มาสุดแผ่นดิน

ถิ่นกระเจียวบาน แลลานหินงาม
โลกสวยด้วยพรรณไม้

2.กระเจียวสาวรูปโฉมสะคราญ มีสรรพางค์กายที่งดงาม ในบางครายังมีนายสายฝน แอบเข้ามาเย้าหยอกเอิน พร้อมฝากความชุ่มชื้นเอาไว้ หรือบางครั้งหนุ่มม่านหมอก ก็มาเคล้าคลอเคียงอยู่ข้างกาย และมอบหมายในความเย็นฉ่ำ แต่ในฉับพลันพระอาทิตย์ ก็มาหยิบยื่นความอบอุ่นให้ ธรรมชาติความเป็นจริงแท้ ก็ปรากฏชัดแก่สายตา

เพ้อเจ้อไปเรื่อย ระหว่างนั่งชมทุ่งกระเจียว

ก็เค้าว่า กระเจียว...เป็นนางเอกแสนงาม

แต่สำหรับผม กระเจียว...เป็นถึงซูเปอร์สตาร์

ผมเดินทางมาถึงที่นี่ ตั้งแต่เช้าตรู่เลยครับ แลมีดอกกระเจียวบานอยู่ท่ามกลางหมองจางๆ อันเป็นผลมาจากฝนตก แล้วฝากความชุ่มฉ่ำไว้ พอถึงเวลาสายหน่อย พระอาทิตย์เริ่มสาดแสงอุ่น ดอกกระเจียวบานตามทุ่ง จึงแลดูมีสีสันสดใสขึ้น

แต่ใช่ว่า...จะมีผมและเพื่อนกลุ่มเดียว นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ต่างพากันทยอยเข้ามา พร้อมถ่ายดอกกระเจียว และโพสต์-แชร์ให้เพื่อนๆ

ส่วนตัวผม...ขอเพียงกดไลค์อย่างเดียว

ทั้งนี้ทั้งนั้น...ก็เพราะดอกกระเจียว จะไม่มีให้เห็นกันเลย นอกเสียจากในห่วงเวลานี้เท่านั้น คือ เดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม ของทุกๆปี

จึงเห็นพ้องเป็นอย่างยิ่งที่ว่า กระเจียวเป็นนางเอก ที่มีมนตร์เสน่ห์ให้น่าหลงใหล มิเช่นนั้น...จะมีนักท่องเที่ยว แห่แหนมากันมากมายเช่นนี้

อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ช่วงฤดูฝนมีพืชตระกูลขิง ข่า ที่เรียกว่า ดอกกระเจียว ออกดอกชมพูอมม่วงบานอยู่ตามทุ่งกว้าง นับเป็นทุ่งดอกกระเจียวที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในประเทศ

ดอกกระเจียว หรือปทุมมา กระเจียวบัว ขมิ้นโคก ทิวลิปสยาม พืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน พักตัวในฤดูหนาวถึงฤดูร้อน เมื่อถึงช่วงฤดูฝน เริ่มผลิใบและดอก ต้นสูงราว 2 ฟุต ใบยาวคล้ายใบพาย ส่วนดอกสีเหลืองแดง กาบดอกสีม่วงอมชมพู

สภาพป่าที่เป็นป่าเต็งรัง ผสมผลัดใบป่าดิบแล้ง มีไม้เหียงเป็นไม้เด่น แล้วก็มีทั้งต้นเต็ง รัง พะยอม กระบก ประดู่ อินทนิล ส้าน อีกทั้งมีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น เก้ง หมูป่า กระต่าย นิ่ม เม่น อ้น อีเห็น กระรอก ลิง และมีต้นกระเจียวด้วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พรศักดิ์ เจียรณัย กล่าวในงานเปิด เทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน หรือ ดอกกระเจียวเริงร่า...สู่อาเซียน ว่า "ต้นกระเจียว...เป็นพันธุ์ไม้ประจำถิ่น ไม่สามารถนำไปเพาะเลี้ยงได้ หรือหากนำไปปลูกในที่อื่นๆ สีสันของดอกกระเจียวก็จะไม่สวยสดเหมือนกับที่นี่ ต่างจากพันธุ์ปทุมมา ที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ หรือนำไปปลูกได้โดยทั่วไป ถือว่า ทุ่งดอกกระเจียวแบบนี้ มีที่จังหวัดชัยภูมิแห่งเดียว"

