ฮิโรชิมา ในวันซากุระบาน

ความสวยงาม สีสัน บนความเศร้า
บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 4 : โทริอิ...ประตูสู่สรวงสวรรค์ และศาลเจ้าลอยน้ำที่มิยาจิมา เกือบสิบปีที่แล้วผู้เขียนเห็นภาพ ประตูโอริอิ (Torii) สีแดงที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล บนปกนิตยสารท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง ทำให้ผู้เขียนตั้งปณิธานไว้ว่า วันหนึ่งเรา ต้องไปที่นี่ให้ได้...และเมื่อไปสัมผัสจริงๆ มันมีความสุขใจมาก

ในช่วงเช้า วันที่สองของการเดินทาง เป็นการนำชมเกาะมิยาจิมา การเดินทางไปเกาะต้องไปทางเรือเท่านั้น เรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที ก็ถึงท่าเรือเกาะมิยาจิมาแล้ว โดยเรือข้ามฟากจะมีให้บริการทุกๆ 15 นาที ลงจากเรือแล้ว ยังไม่ถึงศาลเจ้าลอยน้ำ ต้องเดินไปอีกประมาณ 10 นาที ไปตามถนนเลียบริมทะเล เป็นทางผ่านระหว่างท่าเรือกับศาลเจ้าซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า เสาโทริอิสีแดงส้ม ตั้งเด่นอยู่กลางน้ำ แสดงถึงอาณาเขต บริเวณของศาลเจ้า จะเห็นกวางเดินอยู่ทุกหนแห่งบนเกาะมิยาจิมา เป็นเพราะว่า ก่อนที่ศาสนาพุทธจะเข้ามาแพร่หลายในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาชินโต และมีความเชื่อในศาสนาชินโตว่า กวางเป็นทูตของสวรรค์ เป็นสัตว์ผู้นำสารจากพระเจ้าหรือสวรรค์เบื้องบนมายังโลกมนุษย์ และในสมัยนั้นจักรพรรดิของญี่ปุ่นก็นับถือศาสนาชินโตเช่นกัน จึงได้มีคำสั่งห้ามผู้ใดทำร้ายกวาง เพราะถือว่ากวางเป็นสัตว์ของเทพเจ้า ถ้าใครทำร้ายกวางจะได้รับโทษขั้นรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ดังนั้น ในสมัยนั้น จึงถือว่ากวางเป็นอภิสิทธิ์ชน ใครจะมาทำร้ายไม่ได้ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ โดยได้เปลี่ยนให้ถือว่ากวางเป็นสัตว์ที่ต้องคุ้มครองอนุรักษ์ไว้เท่านั้น แต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังรู้สึกผูกพันกับกวาง และถือว่ากวางเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี น้องกวางจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์คู่เกาะมิยาจิมาตราบจนทุกวันนี้

เกาะมิยาจิมา (Miyajima) อยู่ในส่วนของ Seto Inland Sea เป็นหนึ่ง ในหลายๆเกาะ ของเมืองฮิโรชิมา และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่ง ในสามสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดในญี่ปุ่น (ส่วนอีกสองแห่งคือ อ่าว Matsushima จังหวัด Miyagi เมืองทางเหนือของ Tokyo เป็นวิวเกาะเล็กๆกลางทะเลจำนวนมาก ที่สวยงาม และ Amonohashidate ในจังหวัด Kyoto เป็นวิวสันทรายที่ปกคลุมไปด้วยต้นสน ทอดยาว 3.6 กม. ในอ่าว Miyazu สวยจนคนญี่ปุ่นตั้งชื่อนี้ ซึ่งแปลว่า "สะพานแห่งสรวงสวรรค์")

เกาะมิยาจิมา เรียกอีกอย่างว่า เกาะแห่งศาลเจ้า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีสัญลักษณ์ญี่ปุ่นคือ "โทริอิ" ซุ้มประตูสีแดงในน้ำทะเลหน้าศาลเจ้าอิทสึคุชิมา ศาลเจ้าแห่งนี้ฉายความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ในช่วงที่ซากุระบานเช่นวันนี้ ที่นี่จะสวยงามมาก ศาลเจ้าแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานในศาสนาชินโต โดยชินโต หรือวิถีแห่งเทพเจ้า เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ที่ถือกำเนิดมาพร้อมๆกับอารยธรรมญี่ปุ่นที่เชื่อว่า สิ่งต่างๆที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ภูเขา ทะเล ต้นไม้ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีเทพเจ้า (คามิ) สิงสถิตอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้น ชาวพื้นเมืองจึงได้สร้างศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตของเทพเจ้า

