Mulberry Cook by Jim Thompson Farm

เก็บมาฝาก

​เอ่ยชื่อ มัลเบอร์รี่...Mulberry ผมกลับไม่ค่อยชินนะ พอเพื่อนชาวอีสานบอกว่า คือกัน ลูกหม่อน แถวบ้าน อ้อ!!!เริ่มคุ้นกับความแซบละ

ต้นหม่อน...ไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ใบเดี่ยวออกสลับกัน ดอกที่ออกมาเป็นช่อ มีกลีบดอกสีขาวหม่น ผลเป็นช่อทรงกระบอก เมื่อลูกหม่อนยังดิบสีเขียว แล้วจะเป็นสีแดง และก็เป็นสีม่วง เมื่อตอนผลสุก ทั้งมีรสหวานอมเปรี้ยว...อีหลีเด้อ

หม่อน ทางภาคอีสานเรียกว่า มอน ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ซิวเอียะ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญในการประกอบอาชีพ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชาวบ้านทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นตระกูลเบอร์รี่ เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่

ชาวอีสานบ้านเฮา ถือว่า...ต้นหม่อนเป็นตัวที่กำหนดในปริมาณผลการผลิตและคุณภาพของรังไหมว่า จะมีจำนวนมากหรือน้อย ก็จะขึ้นอยู่กับคุณภาพใบหม่อน หม่อนเป็นพืชที่มีอายุ 80-100 ปี ถ้าไม่ได้รับความกระทบกระเทือน อันเนื่องจากการเก็บเกี่ยว การเกิดโรค และศัตรูแมลง ก็เจริญได้ดีในเขตอุ่นถึงเขตร้อน ส่วนต้นหม่อนในเขตที่อากาศหนาว มักหยุดพักหรือไม่เจริญเติบโตตั้งแต่ปลายฤดูใบไม้ร่วงไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิ

ที่กล่าวมาคร่าวๆ...ชาวอีสานเค้ารู้ดี

และด้วยแรงแห่งเจตนารมณ์ ในการสืบสานภูมิปัญญา ร่วมถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม อันทรงคุณค่าอย่างยิ่ง พร้อมรักษาองค์ความรู้ในท้องถิ่น ให้ดำรงคงอยู่คู่ประเทศไทย รวมไปถึงนำออกสู่สายตาต่างชาติ อีกทั้งยังตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กร ที่ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ในรูปแบบเกษตรเชิงวัฒนธรรม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จึงนำเสนอความมหัศจรรย์ของหม่อน ภายใต้กิจกรรม "Mulberry Cook by Jim Thompson Farm"

ภายในกิจกรรมนี้ เริ่มกล่าวถึงคุณประโยชน์ใบหม่อน และลูกหม่อน จากนักกำหนดอาหาร หฤทัย ใจทา โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ว่า

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีชื่อว่า Anthyocyanin ซึ่งเป็นสารสีม่วงแดง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็ง

2. มีวิตามินบี 6 ช่วยบำรุงเลือด ตับ ไต รวมถึงลดการเกิดสิว หรือลดอาการปวดประจำเดือน

3. สามารถป้องกันและยับยั้งในการเกิดลิ่มเลือด และยังป้องกันเส้นเลือดแตก อันเป็นสาเหตุของโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต

4. มีวิตามินซีสูง สามารถช่วยป้องกันหวัด โรคภูมิแพ้ โรคปอด วัณโรค และป้องกันเชื้อไวรัส

5. มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก คือช่วยป้องกันแสงสีน้ำเงิน เข้าไปทำลายเลนส์ตา หรือบำรุงเหงือกและฟัน พร้อมสร้างภูมิให้ระบบหายใจ บำรุงผิว และลดอาการอักเสบของสิว

6. มีกรดโฟลิค หรือวิตามินใบไม้ รวมถึงวิตามินเอ็ม ที่ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันทารกพิการ ช่วยการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะหญิงแรกตั้งครรภ์ ในช่วงเดือนแรกๆ ต้องการกรดโฟลิค