ลำพังแต่ดอกกระเจียวแสนสวย ผมก็รัวชัตเตอร์กล้องแบบไม่ยั้ง แล้วยังได้มีองค์ประกอบที่บังเกิดขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ส่งเสริมให้สวยงามตายิ่ง ราวกับได้จัดวางไว้อย่างลงตัว จากฝีมือนักจัดสวนมืออาชีพ แชะๆๆๆแถมอีกรูปก่อนย้าย

หลังจากถ่ายภาพอย่างหนำใจแล้ว ก็หมดเวลาที่กำหนดไว้พอดี ผมจึงมารวมตัวในกลุ่มเพื่อนๆ แล้วก็เคลื่อนย้ายขบวนสู่ลานหินงาม

พวกเราโดยสารด้วยรถรางอีกเช่นเคย

แต่ควรสอบถามดีๆ บางคันก็ไม่ไปส่ง

แล้วก็มีรถรางไปส่งเราจนได้ กับเวลาเดินทางอีกนิดหน่อย เราก็ได้มายืนอยู่หน้า อาคารนิทรรศการป่าหินงาม พอเดินเข้าไปชมอย่างตั้งใจ กลับรู้สึกผิดหวังมากมาย ด้วยภายในถูกทิ้งให้ร้าง หรือปล่อยให้เสียหายไปอย่างน่าเสียดาย

น่าจะปรับปรุงให้ก่อเกิดคุณประโยชน์

ยืนไว้อาลัยให้แก่ตึกที่คร่ำครึ แล้วเพื่อนมันก็มาชักชวนให้ไปดูในสิ่งที่ทำให้สบายตาดีกว่า ผมจึงเดินตามก้นไปต้อยๆ และเมื่อสุดสะพานทางเดิน ก็เป็นลานที่โล่งกว้างใหญ่ มีพรรณไม้ขึ้นไม่สูงนัก เรียงสลับกับหินในรูปลักษณ์ที่ดูแปลก

ลานหินงาม หรือ ป่าหินงาม อยู่ในพื้นที่กว่าสิบไร่ เป็นประติมากรรมตามธรรมชาติ ที่มีลักษณะเป็นกลุ่มเสาหิน หน่อหิน แท่นหิน และซุ้มหิน ในรูปร่างที่แตกต่างกัน โดยตั้งเรียงรายอยู่บนสันเขาพังเหย อันเป็นสันเขาต่อเนื่องเป็นแนวยาว ของขอบที่ราบสูงโคราช ในส่วนพื้นที่ทางด้านตะวันตก เป็นหน้าผาที่สูงชันอยู่เหนือที่ราบลุ่มลำห้วยสนธิ และห้วยลังกาของภาคกลาง ขณะที่พื้นที่ทางด้านตะวันออก จะค่อยๆลาดต่ำไปสู่ที่ราบลุ่มของลำห้วยขนาดใหญ่ ในฤดูฝนพื้นที่ป่าหินงาม จะกลายเป็นทุ่งดอกกระเจียวที่บานสะพรั่งทั่วทั้งบริเวณ ส่วนฤดูหนาวจะพบดอกกล้วยไม้ และดอกไม้ป่าหลากชนิดที่มักขึ้นอยู่ตามซอกหิน

ในความเป็นมาแต่เดิมนั้น บริเวณลานหินงามแห่งนี้ เป็นที่รู้จักกันอย่างดี เฉพาะราษฎรในท้องถิ่น ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2528 นายอำเภอเทพสถิต และป่าไม้อำเภอเทพสถิต ออกตรวจตราพื้นที่ ได้มาพบกับลานหินธรรมชาติ ที่มีรูปร่างสวยงาม มีคุณค่าควรอนุรักษ์ไว้ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนของบุคคลทั่วไป จึงได้เสนอเรื่องไปยังกรมป่าไม้ ผ่านทางจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งในชั้นต้นกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นวนอุทยานป่าหินงาม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2529 โดยครอบคลุมพื้นที่ราว 10 ตารางกิโลเมตร หรือเนื้อที่ประมาณ 6,250 ไร่

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2536 ทางกรมป่าไม้ ได้ทำการสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงอย่างละเอียด กระทั่งพบว่า ยังมีพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อรวบรวมพื้นที่แล้ว ก็ประมาณ 112 ตารางกิโลเมตร หรือราว 70,000 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่สำรวจดังกล่าว ได้กันหมู่บ้านออกจากพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการปฏิรูปที่ดิน อีกทั้งพื้นที่ที่เตรียมจัดตั้งวนอุทยานฯนี้ มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยา คือ มีลานหินที่มีรูปลักษณ์สวยงามแปลกตา และมีดอกกระเจียว เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกประจำถิ่น มีสีสันของดอกชมพูอมม่วง จะชูดอกบานสะพรั่งในช่วงฤดูฝน และยังมีน้ำตกที่สวยงาม ดังนั้น จึงสมควรที่จะอนุรักษ์ไว้ภายใต้รูปแบบของ "อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม"

