ตามไปดูงานวิวาห์หวาน "บาบ๋า"

เสน่หาอันดามัน...สวรรค์พญามังกรทะเล
ที่นี่...รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

ซินแสท่านหนึ่งกล่าวว่า ภูมิศาสตร์และทำเลของเกาะภูเก็ตมีลักษณะที่เป็น "พญามังกรทะเล" แห่งมหาสมุทรตามบัญชาสวรรค์ ชาวจีนเรียกขานว่า "ฮ่ายเหล็งอ๋อง" โดยหัวใจของมังกรอยู่ตรงกลางเมือง จึงได้จัดสร้างรูปหล่อมังกรทะเลไว้ตามความเชื่อ เพื่อความเป็นสิริมงคลและปกป้องชาวภูเก็ตและผู้มาเยี่ยมเยือน ให้มีความสุขความเจริญ มั่งคั่งในธุรกิจและทรัพย์สินจากการประกอบสัมมาอาชีพ

ภูเก็ต ดินแดนแห่งเกาะสวาทหาดสวรรค์ของนักท่องเที่ยวไทยและนานาชาติ งดงามด้วยธรรมชาติมนตร์เสน่ห์ทะเลอันดามัน หาดทรายขาวและทะเลสีคราม พรั่งพร้อมด้วยปัจจัยส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจต่อการเดินทางท่องเที่ยว ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนเป็น เมืองท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ในอดีตมีชื่อว่า "ภูเก็จ" แปลว่า เมืองแก้ว ตรงกับความหมายของคำว่า มณีคราม ตามหลักฐานบันทึกด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีระบุว่า พ่อค้าวานิชนักเดินเรือรู้จักกันดีและใช้เป็นเส้นทางการค้าระหว่างจีนกับอินเดียโดยผ่านแหลมมลายู ยังมีหลักฐานในหนังสือภูมิศาสตร์ แผนที่เดินเรือ ของ ปโตเลมี เมื่อประมาณ พ.ศ.700 ได้กล่าวถึงการเดินทางจากดินแดนสุวรรณภูมิลงมาแหลมมาลายู ว่าต้องแวะพักที่ แหลมจังซีลอน ซึ่งหมายถึง เกาะภูเก็จ (ภูเก็ต) นั่นเอง

จังหวัดภูเก็ต เติบโตมาจากการค้าขายแร่ดีบุก อันเป็นทรัพยากรสำคัญที่ตลาดโลกต้องการ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทำอาชีพเหมืองแร่โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจากสิงคโปร์ ปีนัง และเมืองจีน เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน นำวิถีการดำเนินชีวิตธรรมเนียมและประเพณี เข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมของชาวพื้นถิ่น ภูเก็ตจึงมีอัตลักษณ์ เป็นของตนเอง เห็นได้จากสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส อาหารพื้นเมือง การแต่งกาย ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนเป็นเรื่องราวเล่าขาน

"บาบ๋า" หรือ เพอรานากัน หมายถึงลูกหลานที่เกิดจากบรรพบุรุษเชื้อสายจีนและคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่มากว่า 200 ปี การจัดงานแต่งงานตามแบบฉบับของชาวบาบ๋า (เพอรานากัน) ถือเป็นพิธีการสำคัญและการแสดงออกด้าน ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งด้วยสถานะทางสังคมของครอบครัว

สมาคมเพอรานากัน ร่วมกับเทศบาลภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภูเก็ต สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดดภูเก็ต สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต หอการค้าจังหวัดภูเก็ต มูลนิธิเมืองเก่าภูเก็ต และภาคีเครือข่ายด้านอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมภูเก็ต ได้ร่วมกันจัดงาน "วิวาห์หวานบาบ๋า สุดปลายฟ้าอันดามัน" เป็นประเพณีประจำปีของชาวภูเก็ต การริเริ่มจัดกิจกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2548