7. ช่วยแก้อาการเมาค้าง ผ่อนคลายจากความเครียด

8. ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย

จากนั้นเป็นการนำเสนอถึงการต่อยอดและพัฒนาในคุณประโยชน์ของหม่อน จากที่เป็นพืชเศรษฐกิจ หรือเป็นหัวใจสำคัญของการประกอบอาชีพ ในกลุ่มชาวบ้านทางภาคอีสานมาสู่การเป็นวัตถุดิบหลักๆในการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่เอร็ดอร่อย และเครื่องดื่มที่สุดล้ำเลิศ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากกูรูอาหารในระดับแนวหน้าของเมืองไทย 7 ท่าน ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์ 7 เมนู ที่ทำจากใบหม่อนและลูกหม่อน ได้แก่...

เมนูอาหารว่าง "ข้าวตังใบหม่อน" และ "หม่อนคำกรอบ" มีจุดเด่นอยู่ที่ใบหม่อนและลูกหม่อน ด้วยการนำมาดองให้เป็นสามรส ฝีมือการสร้างสรรค์ อาจารย์เอกพล บุญช่วยชู อาจารย์ผู้ชำนาญด้านอาหาร จากวิทยาลัยดุสิตธานี

ข้าวตัง...เป็นเมนูของว่างแบบไทยๆ ที่พลิกแพลงมาให้อร่อยได้ อย่างหลากหลายรูปแบบ รวมถึงข้าวตังใบหม่อน ซึ่งมีเคล็ดลับอยู่ที่ใบหม่อนและลูกหม่อน ได้นำไปดองสดเป็นเวลาถึง 7 วัน เพื่อจะให้มีรสชาติสามรส จากนั้นจึงมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก นำเคล้ากับส่วนผสมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ สมุนไพรพื้นบ้าน และเครื่องปรุงรส

ส่วนผสมของใบหม่อนและลูกหม่อนดองสามรส ได้แก่ ใบหม่อนสด ลูกหม่อนสด น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู และเกลือ โดยมีวิธีการทำได้แก่ 1.นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ภาชนะต้ม แล้วตั้งไฟพอน้ำตาลทราย และเกลือละลาย จากนั้นกรองผ่านผ้าขาวบาง ปล่อยพักเอาไว้ให้เย็นก่อน 2.นำใบหม่อนสด ล้างทำความสะอาด พอแห้งหมาดๆ จัดเรียงใส่ขวด แล้วเทน้ำดองข้อที่ 1 ใส่ลงไป 3.ใส่ลูกหม่อนสด นำฝาปิดสนิท และทิ้งไว้ 7 วัน

มาที่ส่วนผสมของข้าวตังใบหม่อน ได้แก่ ลูกหม่อนดอง หมูบดละเอียด กุ้งขาว ถั่วลิสงคั่ว กระเทียมเจียว หอมแดงเจียว หอมแดง ขิงแก่ปอกเปลือก น้ำตาลมะพร้าว เกลือ น้ำปลา พริกไทยขาวเม็ด รากผักชี และน้ำมันพืช ขณะที่ของแนมข้าวตังใบหม่อน คือข้าวตังทอดใบหม่อน และลูกหม่อนดอง รวมถึงพริกขี้หนู ผักชี และผักกาด

ต่อกันที่อีกเมนูหนึ่ง จากอาจารย์เอกพลเช่นกัน คือหม่อนคำกรอบ ที่มีความกรุบกรอบในแบบไทยๆ ผนวกกับความหอมของสมุนไพร ที่นำมาเสริมหลากหลายชนิด ผสานกับความโดดเด่น ของน้ำซอสหม่อนคำ ที่มีรสชาติที่เข้มข้น จึงเพิ่มเสน่ห์และสร้างสีสันให้กับอาหารว่างจานนี้ ได้กลายเป็นของว่างที่มีรสชาติให้น่าลิ้มลองยิ่ง