จากนั้นมาทางกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 1642 / 2537 โดยให้ วิวัฒน์ จันทร์เผือก นักวิชาการป่าไม้ 5 ตำแหน่งเลขที่ 2459 อุทยานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย มาดำเนินการจัดตั้งพื้นที่ป่าดังกล่าว ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และมาเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงามแห่งนี้อีกด้วย

และต่อมา พ.ศ.2550 ก็ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดิน ป่านายางกลัก ในท้องที่ตำบลโป่งนก ตำบลนายางกลัก ตำบลบ้านไร่ ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต รวมถึงตำบลซับใหญ่ กิ่งอำเภอซับใหญ่ อำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 26 ก ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2550 จัดเป็นอุทยานแห่งชาติ ในลำดับที่ 105 ของประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

ว้าว!!! สวยมาก ผมตะลึงอย่างไม่เกรงใจ

ประติมากรรมธรรมชาติ มหัศจรรย์สุดสุด

ครั้นเปิดดูข้อมูลทางธรณีวิทยา ผมได้พบว่า ป่าหินงาม...เป็นกลุ่มหินโคราช หมวดหินภูพาน หมวดหินพระวิหาร และหมวดหินภูกระดึง ในระหว่างช่วงเวลา ประมาณ 180-230 ล้านปี ยุคจูราสสิค และไทรแอสสิก ซึ่งจัดวางตัวไว้อย่างต่อเนื่อง อันประกอบด้วยหินทรายเนื้อควอตซ์ หินทราย หินทรายปนกรวด และหินทรายแป้ง โดยมีแนวชั้นเฉียงเป็นระดับ ที่เกิดจากกระแสน้ำพัดพาตะกอนมาสะสมไว้ในทิศทางที่แตกต่างในแต่ละช่วงวันเวลา ส่วนเสาหินและแท่นหินนั้น เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา ที่สำคัญ 3 ประการด้วยกัน คือกระบวนการเกิดชั้นหิน กระบวนการแปรสัณฐาน หรือการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลก และกระบวนการผุพังตามธรรมชาติ แต่ด้วยการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด ทำให้เนื้อหินที่มีความทนทานต่อการกร่อนที่แตกต่าง จึงเกิดการผุพังจนเป็นประติมากรรม มีรูปร่างดูแปลกตา

ผองเพื่อนเริ่มหันไปยลทางด้านซ้ายมือก่อนเลย ก็ให้สะดุดตาเข้ากับ หินฟีฟ่าเวิลด์คัพ ซึ่งเพื่อนก๊วนขาบอล ต่างให้ความสนอกสนใจกันมาก

เห็นท่าเพื่อนมันชื่นชมกันนาน ราวกับยืนรอรับถ้วยรางวัลซะงั้น จึงปลีกตัวออกห่างไปก่อน แล้วพอลัดเลาะต้นไม้แคระแกร็น มาจังงังเข้ากับ มอหำตั้ง ที่แลเห็นสาวเข้าไปโอบกอด พร้อมกับถ่ายรูปลงเฟซไว้ด้วย แต่ผม...กลับชินตายังไงไม่รู้

เดินเลี้ยวขวาต่อมา มีกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มๆ กำลังปีนป่ายหินก้อนหนึ่ง แล้วก็ให้อยากขึ้นไปบ้าง ก็ทำทีท่าที่ยักแย่ยักยัน จนหาทางปีนขึ้นไปได้สำเร็จ

เลยได้เก็บภาพมุมสูง หรือเบิร์ดอายวิวด้วย

เวลาก็ใกล้จะหมดลงแล้ว ทางพี่ทีมงาน ททท. มีให้น้อยเหลือเกิน จึงตะลุยดะไปเจอเข้ากับ หินช้างเอราวัณ แล้วก็มาละลานตากับ หินจานเรดาร์ ที่ช่วงนี้มีแสงแดงกำลังส่องมา เลยช่วยให้ได้ภาพที่แสนวิเศษ และมาปิดท้ายกันที่ หินปราสาท

สนุกสนานดีครับ...นานๆทีได้วิ่งถ่ายภาพ

แต่ก็เสียดายน่ะ ที่ยังไม่เห็น...หินแม่ไก่ หินถ้ำมอง ปุงลิงค์ ทว่าก็เดินทางกลับลงมา ด้วยความเพลิดเพลินที่สุด พร้อมกับได้จับจ่ายของฝาก