ธรรมเนียมแต่งกาย ในพระราชพิธีโสกันต์

วัฒนธรรมธรรมเนียม

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ เรื่อง "ธรรมเนียมการแต่งกายในพระราชพิธีโสกันต์" เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระราชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ตลอดจนเครื่องแต่งกายในพระราชพิธีดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) ประธานพระครูพราหมณ์และหัวหน้าพราหมณ์ สังกัดกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง และ อาจารย์บุหลง ศรีกนก นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร พร้อมการสาธิตการแต่งกายในพิธีโกนจุก ประกอบการบรรยายพิเศษ โดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ประธานกลุ่มจันทร์โสมา จังหวัดสุรินทร์ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเร็วๆนี้

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์และหัวหน้าพราหมณ์ สังกัดกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง กล่าวถึงคติความเชื่อและประเพณี เกี่ยวกับเด็กเกิดใหม่ของไทยว่า มีมากมายหลากหลายธรรมเนียม ขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค ความเชื่อ ศาสนา ตลอดจนสภาพสังคมนั้นๆตามประเพณีราชสำนัก เมื่อพระราชโอรส หรือพระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ หรือบุตรธิดาของขุนนางผู้ใหญ่ เรื่อยมาจนถึงบุตรธิดาของคนสามัญธรรมดาทั่วไป สมัยก่อนมักนิยมไว้ผมจุกเป็นส่วนมาก ดังปรากฏในหนังสือเรื่อง ประเพณีเนื่องในการเกิด ของ พระยาอนุมานราชธน ระบุว่า คติเกี่ยวกับการไว้จุกนั้น เริ่มหลังจากที่มีพิธีโกนผมไฟ โดยจะเว้นผมไว้ตรงส่วนกระหม่อม เพราะถือเป็นส่วนที่บอบบางที่สุดบนศีรษะ แต่ก็มีการพัฒนาเกี่ยวกับการไว้ผม ในหลายยุคหลายสมัย เท่าที่พอจะทราบและเชื่อกันว่าประเทศไทยนั้น น่าจะได้รับคติการไว้ผมจุกนี้ มาจากศาสนาพราหมณ์ อันเกี่ยวเนื่องกับคติการบูชาเทพเจ้า เนื่องด้วยเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์นั้น มีผมยาวและขมวดมุ่นเป็นมวยไว้กลางศีรษะ อาจมีการนำคติดังกล่าว มาดัดแปลงเป็นทรงผมเด็ก ด้วยมีความเชื่อว่า เด็กจะได้รับการคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า

สมัยโบราณจะนิยมให้บุตรธิดาไว้ผมจุก จนโตอายุประมาณ 11-13 ปี ก็จะทำพิธีโกนจุก เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงออก กับทั้งตัวเด็กและคนรอบข้างว่า บัดนี้ตนเองหาใช่เด็กเล็กๆอีกต่อไปแล้ว หากแต่กำลังก้าวข้ามสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ พิธีโกนจุกหากเป็นของพระบรมวงศานุวงศ์ ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป เรียกว่า "พระราชพิธีโสกันต์" ส่วนพระอนุวงศ์ระดับหม่อมเจ้า เรียกว่า "พิธีเกศากันต์" โดยโหรหลวงจะดูฤกษ์ยาม เพื่อกำหนดวันเวลา ที่จะเริ่มพระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งจะมีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์พร้อมกัน ส่วนใหญ่มักประกอบ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มักจะประกอบพิธีนี้ ร่วมกับ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ (พิธีตรุษไทย พระราชพิธีเดือน 4) ต่อมาประกอบร่วมกับพระราชพิธีตรียัมปวาย (โล้ชิงช้า)

พร้อมกันนี้ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ นำเครื่องพิธีที่ใช้ในพิธีโกนจุกที่โบสถ์พราหมณ์ มาแสดงให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด อาทิ บัณเฑาะว์ เป็นกลองสองหน้า ที่ใช้เป็นเครื่องให้จังหวะ ในงานพระราชพิธีต่างๆ เพื่อขับไล่ความอัปมงคลทั้งหลาย ให้ออกจากสถานที่ที่ประกอบพิธีนั้น สังข์สำหรับรดน้ำประสาทพร ประดับด้วยนพรัตน์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ถาด 3 ขาสำหรับเป็นที่รองสังข์ กรรไกร และมีด สำหรับโกนผม ทำจากเงิน ทอง นาค และแว่นเวียนเทียน ที่ใช้ในการเวียนเทียนในงานพระราชพิธี เพื่อให้เกิดความสิริมงคล