ในส่วนผสมของน้ำซอสหม่อนคำ ประกอบไปด้วยขิงแก่เผา หอมแดงเผา ข่าเผา ตะไคร้เผา กะปิ มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง น้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว และน้ำเปล่า สำหรับวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากเลย 1. นำขิงแก่เผา หอมแดงเผา ข่าเผา และตะไคร้เผา มาโขลกหรือปั่นรวมกันจนละเอียด ปล่อยพักไว้สักครู่ 2. นำน้ำตาลมะพร้าวกับน้ำเปล่า ใส่ลงไปในภาชนะ เคี่ยวจนเดือด แล้วนำส่วนผสมในข้อ 1 ค่อยๆใส่ไป 3. เมื่อส่วนผสมข้นแล้ว จึงมาใส่น้ำปลา กุ้งแห้ง และมะพร้าวคั่ว แล้วเคี่ยวต่อไปจนมีความหนืด จากนั้นค่อยมาปิดไฟ และพักทิ้งไว้ให้เย็น

หันมาที่ส่วนผสมหม่อนคำกรอบ ที่ประกอบด้วยลูกหม่อนดองสามรส ใบหม่อนอบแห้ง น้ำซอสหม่อนคำ มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว ผิวมะนาว น้ำมะนาว และกลูโคสไซรัป ขณะที่กรรมวิธีการทำง่ายๆ ได้แก่ 1. นำน้ำซอสม่อนคำ กลูโคสไซรัป ใส่ลงในภาชนะ ตั้งไฟอ่อน เคี่ยวพอข้นเหนียว 2. ใส่มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสง ลูกหม่อนดองสามรส ผิวมะนาว น้ำมะนาว ใบหม่อนแห้ง ลงไปคลุกเคล้าให้ส่วนผสมจับตัวรวมกัน 3. นำไปเทใส่ถาด ทำการรีดเป็นแผ่น แล้วมาตัดให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หรือจะตัดตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นก็นำไปเข้าอบ

เรามาที่ เชฟอิ๊ก-บรรณ บริบูรณ์ เชฟหนุ่มผู้ปลุกกระแสการทำอาหาร ให้ฮ็อตฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ มาพร้อมเมนูตะวันตก "สลัดอกเป็ดใบหม่อน" กับรสชาติอร่อยของซอสสลัด จากลูกหม่อนและใบหม่อน ที่ลวกเป็นผักสลัดได้ลงตัว

จะว่าไป...ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเพื่อสุขภาพ ที่คนรักตัวเองไม่ควรพลาด เพราะว่าสลัดเป็ดใบหม่อน นอกจากรสชาติละมุนลิ้น ของเนื้อเป็ดสูตรพิเศษแล้ว ไฮไลท์ของสลัดจานนี้ อยู่ที่ซอสสลัดที่ทำจากลูกหม่อน รวมถึงรสชาติความสดใหม่ของใบหม่อน ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า จะสามารถนำมาทำเป็นผักสลัด ได้อย่างเอร็ดอร่อยที่สุด

รายละเอียดส่วนผสมซอสสลัด ได้แก่ ลูกหม่อนแช่แข็ง น้ำตาลทราย เปลือกเลมอน น้ำส้มบาลซามิก เกลือ พริกไทย และเนย ส่วนการทำก็คือ 1. นำลูกหม่อนแช่แข็ง น้ำตาล และเปลือกเลมอน ใส่ในภาชนะ ต้มไฟปานกลาง 2. ใส่น้ำส้มบาลซามิก เคี่ยวจนงวด กรองเม็ดลูกหม่อนออก 3. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย จากนั้นใส่เนย

ขณะที่ส่วนผสม (เป็ด) คืออกเป็ดขนาดกลาง ผงพะโล้ และเกลือแล้ววิธีการทำ คือ 1. บั้งหนังเป็ด ปรุงรสด้วยผงพะโล้และเกลือ คลุกให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 2. ทอดด้านหน้าของเป็ดด้วยไฟปานกลาง ประมาณ 2-3 นาที จากนั้นกลับด้าน 3. ทอดจนสุกได้ที่ พักให้สะเด็ดน้ำมัน ประมาณ 5 นาที จากนั้นมาหั่นเป็นชิ้นขนาดตามต้องการ