ศาลเจ้ามิยาจิมา หรือเรียกอีกชื่อว่า อิทสึคุชิมา (Itsukushima Shrine) เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต ที่เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สร้างครั้งแรก ในศตวรรษที่ 6 สมัยพระจักรพรรดิสุอิโกะ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาลูกสาวทั้งสามคนของ สุซาโนโอะ โนะ มิโคโตะ (Sosano-o No Mikoto) ซึ่งเป็นเทพแห่งพายุ และท้องทะเล และบูชาเทพเจ้าหญิงแห่งดวงอาทิตย์ อามาเทราสุ (Amaterasu) และเกาะมิยาจิมาถือเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ คนธรรมดาไม่ได้รับอนุญาตให้เหยียบขึ้นมาบนเกาะนี้ เพื่อที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของเกาะมิยาจิมาไว้

นอกจากนั้นเกาะนี้ยังคงไม่อนุญาตให้มี การเกิดและการตายมาตั้งแต่ ค.ศ.1878 ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอดจะต้องย้ายออกไปจากเกาะมิยาจิมา ผู้สูงอายุมากๆและผู้ป่วย ก็ไม่อนุญาตให้อยู่บนเกาะ และไม่ให้มีการเผาศพที่เกาะเช่นกัน และมีการปรับปรุงศาลเจ้ามิยาจิมา อีกครั้งในสมัยของข้าหลวงไทราโน คิโยโมริ มีการสร้างขยายเพิ่มเติมและ เปลี่ยนแปลงรูปแบบให้สวยงามและใหญ่โตขึ้นภายในประดิษฐานเทพเจ้าในศาสนาชินโต ศาลเจ้าแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหน โครงสร้างประกอบด้วยศาลเจ้าหลักและศาลเจ้ารอง มีทั้งที่ยกพื้นสูงและต่ำ เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินยาวไปจนถึงทะเล การที่แลเห็นเหมือนศาลเจ้าลอยอยู่เหนือน้ำในช่วงที่น้ำขึ้น แท้จริงแล้วศาลเจ้าถูกสร้างอยู่บนตอหม้อที่สร้างให้ยื่นออกไปในน้ำ แต่พอเวลาน้ำลงจะเห็นเสาตอหม้อได้อย่างชัดเจน พื้นผิวของศาลเจ้าไม่มีการใช้ตะปู เนื่องจากบนเกาะมิยาจิมาถือเป็นเกาะเทพเจ้า มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ได้รับการยินยอมให้ตอกตะปู เพราะจะถือเป็นการลบหลู่เทพเจ้า

ศาลเจ้าแห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี 2539

ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าการที่ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะเป็นที่สถิตของเทพเจ้าหลายองค์ โดยมีเทพเจ้าที่คุ้มครองท้องทะเลเป็นเทพเจ้าหลักคอยปกปักษ์รักษาที่นี่ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นพัดโถมเข้ามาเท่าใด สถานที่ที่มีเทพเจ้าคุ้มครองแห่งนี้ก็ไม่เคยพัง แม้ว่าในช่วง ค.ศ. 2004 (5 กันยายน) พายุไต้ฝุ่น Songda เข้าทำลายศาลเจ้าบางส่วน ทำให้ต้องปิดซ่อมชั่วคราว เป็นระยะเวลาหนึ่ง การเข้าชมศาลเจ้ามีค่าเข้าชม 300 เยน

นอกจากศาลเจ้าแล้ว ประตูสีแดงที่เรียกว่า "โทริอิ" ที่สร้างไว้ในทะเลเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้รู้ว่านี่เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ตรงด้านหน้าทะเลของศาลเจ้า จะมีเสาโทริอิเป็นซุ้มสองเสาทำจากต้นการบูรแดงที่ผุดขึ้นกลางทะเล เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของศาลเจ้านี้

โทริอิ (torii) เปรียบเสมือนประตูทางเข้าสู่สวรรค์ในความเชื่อของญี่ปุ่นโบราณ ซึ่งมักจะพบในวัด และศาลเจ้าญี่ปุ่นในนิกายชินโต ซึ่งจะเป็นเสาสองต้นที่มีคานพาดอยู่ด้านบนสองชั้น สมัยก่อนทำด้วยไม้หรือหิน มักจะทาด้วยสีแดง ซึ่งหากแปลตามตัวอักษรแล้วโทริอิ จะแปลว่าที่สำหรับนก เพราะความเชื่อตามนิกายชินโตว่า นกเป็นผู้สื่อสารของพระเจ้า แม้ว่าโทริอิ เป็นประตูทางเข้าของศาลเจ้าชินโต แต่ในญี่ปุ่นก็สามารถพบได้ในวัดของศาสนาพุทธเช่นกัน