คู่รักหรือคู่สมรสที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับแพ็คเกจท่องเที่ยว รวมอาหาร ที่พักในโรงแรม และรีสอร์ทริมชายหาดภูเก็ต 2 วัน 3 คืน เข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์การแต่งงานตามธรรมเนียมชาวบาบ๋าภูเก็ต ถ่ายภาพคู่กันที่แหลมพรหมเทพ นมัสการหลวงพ่อแช่มวัดฉลอง ล่องเรือชมทัศนียภาพอันโรแมนติค ชมความงามของพระอาทิตย์ตกน้ำยามเย็นของทะเลอันดามัน ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองบนเรือหรู ฯลฯ ในปีนี้จัดขึ้นวันที่ 21-23 มิถุนายน 2557 กิจกรรมอื่นๆ สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.phuketbaba.com

สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวไว้ในงานแถลงข่าวว่า การแต่งงานถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีสำคัญของชาวเพอรานากัน (บาบ๋า) เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วิถีชีวิตอันดีงาม ขบวนแห่คู่บ่าวสาวจะเดินผ่าน ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ถนนถลาง อันมีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ตลอดเส้นประดับตกแต่งด้วยโคมไฟจีนและดอกไม้ นับได้ว่าเป็นการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต แล้วเข้าไปถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกันที่พิพิธภัณฑ์ไทหัว

"งานวิวาห์หวานบาบ๋าฯ เป็นการประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางของกลุ่มคู่รักคู่แต่งงานและครอบครัวที่มองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่มีเอกลักษณ์และเป็นความทรงจำที่ดี"

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่างานวิวาห์บาบ๋า สุดปลายฟ้าอันดามัน เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ ททท.ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและได้บรรจุกิจกรรม วิวาห์หวานบาบ๋าสุดปลายฟ้าอันดามันในปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตเดือนมิถุนายนของทุกปี ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี ให้กลับมาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางต่อไป

"จังหวัดภูเก็ตมีชื่อเสียงด้านหาดทรายขาว ทะเลสวยงาม ร่ำรวยด้านวัฒนธรรม งานวิวาห์หวานบาบ๋าฯ สร้างการรับรู้เรื่องธรรมเนียมการแต่งงานซึ่งถือว่าเป็นพิธีการที่ศักดิ์สิทธิ์ ททท. ได้ให้การสนับสนุนประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรมนี้ผ่านสำนักงานในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคู่แต่งงานและกลุ่มฮันนีมูนในประเทศอินเดีย เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี เพื่อชวนคู่รักให้เข้าร่วมกิจกรรม"

เชฟ นูรอ โซ๋ะมณี สเต็ปเป้ แห่งโรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบูล เอเลเฟ่นท์ ภูเก็ต เปิดเผยว่าภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาวเพอรานากันในประเทศไทย ด้วยการรังสรรค์อาหารพื้นเมือง โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้มีโอกาสลิ้มลอง อาหารบาบ๋า อาทิ แกงตู้ (แกงปลา) ฮู้แช้ (สลัดบาบ๋า) และข้าวเหนียวหีบ เป็นต้น ที่หารับประทานได้ไม่ง่ายนักในปัจจุบัน

มร.คิม สเต็ปเป้ ผู้จัดการทั่วไป โรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบูล เอเลเฟ่นท์ ภูเก็ต กล่าวว่าตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา บูล เอเลเฟ่นท์ กรุ๊ป ได้มีบทบาทในการช่วยประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมและอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ภัตตาคารบูล เอเลเฟ่นท์ ใน 11 ประเทศ ผลิตและส่งออกชุดปรุงอาหารสำเร็จรูป เครื่องแกง น้ำจิ้ม เครื่องปรุง ชา กาแฟ และของท่านเล่นไปยังประเทศต่างๆ

ที่ตั้งของโรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบูล เอเลเฟ่นท์ ภูเก็ต เดิมเป็น จวนของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต งดงามด้วยสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ได้ถูกกำหนดให้เป็น บ้านของเจ้าบ่าว ส่วนบ้านของเจ้าสาวได้ใช้ บ้านหงส์หยก คฤหาสน์เก่าแก่และมีชื่อเสียงเป็นสถานที่จัด พิธียกน้ำชา

มาถึงภูเก็ตแล้วต้องไม่พลาด การเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต หรือการปั่นจักรยานชมเมืองฯ เพราะเป็น เส้นทางเสน่ห์แห่งชิโน-โปรตุกีส ผสานคุณค่าด้าน ประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตชุมชน เข้าไว้ได้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและน่าสนใจศึกษาเรียนรู้ ประสบการณ์เดินชมสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ผู้คนใจดี มีอาหารพื้นเมืองเรื่องลือความอร่อยถูกปากถูกใจ ระยะทางประมาณ 4.6 กิโลเมตร แบ่งเป็น 6 ช่วงประกอบด้วย