ทางด้านส่วนผสม (สลัด) ได้แก่ ใบหม่อน เนยละลาย น้ำเลมอน เกลือ พริกไทย วอลนัทหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ พามาซานชีส ลูกหม่อนสด มาที่วิธีทำที่ไม่ซับซ้อน 1. นำใบหม่อนมาลวกในน้ำเดือด 3-4 นาที ปรุงรสด้วยเกลือ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเย็นจัด สะเด็ดน้ำให้แห้ง 2. สับใบหม่อนหยาบๆ ให้พอดีคำ ปรุงรสด้วยเนย น้ำเลมอน เกลือ และพริกไทย 3. ตกแต่งสวยงามด้วยวอลนัท ชีส และลูกหม่อน เสิร์ฟพร้อมเป็ดและซอส

ตามมาติดๆกับเมนูไทยๆ "น้ำพริกกะปิลูกหม่อน" ที่ได้ลูกหม่อนสีแดง เป็นตัวชูรสให้น้ำพริกกลมกล่อม โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารไทยจาก จิม ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ เชฟนิภาพร ณัฐเกษม โดยเชฟเค้าว่า...น้ำพริกกะปิ อาหารไทยดั้งเดิมคนไทย ทุกภาคทุกครัวเรือน ต่างนิยมรับประทานกัน จัดเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ เพราะทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก สำหรับเมนูน้ำพริกกะปิลูกหม่อน นอกจากความเข้มข้นของเนื้อกะปิแล้ว ตัวลูกหม่อนสีแดงๆ ยังเป็นตัวชูรสให้รสชาติของน้ำพริกกลมกล่อมได้มากยิ่งขึ้นด้วย

เรามาดูกันที่ส่วนผสม ที่มีลูกหม่อนสีแดง กะปิเผา พริกขี้หนูสวน กุ้งแห้งป่น กระเทียมไทยกลีบเล็กปอกเปลือก น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขามเปียก และปลาชิงชังทอดกรอบ ขณะที่กรรมวิธีเริ่มด้วย 1. โขลกกระเทียม ให้ละเอียด ตามด้วยพริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก (ไม่ต้องเด็ดก้าน) โขลกให้เข้ากัน 2. ใส่กะปิ ลูกหม่อนสีแดง และน้ำตาลปี๊บ คลุกเคล้าส่วนผสมข้อที่ 1 ให้เข้ากัน 3. ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก กุ้งแห้งป่น และน้ำปลา รสชาติตามใจชอบ 4. นำมาทานคู่กับปลาชิงชังทอดกรอบ ผักสด ผักต้ม หรือผักทอด ก็ทำให้เข้ากันอย่างที่สุด

ทางจิม ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ แถมอีกเมนูจาก เชฟนิพน บุญจันศรี ด้วยเมนู "ซุปลูกหม่อน" หลายคนคงรู้จัก "ซุปขนุน" หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า "ซุปบักมี่" หรืออาจจะติดใจในความแซบของ "ซุปหน่อไม้" กันมาแล้ว คราวนี้มาลิ้มลองรสชาติแปลกใหม่ กับซุปลูกหม่อนที่มีความลงตัวครั้งใหม่ ระหว่างลูกหม่อนและน้ำปลาร้า ที่ยังคงความแซบหลายๆ และจัดจ้านไว้ลายรสชาติของอาหารอีสานดั้งเดิมที่มิได้จะผิดเพี้ยนไป