เสาโทริอิ ที่เกาะมิยาจิมา นับว่าเป็น "หนึ่งในสามเสาโทริอิสำคัญของญี่ปุ่น" โดยอีกสองแห่งคือเสาโทริอิในศาลเจ้าคาสึงะ ในเมืองนารา และเสาโทริอิ ด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเคฮิ ในเมืองทสึรุ จังหวัดฟุกุอิ

ซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ ด้านหน้าศาลเจ้า ในช่วงเวลาที่น้ำขึ้นจะไม่สามารถเดินลงไปจนถึงโทริอิได้ ทำให้มองเห็นราวกับซุ้มประตูนี้ผุดขึ้นมากลางทะเล แม้จะมีชื่อเสียงในฐานะเสาโทริอิที่ลอยน้ำ แต่เสานี้ไม่ได้ลอยน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่น้ำลดก็จะเห็นพื้นดินรอบๆ สามารถก็เดินลงไปลอดใต้ซุ้มประตูโทริอิแห่งนี้ได้ นักท่องเที่ยวนิยมเอาเหรียญไปวางที่รอยแตกของ ประตูศาลเจ้าเพื่ออธิษฐาน และเชื่อกันว่า หากมาที่ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะแล้วจะต้องมาลอดซุ้มประตูนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นจะถือว่าไม่ได้เข้ามาที่นี่

โชคดีวันนั้น ขณะชมด้านในของศาลเจ้า เจอขบวนแต่งงานแบบญี่ปุ่นโบราณ ไก๊ด์บอกว่าถ่ายภาพได้ โอกาสเจอแบบนี้ยากมาก พิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมของศาสนาชินโตมีความสวยงามในความศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงสมาชิกในครอบครัวและญาติใกล้ชิดของคู่สมรสเท่านั้นที่เข้าร่วมพิธีศาสนา

พิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ จะประกอบพิธีกันแบบดั้งเดิม เรียกว่า "พิธีแต่งงานแบบชินโต" ที่คู่บ่าวสาวจะต้องสวมชุดแต่งงานแบบดั้งเดิมของศาลเจ้าชินโต ซึ่งเจ้าสาวมักจะสวมเป็นชุดกิโมโนสีขาว เกล้าผมขึ้น สวมหมวก หรือผ้าคลุมผม สวมรองเท้าเกี๊ยะ และต้องมีการซ้อมพิธีอยู่หลายครั้ง โดยเน้นการจัดงานแบบใหญ่โตและใช้งบประมาณสูง เพื่อให้เป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวและครอบครัว เจ้าบ่าวสวม Hakama (เสื้อผ้ากางเกงเหมือนจีบ) กับแจ๊คเก้ตชุดกิโมโนสีดำ เจ้าสาวสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์กิโมโนผ้าไหมปักลายประณีต (เรียกว่า "Shiromuku") แต่งหน้าสีขาวละเอียดและวิกผมแบบดั้งเดิม พิธีจะดำเนินการโดยนักบวชชินโต เพราะศาสนาชินโตเป็นศาสนาธรรมชาติ Animistic Revering การนัดหมายกับกาลเวลา พิธีสะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ที่เชื่อมต่อกับประเพณีบูชาธรรมชาติ

นอกจากศาลเจ้าชื่อดังแล้วเกาะมิยาจิมายังมีสถานที่เที่ยวอื่นอีก เช่น ย่านร้านค้าขนาดใหญ่ และพิพิธภัณฑ์ ศาลเจ้าเล็กๆ สิ่งก่อสร้างโบราณต่างๆมากมาย และยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำด้วย นอกจากนี้ยังมีเป็นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติ สามารถนั่งรถกระเช้าขึ้นไปด้านบนเพื่อชมทิวทัศน์ของเกาะจากมุมสูงด้านบนได้

เราเดินผ่านข้างหลังศาลเจ้า เป็น เจดีย์ 5 ชั้น หรือ Gojuto ข้างขวาของเจดีย์ เป็น Senjokaku หรือ วิหาร 1,000 เสื่อ สร้างโดย โชกุน Toyotomi Hideyoshi เดินขึ้นไปดูได้ ไม่เสียค่าเข้าชม ช่วงนี้เป็นช่วงที่ซากุระบาน แถบนี้จึงแน่นไปด้วยชาวญี่ปุ่น ที่มาชมดอกไม้ ส่วนในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่ก็จะเบียดเสียดไปด้วยผู้คนที่มาชมใบไม้เช่นกัน