อาจารย์บุหลง ศรีกนก นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร ให้ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการ ของพระราชพิธีโสกันต์ ในราชสำนักสยาม สันนิษฐานว่า สมัยกรุงสุโขทัยยังไม่ปรากฏหลักฐาน เกี่ยวกับพระราชพิธีนี้ กระทั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมีการกล่าวถึงการโสกันต์ครั้งแรก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ณ บ้านเกาะเลน พ.ศ.2175 เป็นการโสกันต์พระเจ้าลูกเธอพระองค์อินทร์ หลังการโสกันต์พระราชทานพระนามว่า เจ้าฟ้าชัย ซึ่งต่อมาพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ที่ 25 แห่งกรุงศรีอยุธยา

จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ อย่างคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม มีการกล่าวถึงรูปแบบพระราชพิธีลงสรงเจ้าฟ้า และพิธีโสกันต์เจ้าฟ้า ตามอย่างโบราณราชประเพณี ครั้งกรุงศรีอยุธยา หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 ยังมีเจ้านายชั้นสูงพระองค์หนึ่ง ดำรงพระชนม์ชีพ มาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพินทวดี พระราชธิดาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี พระองค์ทรงเป็นพระเชษฐภคินี ในพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ สันนิษฐานกันว่า ในครั้งเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา คงจะเชิญเสด็จลงมา ที่กรุงธนบุรีด้วยกัน ปรากฏว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดฯให้ประทับในพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี และทรงอุปการะยกย่องเป็นอันดี เจ้าฟ้าหญิงพินทวดี จึงทรงเป็นผู้แนะนำเรื่องราชประเพณี และการในรั้วในวังต่างๆ จนกระทั่งหมดสมัยกรุงธนบุรี

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงเชิญเสด็จมาประทับ ในพระบรมมหาราชวัง และได้ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มีการรื้อฟื้น พระราชพิธีโสกันต์แบบเต็มตำรา ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ครั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาอีกครั้ง โดย สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรก ที่ได้รับพระมหากรุณา ให้มีการพระราชพิธีโสกันต์แบบเต็มตามตำรา และได้มีการสืบทอดแบบแผนการ พระราชพิธีโสกันต์ต่อเนื่องกันมา อีกหลายยุคหลายสมัย ของกรุงรัตนโกสินทร์ จวบจนครั้งสุดท้าย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้มีพิธีเกศากันต์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ก่อนที่พระราชพิธีนี้ จะได้ถูกยกเลิกไป หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

จากนั้นเป็นการสาธิตการแต่งกาย ในพระราชพิธีโสกันต์ ที่จำลองมาจากพระราชประเพณีโบราณ ประกอบการบรรยาย โดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ประธานกลุ่มจันทร์โสมา จังหวัดสุรินทร์ เล่าถึงการสืบสานประเพณีโกนจุก ที่ครอบครัวคงอนุรักษ์ไว้ นอกจากเป็นคติความเชื่อแล้ว ยังผสานเรื่องของสรีระศาสตร์ไปในตัว

เด็กแรกเกิดมีชิ้นส่วนกะโหลกมากมาย ที่ต้องใช้เวลาในการค่อยๆประสานให้เป็นชิ้นเดียว ดังนั้น เมื่อขณะเป็นทารก กะโหลกจะมีช่องว่าง บริเวณค่อนมาทางด้านหน้าของศีรษะ ที่เรียกว่า กระหม่อม เป็นจุดที่เปราะบางที่สุด จะปิดสนิทตั้งแต่อายุ 2 ถึง 2 ขวบครึ่ง ถึงจะพ้นขีดอันตรายของชีวิต การไว้จุกตั้งแต่แรกเกิด มีเส้นผมบริเวณที่ไว้จุก ช่วยทำให้บริเวณกระหม่อม มีความอบอุ่น และป้องกันให้ปลอดภัย จากการกระทบกระเทือน อันที่จริงการไว้จุกเป็นเรื่องสรีระมนุษย์ ภายหลังพัฒนาเป็นพิธีกรรมและกลายเป็นคติความเชื่อ