ช่วงที่ 1 ถนนภูเก็ต ถนนรัษฎา และถนนระนอง จุดเริ่มต้นของการเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต จากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ พิพิธภัณฑ์โรงแรมถาวร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วงเวียนสุริยเดช ไปจนถึงบริษัทการบินไทย แล้วแวะไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้าปุดจ้อและศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนปฏิพันธ์

ช่วงที่ 2 ถนนกระบี่ และถนนสตูล บนถนนกระบี่จะได้พบอาคารที่มีความงดงาม พิพิธภัณฑ์ไทหัว โรงเรียนภูเก็ตกุลธิดา โรงพยาบาลสิริโรจน์เดิม คฤหาสน์พระพิทักษ์ชินประชา (โรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบูล เอเลเฟ่นท์ ภูเก็ต) และบ้านคุณประชาตัณฑวณิช

ช่วงที่ 3 ถนนดีบุก ถนนเยาวราช และตรอกสุ่นอุทิศ ช่วงนี้เริ่มจากแยกถนนดีบุก ตัดกับถนนสตูล จะพบกับคฤหาสน์ตัณฑเวส บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ แล้วเดินตามถนนดีบุกถนนสายย่านบ้านนายเหมืองเก่า ผ่านสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าถนนเยาวราช ชมอาคารโบราณ มาถึงตรงนี้แล้ว ต้องไม่พลาดเข้าไปอุดหนุนและชิมอาหารว่างพื้นเมืองยามบ่ายอยู่ภายในซอยสุ่นอุทิศ แล้วเดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนถลาง

ช่วงที่ 4 ถนนถลาง ซอยรมณีย์ เป็นถนนสายประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่ง มีอาคารตึกแถวเก่าที่มีรูปแบบเดิมๆ เกาะกลุ่มกันมากที่สุด 141 คูหา โดยมีลักษณะของการเปิดช่องทางเดิน (หงอคาขี่) เอาไว้เหมือนในอดีต จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของภูเก็ต แยกซ้ายมือเข้าสู่ซอยรมณีย์ จะได้พบกับบรรยากาศเมืองเก่าในรูปแบบใหม่ ออกจากถนนถลางเข้าสู่ถนนภูเก็ตและถนนพังงา

ช่วงที่ 5 ถนนพังงา ถนนภูเก็ต มุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต ชมอาคารชาร์เตอร์แบงก์ เลี้ยวขวาเข้าถนนพังงาจะพบกับ ตึกเก่าถนนพังงา โรงแรมออนออน ศาลเจ้าแสงธรรม ถนนพังงายังเป็นถนนสายศิลปะที่สามารถเลือกซื้องานประดิษฐ์ต่างๆ ได้มากมาย ในราคาที่ต่อรองกันได้

ช่วงที่ 6 ถนนเทพกระษัตรี และถนนมนตรี เป็นช่วงสุดท้ายในการเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต แวะชมคฤหาสน์ตระกูลหงษ์หยก และอาคารบริษัทอนุภาษภูเก็ตการ บนถนนเทพกระษัตรี จากนั้นจะถึงสี่แยกถนนถลาง เลี้ยวซ้ายเพื่อแวะสักการะ พญามังกรทะเล "ฮ่ายเหล็งอ๋อง" ใกล้ๆ กัน เป็นที่ตั้งของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนมนตรีไปชมตึกเก่าซึ่งเป็นที่ทำการของไปรษณีย์ภูเก็ต

เมืองเก่าภูเก็ต ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต มีบทบาทสำคัญในฐานแหล่งผลิตแร่ดีบุกคุณภาพดีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเคยเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีชาวโปรตุเกสและฮอลันดาเข้ามาทำการซื้อขายแร่ดีบุก มีความเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมถอยลงในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนมาถึงในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2391-2411) หลวงพิทักษ์ทวีป (ทัด) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต เล็งเห็นว่าพื้น ทุ่งคา มีแร่ดีบุกมาก จึงได้ย้ายเมืองจากบ้านเก็ตโฮ่ (อำเภอกระทู้ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ทุ่งคา