มาเกาะมิยาจิมา...นอกจากจะมาดูมรดกโลกแล้ว อีกสามสิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ หอยนางรมย่าง เป็นหอยนางรมย่างทั้งเปลือกบนเตาถ่าน พอสุกเขาจะราดด้วยซอสโบราณประจำเกาะที่ชื่อว่า "โอโกโมมิยากิ" อีกอย่างคือ ขนม "โมมิจิมันจู" ของขึ้นชื่อของเกาะมิยาจิมา เป็นมันจูที่ทำเป็นรูปใบโมมิจิ ส่วนใหญ่แล้วมันจูจะเป็นไส้ถั่วแดง แต่ไส้อื่นก็มีขายอยู่บ้าง และทัพพีไม้ตักข้าว สัญลักษณ์เมือง

ถนนมาชิยะทอดยาวไปจนถึงท่าเรือมิยาจิมา มีร้านค้าสองข้างทางเต็มไปด้วยของฝาก ของที่ระลึก และร้านอาหารแทบทุกร้านมีไม้พายวางจำหน่ายหลากหลายขนาด ไม้พายเป็นของฝากสัญลักษณ์ของเกาะมิยาจิมา ในอดีตพระเชชินเป็นผู้แนะนำให้ชาวบ้านนำไม้บนเกาะซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์รอบๆบริเวณเชิงเขามิเซ็น ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์นำมาทำเป็นพายไม้ เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้เดินทางมาสักการะศาลเจ้ามิยาจิมา เป็นของที่ระลึกและนำกลับไปเป็นศิริมงคล แม้รูปร่างจะเหมือนไม้พายตักข้าว แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่นิยมนำไปตักข้าวกัน นอกจากนั้นก็จะเป็นช้อน ตะเกียบ ซึ่งทำจากไม้เหมือนกันให้ได้เลือกซื้ออีกด้วย

เราเป็นคนที่หลงใหลในพัดคลี่แบบญี่ปุ่นมาแต่ไหนแต่ไร ชอบมาแต่ครั้งเห็นภาพจากสาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนพร้อมพัดด้ามสวยคลี่บังใบหน้า มาเที่ยวญี่ปุ่นจึงตามล่าหาพัด

พัดญี่ปุ่น มีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า พัด "เซ็นสึ" (Sensu) เป็นพัดที่ต้องกางออกมาเวลาจะใช้

ส่วนพัดอีกแบบหนึ่งเรียกว่า พัด "คุจิวะ" (Uchiwa) เป็นพัดแข็งพับไม่ได้ เวลาใช้ไม่ต้องกางออก วัสดุที่ใช้ในการทำพัดทั้งสองอย่าง เป็นโครงไม้ไผ่และกระดาษ วัตถุประสงค์การใช้ก็เหมือนกันคือเพื่อคลายความร้อน แต่จะต่างกันกันที่ พัด Sensu ที่มีลวดลายวิจิตรงดงามมากๆ จะใช้สำหรับพิธีการ งานแสดง หรือใช้ตั้งโชว์มากกว่าจะใช้ เพื่อคลายความร้อน ในสมัยเฮอันของญี่ปุ่น ผู้หญิงจะใช้พัด Sensu ในการปิดบังหน้าตัวเองเวลาสนทนากับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นผู้ชาย นอกจากนี้แล้ว Sensu ยังถูกในทั้งการแสดงชั้นสูงไปจนถึงการแสดงพื้นบ้านอย่างละครโน เคียวเก็นและคาบุกิอีกด้วย

เราได้พัดญี่ปุ่นสวยสมราคามา 2-3 อัน อันแรกสวยจับใจเป็นพัดที่ทำจากก้านไผ่ระบายสีน้ำตาลทอง ปิดทับด้วยผ้าแพรสีชมพูใสสีเดียวกับดอกซากุระที่เบ่งบานทั่วเกาะในวันนั้น ตรงก้านพัดเพ้นท์เป็นกิ่ง ซากุระที่เริ่มเบ่งบาน สนนราคาสูงสมความสวยงามประณีต อีกสองด้ามเป็นลายดอกซากุระ และลวดลายกิโมโน

หลังจากชม เกาะมิยาจิมา " หนึ่งในสามสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดในญี่ปุ่น" ในช่วงเช้าแล้ว วันนี้ในช่วงบ่ายเราจะได้ชมชมสะพานคินไต เป็นสะพานไม้ห้าโค้งที่สวยงาม ติดอันดับสะพานสวย หนึ่งใน สาม ของญี่ปุ่นกัน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า