การเกล้าพระโมลี (เกล้าจุก) ของพระบรมวงศานุวงศ์ ในแบบราชสำนักโบราณ จะเกล้าอย่างสวยงาม ประดับประดาด้วยดอกไม้ และเครื่องประดับผมที่สวยงามมาก โดยจะมีการกันไรพระเกศา เป็นขอบขาวรอบบริเวณพระโมลี เมื่อหลังจากเกศากันต์ (โกนจุก) แล้ว บริเวณของไรพระเกศาที่กันไว้ จะปล่อยยาวเป็นทรงผมต่างๆ

สำหรับเครื่องแต่งกาย ที่ใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ ในส่วนของ ภูษาพัสตราภรณ์ นั้น ได้ประกอบด้วย ฉลองพระองค์พระกรน้อย เป็นเสื้อแขนยาวที่เป็นการแต่งลำลองอย่างไม่เต็มยศ สำหรับพิธีฟังพระสวดในวันแรก โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ได้โปรดฯให้สร้างฉลองพระองค์พระกรน้อย สำหรับพระราชทานเจ้านายระดับชั้นเจ้าฟ้า เป็นผ้าแพรเขียนทอง ซึ่งปัจจุบันเก็บไว้ ในราชสำนักทุกชิ้น มีกระดุมเป็นนพเก้าล้อมเพชร

จากนั้นเป็นพิธีสรงน้ำ ก็จะเป็นฉลองพระองค์ ที่ทำด้วยผ้าขาว ขลิบทองคำ เรียกว่า ฉลองพระองค์ถอด แล้วจึงจรดพระกรรไกร กรรบิด (กรรไกรและมีดโกน) ตัดพระเกศา สรงน้ำ โดยยังทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ครบ หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็น ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ทรงพระภูษาจีบหน้า ส่วนผ้าอีกชิ้นหนึ่งที่นำมาใช้ คือ เจียระบาด (ผ้าคาดเอว มีชายห้อยลงที่หน้าขา) สำหรับเจ้านายเป็นผ้าชั้นดี มีการประดับตกแต่งวัสดุมีค่า อย่างเป็นตาบปักด้วยทองแล่งหรือเลื่อม สำหรับภูษาที่ใช้นุ่งเป็นแบบจีบโจงไว้หางหงส์

ต่อมา คือ สนับเพลา หรือ กางเกง สมัยก่อนอาจใช้เป็นการพันผ้า แต่ต่อมาทำสำเร็จรูปเย็บเป็นรูปกางเกง ส่วน ฉลองพระบาท เป็นรองพระบาทเชิงงอน หรือรองพระบาทธรรมดาแบบรองเท้าแตะ โดยราชสำนักจะออกแบบ และใช้วัสดุตามระดับพระยศ อาทิ ฉลองพระบาทที่ทำจากผ้ากำมะหยี่ สลักดุนทองคำ พื้นเป็นหนังแล้วลงยาลวดลายต่างๆ หรือฉลองพระบาท ที่สั่งมาจากต่างประเทศ แล้วนำมาตกแต่งใหม่ ให้สวยงามยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี ถนิมพิมพาภรณ์ อันประกอบไปด้วย ข้อพระกร แหวนรอบ (หรือในราชสำนักเรียกว่า พระธำมรงค์ร้อยผูกข้อพระกร) แหวนตะแคง (หรือในราชสำนักเรียกว่า พระธำมรงค์ข้อมะขาม ผูกข้อพระกร) กำไล ข้อพระกรเถา สังวาลย์ สายรัดพระองค์ และข้อพระบาท

นับเป็นพระราชพิธีโบราณที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรม และประเพณีอันงดงามของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และถือเป็นมรดกของชาติที่ควรสืบสานไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป สนใจติดตามรายละเอียด ทางเว็บไซต์ www.qsmtthailand.org หรือทางเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ www.facebook.com/qsmtthailand หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.0-2225-9420 0-2225-9430 ต่อ 245 ได้เลยครับ