ส่วนผสมมีอะไรบ้าง นี่เลยครับ...ลูกหม่อนดิบหรือห่าม ปลาทูนึ่ง เห็ดฟางสด หัวหอมแดง พริกขี้หนูหรือพริกกะเหรี่ยง กระเทียมไทย น้ำปลาร้าต้มสุก น้ำปลา ต้นหอมซอย ผักชีลาวหั่นหยาบ และใบสะระแหน่ มิรอช้าลงมือโดย 1. นำลูกหม่อน ต้มใส่น้ำปลาร้าสุก พักไว้สักครู่ นำปลาทูมาย่าง แกะเอาแต่เฉพาะส่วนเนื้อ 2. นำเห็ดฟาง หัวหอมแดง พริกกะเหรี่ยง พริกขี้หนู กระเทียม มาย่างไฟพอสุก เสร็จแล้วนำมาตำในครก ให้ส่วนผสมเข้ากันดี 3. เนื้อปลาทูที่แกะพักไว้ มาลงตำรวมกับลูกหม่อนที่ได้ต้ม 4. ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าที่ต้มสุก และน้ำปลา 5. ตามด้วยการใส่ต้นหอม ผักชีลาว ใบสะระแหน่ ตำให้เข้ากัน จากนั้นก็พร้อมเสิร์ฟ

อุ๊ย!!! แซบหลายแท้ ต้องไปหาเครื่องดื่มม็อกเทล (ไม่มีแอลกอฮอล์) "หม่อนละมุน" และ "หม่อนม็อกเทล" รวมถึงเมนูเครื่องดื่มค็อกเทล "หม่อนไหม" ที่โดดเด่นรสชาติและสีสัน โดยแชมป์บาร์เทนเดอร์ประเทศไทย มนัส แก้วก่ำ

พลันก็มายืนน้ำลายสอกับของหวาน "มูสข้าวหมากหม่อนอีสาน" ในการสร้างสรรค์ลูกหม่อน ให้กลายเป็นของหวานในรูปแบบใหม่ จากกูรูเบเกอรี่ผู้ชื่นชอบการคิดค้นสูตรขนมฝรั่งต้นตำรับ ประภากมล หุ่นใย โดยมีรายละเอียดของส่วนประกอบ ได้แก่ ไวท์ช็อกโกเลต เลมอนคริสปี้ครัสต์ แพสตรี้ครีมลูกหม่อน มาสคาโปเน่ครีมชีส มูสข้าวหมาก กรานิตต้า น้ำลูกหม่อน เวเฟอร์เลมอนแท้ กราโนล่าบาร์ / ซีเรียลบาร์ และเนยเค็ม

แอบได้ลิ้มลองไปแล้ว จึงมาขอทราบวิธีการทำ คือ 1. นำเวเฟอร์เลมอน มาสับแบบหยาบๆ และนำกราโนล่าบาร์ที่สับละเอียด มาเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน 2. ละลายเนยเค็ม พอได้คลายความร้อนแล้ว รินลงในส่วนผสมในข้อ 1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน 3. เตรียมถาดพลาสติก นำใส่เป็นถาดฐาน สำหรับกรุขนม 4. นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในพิมพ์ จากนั้นนำเข้าแช่เย็นไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง และ 5. สะกิดฐานขนมออกจากพิมพ์ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

และเราปิดท้ายกันด้วยเมนู "ไอศกรีมโยเกิร์ตลูกหม่อนชีสพาย" และ "ไอศกรีมชาใบหม่อน" กับความเนียนนุ่มของเนื้อไอศกรีม ผสานกับรสชาติความสดของเนื้อลูกหม่อน และความหอมของชาใบหม่อน ในแบบเต็มๆคำ โดยฝีมือไอศกรีมดีไซเนอร์ พริมา จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้มีไอเดียด้านไอศกรีม ให้เกิดรสชาติที่แปลกใหม่

