพระจันทร์แกะเป็นกระต่าย 1 ตัว อยู่ในพระจันทร์ด้วยฝีมือของชาวบ้านแน่นอน น่าจะเป็นช่างชาวไทย-อีสานที่ร่วมงานกับช่างญวน เพราะเมื่อพิจารณาตัวคันทวยรูปนาคอ่อนช้อยข้างละ5ตัวนั้น ได้เนื้อหาของอีสานอย่างลึกซึ้งและงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นที่กล่าวขวัญกันว่าความงามคันทวยนาคทำให้สิม หลังนี้มีคุณค่าโดดเด่นสะดุดตา ภายในสิมมีฐานชุกชีที่บูรณะใหม่และพระประธานเป็นองค์ใหม่ ปั้นรูปพระพุทธองค์ประทับอยู่กลาง มีลิงอยู่ซ้ายมีช้างอยู่ขวามือเป็นแบบปางป่าเลไลยก์

พุทธภาษิตที่ว่าที่ไหนมีความปรารถนาอยากได้ ที่นั่นมีความโศกมีความสะดุ้งกลัว แต่สำหรับท่านที่พ้นจากความปรารถนาอยากได้ย่อมไม่มีความโศกความสะดุ้งกลัว การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรางแสดงพระธรรมเทศนาตั้งแต่การตรัสรู้ โดยทรงพระมหากรุณาธิคุณทรงหวังสุขและประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลทั่วไป ผู้ฉลาดจึงได้ยึดถือคำสอนของพระองค์ ปฏิบัติตามคำสอนด้วยความดี ด้วยการเข้าวัดฟังธรรมและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อจะได้พบสิ่งดีๆตลอดไป