การพัฒนา เมืองภูเก็ตใหม่ ตำบลทุ่งคา มีความรุ่งเรืองสูงสุด พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต (พ.ศ.2444-2446) ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสร้างส่วนราชการ โรงพยาบาล ถนนและสาธารณูปโภค แบ่งพื้นที่พัฒนาเมืองให้เป็นย่านการค้า

อาคารตึกแถวและคฤหาสน์ในย่านการค้าส่วนใหญ่มีการการพัฒนาในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ โดยไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ใช้เงินทดแทนที่เรียกเก็บจากการทำเหมืองแร่ ภูเก็ตจึงสามารถพัฒนาเมืองจนมีความเจริญรุ่งเรืองกว่าเมืองอื่นๆ

อาคารต่างๆของภูเก็ต ริเริ่มสร้างขึ้นในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาคารที่พบในประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซียและสิงคโปร์ เมืองท่าค้าขายและเมืองที่ทำเหมืองแร่ดีบุก ได้แก่ ปีนัง สิงคโปร์ มะละกา ไทปิง นอกจากนี้ยังพบที่ ตะกั่วป่า พังงา และระนอง ด้วย

รูปแบบ สถาปัตยกรรมในสมัยนั้นรู้จักกันนาม ชิโนโปรตุเกส ซึ่งอาจรับรู้ว่าได้รับอิทธิพลมาจากจีนและโปรตุเกสโดยตรง แต่เมื่อได้ศึกษารายละเอียดแล้ว จะพบว่าลวดลายเหล่านี้ได้รับอิทธิพจากจีนและยุโรปหลายยุค รวมทั้งจากอินเดียด้วย จึงไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นสถาปัตยกรรมที่มีมาจากโปรตุเกสเท่านั้น

สถาปัตยกรรมในเขตเมืองเก่าภูเก็ต แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย อาคารสาธารณะ สมาคม โรงเรียน บริษัทเอกชน อาคารตึกแถวเป็นที่อยู่อาศัยและทำการค้า และคฤหาสน์

อาคารสาธารณะ ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนผนังหนา มีลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมในยุคคลาสสิค และโรมันในยุโรป ส่วนใหญ่จะมาสร้างในสมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เป็นผู้ปกครอง

เมืองเก่าภูเก็ตมีอาคารประวัติศาสตร์อยู่มาก แต่กำลังเสื่อมสภาพลง อาคารเก่าหลายแห่งถูกแทนที่ด้วยอาคารรูปแบบใหม่ ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก หลายหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและองค์กรเอกชน องค์กรท้องถิ่นในเมืองภูเก็ต จึงได้ร่วมกันหาหนทางในการพัฒนาและอนุรักษ์ย่านการค้าเมืองเก่านี้ และได้กำหนดพื้นที่ประมาณ 175 ไร่ ซึ่งครอบคลุมถนนรัษฎา ถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนภูเก็ต ถนนเทพกระษัตรี ให้เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิปกรรม โดยออกเป็นประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

ต่อมา ในพ.ศ.2540 ได้มีการแก้ไขประกาศนี้ โดยมีการเพิ่มเติมพื้นที่ช่วงถนนถลาง และถนนพังงาด้านทิศตะวันออกเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมด้วย ทำให้มีพื้นที่ทั้งหมด 210 ไร่

พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ควบคุมความสูงของอาคารไม่เกิน 12 เมตร และส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาคารในรูปแบบดั่งเดิม การเว้นช่องทางเดินด้านหน้า คงรูปแบบอาคารในลักษณะชิโนโปรตุเกสไว้ เพื่อให้ยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นเมืองเก่าภูเก็ตได้ต่อไป

"เก่าไป-ใหม่มา" ท้าทายต่อการพัฒนาและการอนุรักษ์ หากจะหาจุดกึ่งกลางที่สามารถยืนหยัดอยู่ร่วมกันได้ก็นับว่าดีที่สุด เก่าหรือใหม่ไม่ใช่อื่นไกล เป็นลูกหลานบาบ๋า และพญามังกรทะเล ร่วมกันทั้งสิ้น