ส่วนผสม (ไอศกรีมโยเกิร์ตลูกหม่อนชีสพาย) คือแยมลูกหม่อน ครีมชีส วิปปิ้งครีม นมสด ครีมเปรี้ยว โยเกิร์ตรสธรรมชาติ น้ำตาลทราย และแป้งพายหั่นเต๋า สำหรับวิธีทำอย่างละเอียด คือ 1. เริ่มหั่นครีมชีสให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นมาใส่รวมกับครีมเปรี้ยว โยเกิร์ตรสธรรมชาติ และแยมลูกหม่อน ปั่นส่วนผสมทั้งหมด ให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน 2. เทวิปปิ้งครีมและนมสดลงไป ทำการปั่นส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน 3. นำส่วนผสมทั้งหมดมาอุ่น โดยใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย และคนให้น้ำตาลทรายเป็นเนื้อเดียวกัน (ให้ได้อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส) ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที จากนั้นยกลงจากเตา ปล่อยพักไว้ให้เย็น 4. เทส่วนผสมทั้งหมดลงในภาชนะ แล้วปิดฝานำไปหล่อในน้ำเย็น เพื่อเป็นการลดอุณหภูมิ 5. เมื่อส่วนผสมเริ่มเย็นแล้ว นำเข้าไปแช่ไว้ในตู้เย็น สักประมาณ 3-4 ชั่วโมง 6. นำส่วนผสมในข้อ 5 มาปั่นในเครื่องทำไอศกรีม 7. ตักไอศกรีมที่ปั่นเสร็จแล้ว ใส่ในภาชนะที่แช่เย็นไว้ จากนั้นนำแยมลูกหม่อนและแป้งพาย มากวนให้เข้ากัน แล้วค่อยตักใส่ถ้วยเข้าตู้แช่แข็ง จนกระทั่งไอศกรีมแข็งตัว 8. นำไอศกรีมตักใส่ภาชนะ ตกแต่งให้สวยงาม

อีกเมนูที่หอมหวานไม่แพ้กันเลย ซึ่งมีส่วนผสม (ไอศกรีมชาใบหม่อน) ชาใบหม่อน ไข่ไก่ น้ำเปล่า นมผง วิปปิ้งครีม น้ำตาลทราย ส่วนกรรมวิธีการทำ ได้แก่ 1. นำชาใบหม่อนมาต้มน้ำให้เดือด กรองเอาใบชาออก เอาเฉพาะน้ำชา นำลงจากเตาพักไว้ให้เย็น 2. นำไข่ไก่ผสมกับวิปปิ้งครีม และน้ำชา จากนั้นปั่นรวมเป็นเนื้อเดียวกัน 3. นำส่วนผสมในข้อ 2 มาอุ่น โดยใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง จากนั้นนำน้ำตาลทรายและนมผงเทลงไป คนให้ส่วนผสมทั้งหมด ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน (ให้ได้อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส) ประมาณ 2-3 นาที จากนั้นยกลงจากเตาพักทิ้งไว้ให้เย็น 4. เทส่วนผสมทั้งหมดลงในภาชนะ แล้วทำการปิดฝาให้สนิท นำไปหล่อไว้ในน้ำเย็น เพื่อเป็นการลดอุณหภูมิ 5. เมื่อส่วนผสมเริ่มเย็นแล้ว นำเข้าไปแช่ไว้ในตู้เย็น ประมาณ 3-4 ชั่วโมง 6. นำส่วนผสมในข้อ 5 มาปั่นในเครื่องทำไอศกรีม 7. ตักไอศกรีมที่ปั่น ใส่ภาชนะแช่เย็นเอาไว้ และ 8. นำไอศกรีมมาตักใส่ภาชนะ พร้อมตกแต่งให้สวยน่าทาน

ก็รู้สึกเขินจังเลยครับ แอบมีการเรอออกมาด้วย เพราะด้วยความเอร็ดอร่อยเป็นเลิศ กับทุกเมนูที่สร้างสรรค์จากหม่อน ซึ่งก็สามารถตามกิจกรรม ที่น่าสนใจอื่นๆได้ในงาน "จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ทัวร์ 2557 : ม่อน มอน สะออนหลาย" โดยจะจัดขึ้นในระหว่าง 13 ธันวาคม 2557 ถึง 11 มกราคม 2558 ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หรือเข้าชม www.jimthompsonfarm.com ได้เลยครับ